ซะการีย์ยา อมตยา : นักเดินทางท่ามกลางบทกวี

ก่อนเข้าเดือนรอมฎอนไม่กี่วัน มีคำถามจากชายคนหนึ่งผ่านหน้าต่างเอ็มเอสเอ็นว่า ขอโทษนะครับ รอมฎอนปีนี้ประมาณวันที่เท่าไหร่ คำตอบถูกตอบกลับไปในเวลาอันรวดเร็วและบทสนทนาก็จบลงไปเพียงเท่านั้น หลายวันต่อมา ซะการีย์ยา อมตยาก็ปรากฏตัวในหน้าจอทีวี ในฐานะกวีซีไรต์ประจำปี 2553 ณ เวลานั้น ภาพที่เห็น คือชายผมยาว สวมหมวก ผิวคล้ำ ฉันหยุดความสนใจจากทุกการกระทำไว้ที่สถานีโทรทัศน์ช่องดังกล่าวด้วยเพราะชื่อของเขาคือ ซะการีย์ยา

วันถัดมา ข่าวการได้รับรางวัลของซะการีย์ยา แพร่สะพัดไปทั่วทุกสื่อทั้งในสื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสาร รายการวิทยุ แล้วรวมถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง Facebook บางส่วนบางตอนของ “ไม่มีหญิงสาวในบทกวี” ถูกนำมาขึ้นเป็นสถานะของเพื่อนๆ หลายคนร่วมแสดงความชื่นชมแสดงความยินดีกับชายคนที่ชื่อ ซะการีย์ยา อมตยา

ซะการีย์ยา อมตยา ชายหนุ่มจากเทือกเขาบูโด จังหวัดนราธิวาส จบการศึกษาจากคณะอิสลามศาสตร์ สาขาภาษาและวรรณคดีอาหรับ วิทยาลัยนัดวะตุล อุลามาอ์ ประเทศอินเดีย และเข้าศึกษาต่อปริญญาโทด้านศาสนาเปรียบเทียบคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ซะการีย์ยา อมตยา เป็นผู้ก่อตั้งเว็ปไซต์ www.thaipoetsociety.com ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมพลของผู้คนที่รักในงานกวี และเป็นที่รู้จักกัน ในนาม “บังเช” “บังปุ”(ปุถุชน) แล้วแต่ยุคสมัยในขณะนั้นว่า ผู้คนจะพาลพบกับเขาในช่วงเวลาใด

ชื่อของ ซะการีย์ยา อมตยา หรือ เช ปุถุชน เป็นชื่อที่รู้จักกันดีในฐานะนักกวีคนหนึ่งที่มีผลงานทางด้านกวีนับร้อยชิ้น ใช้เวลาบ่มเพาะผลงานมาเป็นเวลา 10 ปี

10 ปี กับกว่าร้อยพันตัวอักษรที่เรียงร้อยเป็นคำกวีสร้างบันดาลใจให้กับคนผู้อ่านมานักต่อนัก แต่หากกับมุสลิมด้วยกันเอง ชื่อ ซะการีย์ยา อมตยา ชื่อนี้ดูจะเป็นชื่อที่ไม่มีใครคุ้นเคย จนเมื่อ “ไม่มีหญิงสาวในบทกวี” ถูกคัดเลือกให้ได้รับรางวัลซีไรต์ประจำปี 2553 ชื่อของเขาก็เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง

คราแล้วคราเล่าที่ฉันนั่งมองความเคลื่อนไหวของสังคม ทั้งในด้านที่ดีและไม่ดียามใดที่คนหมู่เหล่าเชื้อชาติของตนมีชื่อเสียงทางสังคม ความรู้สึกมีส่วนร่วมก็จะเกิดขึ้น

เขาเป็นของเรา เขาเป็นมุสลิม เขาเป็นอย่างนั้น เขาเป็นอย่างนี้ ความภูมิใจในเขาก็จะเข้ามาอยู่ในเราอย่างไม่รู้ตัว

หากคราใดที่มีใครซักคนใส่เสื้อมีสี สวมฮิญาบออกไปร่วมชุมนุมทางการเมือง หรือมีสัญลักษณ์บางอย่างที่แสดงออกว่าเป็นมุสลิมออกไปขับเคลื่อนบางสิ่งบางอย่างทางสังคมซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับศาสนา คนเหล่านี้มักถูกตำหนิจากคนในสังคมเดียวกันว่าทำให้ศาสนาเปื้อนสี ทั้งๆ ที่ความจริงคนเหล่านั้นอาจเพียงต้องการแสดงพลังทางความคิดของเขาบ้างก็เพียงเท่านั้น “ไม่มีหญิงสาวในบทกวี” เองก็เช่นกัน

Zakariya-Amataya-01

 

หลังจากได้ซีไรต์ ชีวิตเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน ?

เปลี่ยนไป ชีวิตต้องมีตารางเวลา(เปิดสมุดบันทึกที่มีคิวงานให้ดู) ตารางวันว่าจะต้องทำอะไรที่ไหนยังไง มันก็เป็นธรรมชาติของรางวัล ก่อนหน้านี้ชีวิตสบายกว่านี้ ไม่ต้องรีบเร่ง ไม่ต้องมีอะไรมาก ตอนนี้เริ่มมีตารางเวลาที่ชัดเจน

ตั้งแต่ได้รางวัลมา ได้เขียนงานใหม่บ้างหรือยัง ?

เขียนอยู่ชิ้นหนึ่ง ยังไม่ลงที่ไหน ส่งไปนิตยสารแห่งหนึ่งแต่ยังไม่ได้ลง เป็นบทกวีสั้นๆ แต่ก็ยังไม่ได้ตั้งใจเขียนจริงๆ

สื่อต่างประเทศให้ความสนใจเพราะอะไร เพราะเราเป็นคนสามจังหวัดหรือเพราะเป็นมุสลิมด้วยหรือเปล่า ?

มีส่วนด้วย ด้วยความเป็นมุสลิม คนสามจังหวัดด้วย เป็นบทกวีด้วย บทกวีไร้ฉันทลักษณ์

ในต่างประเทศเค้าสนใจในบทกวีประเภทนี้หรือว่ามันเป็นปกติ ?

มันเป็นปกติ แต่เมืองไทยยังไม่เคยได้รับรางวัลใหญ่ระดับประเทศ ความเป็นมุสลิมภาคใต้ด้วยก็มีส่วนด้วย มันก็บวกกันหมด แล้วก็เป็นมุสลิมคนแรกที่ได้มันเป็นอะไรที่น่าสนใจที่เราเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ มันก็รวมๆ มันไม่ได้เจาะเฉพาะความเป็นภาคใต้หรือมุสลิมอย่างเดียว มันที่งานเราด้วย งานเราน่าสนใจแล้วเขาก็มาเชื่อม อย่าง New York Time เขาก็ดูงานที่เชื่อมกับสามจังหวัด มันก็มีตัวบทกวีหลายชิ้นที่เขาได้อ่าน

งานเขียนควรวางเป้าหมายไหม แล้วเป้าหมายควรเป็นอะไร ?

ไม่ใช่การเขียนเพื่อความสำเร็จ ไม่ใช่การประสบความสำเร็จโดยการเขียน การเขียนก็คือเขียนออกไปเรารู้สึกว่าเราได้สื่อแล้ว เรามีความสุขแล้ว เราสามารถสื่อสารความคิดของเรากับคนอื่นได้ ถ้าคนถามว่าทำอย่างไรถึงจะเขียนแล้วได้รับรางวัล ไม่แนะนำ คิดอย่างนี้ไม่ต้องเขียนดีกว่า

ไม่ควรไปโฟกัสที่รางวัล ?

ใช่ เพราะรางวัลเป็นหนึ่งในล้าน อาจจะมีมุสลิมคนที่สองหรืออาจจะไม่มีอีกหลายปีก็ได้ มันไม่ใช่ คนที่เขียนหนังสือยังมีมุสลิมอีกหลายคนที่สามารถจะเขียนหนังสือได้ แต่ถ้ามองไปที่รางวัลเมื่อไหร่ก็อาจจะไม่ได้ อีก 50 ปีก็อาจจะไม่ได้ ถ้าเราสร้างค่ายนักเขียนมุสลิมขึ้นมา เอาผมเป็นตัวอย่างว่าได้รางวัล แล้วพยายามโฟกัสให้เด็กเจริญรอยตามผม ผมก็ไม่เอา คือให้เขาเขียนดีกว่า ความสำเร็จมันไม่ใช่ที่รางวัล ถ้าเขามีสปิริตในการเขียนของเขาจริงๆ เขาก็จะเขียนไปเรื่อยๆ จะประสบความในด้านรางวัลหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่มันไม่ใช่เป้าหมาย เป้าหมายคือได้เขียน ได้ตีพิมพ์ แล้วค่อยๆ เดินไปในการเขียนหนังสือ แต่อย่าไปหวังรางวัล เพราะจะอกหักแน่นอน ถ้าหวังรางวัล รางวัลซีไรต์ก็มีปีละครั้ง ปีละคน รางวัลก็อาจจะมีแต่คนอาจจะไม่จำ ทุกคนก็อยากได้ พอไม่ได้ก็เฟล ก็เลยไม่อยากหวัง

คือเราทำยังไงก็ได้ ให้กับคนที่อยากสร้างแรงบันดาลใจ คนที่อยากสิ่งใดให้เขาได้มีความสุขกับการที่เขาได้ทำ อย่างถ้าอยากทำหนังสั้น ทำให้มันดีที่สุด ให้รู้สึกว่าปล่อยของแล้วมันดี ถ้าส่งประกวดก็อย่าไปหวัง อย่างที่สุดคือคุณทำในสิ่งที่คุณชอบแล้วมีความสุขกับมัน แล้วถ้าส่งไปประกวดแล้วมันไม่ได้รางวัลคุณก็จะไม่รู้สึกอะไร เพราะคุณรู้สึกดีใจแล้วที่คุณทำงานคุณออกมาแล้ว ทำได้เต็มที่ ถ้าเมื่อไหร่ที่สร้างเพื่อจะชิงรางวัล หวังรางวัล หวังมาก แน่นอน เปอร์เซ็นต์ที่จะได้มันน้อยอยู่แล้ว เพราะคนก็แข่งขันกันเยอะ แต่ถ้าเราสร้างคนให้สนใจในการทำงานในสิ่งที่เขาชอบ ก็คือให้เขารู้จักตนเอง น่าจะดีกว่า แล้วเขาจะอยู่ยาวนานกว่าก็จะทำของเขา ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ ในทุกงานทุกแขนง

คิดอย่างไรที่สังคมมุสลิมมักคาดหวังกับมุสลิมที่ประสบความสำเร็จหรือมีชื่อเสียง ?

สังคมเราต้องสนใจคนๆ หนึ่งก่อนด้วยซ้ำไป ไม่ต้องมาที่เรา หมายถึงคนอื่นคนมุสลิมคนที่เขาทำงานอะไรก็ตาม เขาก็ทำของเขาอยู่ คือต้องไปดึงเขามาก่อน ให้ความสนใจเขาตอนนั้นก่อน มันเป็นวิธีการที่ถูกต้องกว่า ให้เขามาช่วยงาน ไม่ใช่พอเห็นเขาได้รับความสำเร็จถึงจะอยากให้เขามา มันก็ไม่ผิด คนที่ได้รับความสำเร็จก็มาช่วยงาน ก็ดี มันไม่ผิด แต่ถ้าหากได้ทำแบบนี้ก่อน เห็นมุสลิมคนหนึ่งเขียนหนังสืออยู่ก็ให้ความสนใจหน่อย เขายังไม่ได้รับความสำเร็จ ช่วยอะไรก็ว่าไป แต่ว่าสังคมเรามักไม่ทำอย่างนั้น สังคมเรามักถ้าใครประสบความสำเร็จเราก็จะรู้สึกว่าเป็นของเราร่วมกัน ถ้าเราอยากได้อะไรเราต้องส่งเสริมก่อน เราถึงจะได้มีบุคลากรในด้านต่างๆ ไม่ใช่ต้องรอให้เขาสำเร็จก็นาน ที่ผ่านมาสังคมรอให้คนสำเร็จแล้วก็ดึงให้เขาเข้ามา แต่ไมได้มีกระบวนการที่ผลักดันส่งเสริม แต่สังคมก็อาจจะรอให้คนที่ประสบความสำเร็จเข้ามาช่วยเขาเรียกว่าวัฒนธรรมการเด็ดยอด ก็เหมือนผมในเวลานี้ทุกที่จะเชิญเราไป ก็คือเขาเด็ดยอดเราไป คือตอนที่เราเป็นราก เป็นต้นกล้าเล็กๆ ก็ยังไม่ค่อยมีใครสนใจ เราแตกกิ่ง ยังไม่ออกดอก เขาก็ยังไม่สนใจก็เห็นเราเป็นต้นไม้ต้นหนึ่งเท่านั้นเอง พอเราออกผลดก ทุกคนก็เริ่มสนใจ ซึ่งถ้าอย่างนี้เราจะไม่สร้างคน ถ้าอยากสร้างคนต้องส่งเสริม

มันจำเป็นไหมที่จะต้องส่งเสริม ต้องสร้างนักเขียนใหม่ๆ ?

มีความจำเป็นมาก ที่จริงในสังคมวรรณกรรมไทยก็อยากอ่านงานวรรณกรรมของมุสลิมที่มุสลิมเขียน การเขียนก็คือการเล่าเรื่องชนิดหนึ่งไม่ว่าจะเรื่องสั้น นิยาย บทกวีก็ได้ ถ้าสมมุติมีนักเขียนมุสลิมคนหนึ่งในหนองจอก ได้อธิบายถึงสภาพแวดล้อมของมุสลิมในหนองจอก หรือความล่มสลายของสังคมมุสลิม หรือความรุ่งเรื่อง มันก็จะลึกซึ้งกว่าให้คนข้างนอกมาเขียน หรือคนในสามจังหวัดเขียนว่าด้วยเรื่องสามจังหวัด แต่เขียนยังไงให้มันเป็นงานชั้นดี

ปัญหาคือไม่มีหน่วยงานไหนทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ?

มันก็มีหน่วยงานที่ทำกิจกรรมนี้อยู่เหมือนกันแต่มันก็ยังไม่เห็นเกิดเท่าไหร่ ก็มีคนทำกิจกรรม เป็นคนนอกที่ไม่ใช่มุสลิมทำ ต้องทำให้เยอะทำให้บ่อย ที่อื่นเขาก็มีค่ายนักเขียน เราก็ต้องทำ สังคมมุสลิมอาจต้องทำค่ายนักเขียนและชวนนักเขียนที่เป็นมืออาชีพมาเป็นวิทยากร ที่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะเรายังไม่เปิดกว้าง เราทำกันเอง คิดเอง วางกรอบกันเอง เราไม่ได้สนใจว่าเราอยากสร้างนักเขียนให้ผลิตงานสู่ข้างนอก เราแค่ผลิตงานเขียนสู่กลุ่มเราเท่านั้นเอง ซึ่งเราก็จะได้แค่นั้น ถ้าเราพอใจแค่นั้นก็ได้ แต่ถ้าถามผม ผมรู้สึกว่าไม่พอ ผมอยากได้คนที่เขียนหนังสือเหมือนผมอีกหลายๆ คน ไม่ต้องได้รางวัลหรอก คือเป็นที่รู้จักในวงการนักเขียนอีกซัก 10 คน เขียนแนวอื่น แต่ว่าเป็นที่รู้จัก ในสังคมการเขียน

มองวงการหนังสือของมุสลิมในปัจจุบันอย่างไร ?

เราอยู่ในวงของเรา

เป็นเพราะอะไร ?

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร คือเราไม่สามารถจะหาหนังสือมุสลิมตามร้านทั่วไปได้ จริงๆ คนทำหนังสือก็มีอยู่ไม่กี่เจ้า

ตลาดทั่วไปเขาสนใจไหม ?

ถ้าเราอยากผลิตงานให้คนอื่นมันก็จะเป็นงานอีกชนิดหนึ่ง งานชนิดที่คนอื่นอ่านเข้าใจ ทำยังไงก็ได้ ทำหนังสือให้คนอื่นอ่านเข้าใจ เป็นงานอิสลามก็ได้ แต่ว่าคนอื่นอ่านเข้าใจ ไม่จำเป็นต้องวรรณกรรม เป็นงานวรรณกรรมก็ได้ แต่ว่าคนอื่นอ่านเข้าใจ อ่านได้ ที่อื่นก็ทำ มุสลิมในอังกฤษ ส่งตามร้านทั่วไป อย่างในมติชนสุดสัปดาห์ ดร.จรัญ เขียนให้ใครอ่าน พูดสิ่งเดียวกับที่อาจารย์พูดตามเวทีไหม พูดสิ่งเดียวกัน พูดถึงปาเลสไตน์ไหม พูดถึง แต่ทำไมถึงอ่านได้ มันต้องมีอีกชนิดหนึ่ง พอมาดูของเรา เราค่อนข้างที่จะจำกัดวงใน แต่ก็ไม่ได้บอกว่ามันเสียหาย แต่ถ้าเป็นไปได้มันควรที่จะออกไปข้างนอกบ้าง ให้มุสลิมอ่านมันก็ดีอยู่แล้ว แต่ควรจะให้คนอื่นอ่านบ้าง ถ้าจะอ่านหนังสือผม ด้วยจิตวิญญาณอันเปี่ยมสุข เวลาคนอื่นจะอ่านพอผมได้รางวัลคนก็ถาม มีงานนี้ด้วย คนก็จะหาซื้อยากต้องไปที่ศูนย์กลาง ซึ่งมันควรจะมีในดอกหญ้าหรือนายอินทร์

หากมีคนถามว่า จะใช้งานเขียนหรือบทกวีมารับใช้งานดะอฺวะฮ์อิสลามยังไง ?

จะตอบว่าให้มันเป็นธรรมชาติ ให้มันเป็นไปตามที่เรารู้สึก ไม่ต้องตั้งใจ ว่าฉันตั้งใจที่จะใส่ ที่ผ่านมาเวลาเขียนก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นแบบนั้น แต่ว่ามันมีไหมในงานของผม มันมีเนื้อสาระที่เกี่ยวกับอิสลามไหมที่ผ่านมา ก็มี

คำถามเดียวกัน หากมีคนถามว่า จะใช้งานเขียนหรือบทกวีมามีส่วนช่วยในการบรรเทาปัญหาในภาคใต้ได้อย่างไร ?

เราก็คงทำได้ในศักยภาพของเรา คือเท่าที่เราทำได้ คงไม่สามารถแก้ปัญหาสามจังหวัดได้แน่นอน สิ่งที่เราเขียนมันก็มีอยู่แล้ว ที่เราสะท้อนออกไป แต่เราคงไม่ทำมากหรือน้อยกว่า อย่างจะเขียนนิยายก็ไม่ได้เขียนนิยายปัญหาปัจจุบัน จะเขียนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ริมภูเขา แต่ไม่ได้เน้นไปที่เรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นหรือการแก้ปัญหา ไม่เขียน สังคมสนใจ แต่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ ถ้าเราจะเขียนรู้สึกว่าอยากเขียนรากของเราถึงชุมชน บรรพบุรุษ ซึ่งเป็นต้นทุนของเราที่เรามีอยู่ เราเกิดเราโตที่นั่น เรื่องความขัดแย้ง คือถ้าคนอื่นจะเขียนก็เขียนไป แต่ไม่ใช่เรื่องของผมที่จะเขียนเพื่อแก้ปัญหา แต่ว่าถ้าเขียนสำเร็จเมื่อไหร่ มันก็จะเห็นบางอย่าง เห็นชุมชน เห็นอะไรจากมุมของคนที่เกิดที่นั่น แต่มันไม่ใช่เรื่องจริงมันเป็นนิยาย แต่อย่างน้อยมันมีกลิ่นของความเป็นท้องถิ่นตรงนั้น

 

ตะวันคล้อยลงสู่ทิศทางของมัน แสงจ้าที่เคยสาดส่องเข้ามายังชั้นสองของห้องสมุดสี่เหลี่ยมเล็กที่เราใช้เป็นพื้นที่ในการสนทนาในวันนี้เริ่มลดน้อยลงทุกที ประหนึ่งกำลังบอกเราเป็นนัยๆ ว่า บทสนทนาในวันนี้ควรจะสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เพื่อที่แต่ละคนจะได้กลับไปดำรงวิถีชีวิตของตนดังเช่นที่เคยดำรงอยู่ ชายหนุ่มผมยาวเบื้องหน้าฉันก็เฉกเช่นเดียวกัน ชายหนุ่มที่แม้นว่าวันนี้ ชื่อของเขาจะถูกต่อท้ายด้วยนักเขียนรางวัลซีไรต์ก็ตาม

Zakariya-Amataya-02

 

ชีวิตที่เรียบง่ายของ ซะการีย์ยา อมตยา

อินเดีย

อินเดียเป็นประเทศที่คนยากจนเยอะ มันทำให้เราได้เห็นอะไรเยอะ ณ เวลานี้เราก็พร้อมที่จะยากจน เราไม่ได้กลัวที่จะยากจน ที่ผ่านมาเลยไม่ได้ทำงานประจำ ที่นั่นทำให้เรามองโลกในแง่ดีมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกไม่ต้องกอบโกย ชีวิตก็แค่นั้น ไม่ต้องอะไรมาก ยากจนก็ได้ ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ได้ก็มีความสุขแล้ว มีอาหาร มีที่พัก ทำงานเขียนได้ เขียนหนังสือได้อ่านหนังสือได้ก็พอแล้วกับชีวิต ได้รางวัลก็ดี อัลฮัมดุลิลละฮฺ ไม่เคยคิดว่าจะได้ ไม่ได้ขวนขวาย มันก็เลยมีความสุขกับการทำงานเขียน ถ้าไม่มีความสุขก็ไปทำงานอย่างอื่น ไปทำอะไรที่ให้เงินเป็นรายเดือน บางทีก็ไม่มีตังค์ใช้บ้าง ก็ลำบากถ้ามองจากมุมคนอื่น ก็คงรู้สึกว่าลำบากมาก

งานเขียน

มันมีความสุข แม้มันจะไม่ได้รวยเหมือนคนอื่น แต่เรามีความสุขกับงานเขียน เรารู้สึกว่ามันเป็นแนวทางของเรา ถึงลำบากเราก็ยอม ถึงไม่ได้รางวัลก็ยังคงเขียนอยู่อย่างนี้ อาจจะลำบากก็อาจจะอยู่เหมือนเดิม

โทรศัพท์มือถือ

ไม่ใช้ดีกว่า มันก็สบายดี มันไม่ต้องเหมือนถูกติดตามตัวตลอดเวลา ไปไหนมาไหน เราอยู่ตรงไหน มันจะมีเสียงตามเราได้หมด บางครั้งในบางเวลาเราไม่ได้อยากให้คนมารู้หรือมาตามเรา บางครั้งเรานั่งคิด มันก็มีผลนอกจากว่าเราต้องปิดเครื่อง มันต่างกันนะ คนที่มีโทรศัพท์กับคนที่ไม่มี คือตอนที่ไม่มีเราก็เดินตรงไหนก็ได้ มันไม่ต้องมีเสียงโทรศัพท์มาทุกที่ทุกเวลาที่เราอยู่ ถ้ามันมีโทรศัพท์มาเราก็ต้องรับต้องคุย ซึ่งมันไม่ใช่ มันต้องมีเวลาของมัน

การใช้โทรศัพท์มือถือ มันทำให้บางอย่างในชีวิตของเราหายไป ความเป็นส่วนตัว นอนๆ อยู่ กินข้าว บางทีโทรมาตอนกินข้าวเราก็ต้องคุย ข้าวก็เย็นแล้ว บางครั้งเรากำลังคิดอะไร พอโทรศัพท์มา ความคิดมันก็กระเจิงไปหมด

สรุปแล้วการใช้มือถือมันก็ทำให้เราสูญเสียอะไรบางอย่างในชีวิตเรา คนอื่นจะช่วงชิงจากเราได้ เราก็เหมือนกันที่ไปช่วงชิงเวลาจากคนอื่น บางทีเราโทรไปในเวลาที่ไม่เหมาะสมบางทีเขาก็เกรงใจบางทีเขาก็ต้องรับ

รถเมล์

ตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิม มีคนถามเหมือนกันว่าทำไมไม่นั่งแท็กซี่ ก็เหมือนเดิมไง ถ้าเราไม่เร่ง ถ้าอันไหนที่จำเป็นต้องนั่งแท็กซี่ก็นั่ง ที่สะดวกและไม่แพงมาก แท็กซี่ก็ไม่อยากนั่งบ่อย เพราะมันก็แพงกว่าขนส่งมวลชนอยู่แล้ว ถึงจะมีชีวิต แต่ก็ไม่จำเป็นต้องนั่งแท็กซี่ตลอดเวลา หรือว่าต้องมีรถขับ ก็ยังไม่เคยคิดที่จะมี ก็นั่งรถเมล์ได้ไม่มีปัญหา

ตีพิมพ์ใน Halal Life Magazine ฉบับที่ 1
ธันวาคม 2553

Comments

comments

Related Articles

About author View all posts Author website

Halal Life

Halal Life

Halal Life Magazine เว็บไซต์แม๊กกาซีนที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งวิถีชีวิตของมุสลิมที่มีไลฟสไตล์ในแบบฮาลาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การแนะนำร้านอาหารฮาลาล และการเดินทางท่องเที่ยวแบบฮาลาล

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *