ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคมของปี 2015 มีข่าวการค้นพบแหวนวงหนึ่งบนซากศพของหญิงชาวไวกิงในหลุมฝังศพโบราณแห่งหนึ่งในยุโรป แหวนวงนั้นมีคำภาษาอาหรับสลักคำว่า “เพื่ออัลลอฮ” เอาไว้  ข่าวนี้กลายเป็นที่ฮือฮาบนสื่อกระแสหลักของยุโรปในช่วงนั้น  บ้างก็เรียกมันว่าเป็น “แหวนปริศนา” บ้างก็นำไปต่อยอดศึกษาข้อมูลและพิจารณาเป็นประเด็นขยาย บ้างก็วิพากษ์วิจารณ์กันในวงกว้างพร้อมสร้างสมมุติฐานไปต่างๆ นานาว่าแหวนวงนี้มาอยู่ในประเทศสวีเดนได้อย่างไรและเพราะอะไร

แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจกว่าการค้นพบแหวนวงนั้นคือการได้รับรู้ว่า แหวนวงดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานเดียวที่จารึกบนหน้าประวัติศาสตร์ไว้ว่า ในอดีตกาลนั้นชาวไวกิงเคยมีสัมพันธ์กับอารายธรรมอิสลามมาแล้วในระดับหนึ่ง

5 ข้อเท็จจริงต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับชาวไวกิงและสัมพันธภาพที่พวกเขาเคยมีต่ออารายธรรมอิสลามมาตั้งแต่ในเมื่อครั้งอดีต จนคุณอาจต้องประหลาดใจว่า สองอารยะธรรมที่แตกต่างและห่าวไกลกันขนาดนี้นั้นจะมีความสัมพันธ์กันได้อย่างไร

 

1. ชาวไวกิงในจารึกประวัติศาสตร์อิสลาม

หนึ่งในบันทึกจดหมายเหตุแห่งอารายธรรมอิสลามที่พบว่ามีการกล่าวถึงชาวไวกิงและเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมากที่สุดคงต้องยกให้เป็นผลงานเขียนของ Ahmed Ibn Fadlan นักเดินทางมุสลิมแห่งศตวรรษที่ 10 รวมทั้งอีกหลายบันทึกประวัติศาสตร์ของนักเดินทางมุสลิมที่เลื่องลือในอดีตอย่าง Muhammad al-Idrisi, Ibn Rustah, al-Mas’udi และอีกมากมาย  ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วบันทึกเหล่านี้ได้มีการกล่าวขานถึงชนเผ่ายุโรปด้วยการใช้คำว่า saqabilah ที่แปลว่า “ชนชาวยุโรปตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ ขนสีขาว ผิวแดงระเรื่อ”

แม้ Ibn Fadlan เองจะไม่ได้เอ่ยอ้างถึงรูปพรรณสัณฐานภายนอกของ saqabilah แต่ท่านก็ยังเขียนชื่นชมและใช้คำว่า “ต้นแบบรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ” เรียกชนเผ่ายุโรปและได้อธิบายว่าชนเหล่านั้น “มีร่างสูงใหญ่ดั่งต้นอินทผาลัม”  ซึ่งเป็นคำชมที่ถือว่าสูงส่งและมีเกียรติอย่างยิ่งสำหรับหมู่ชนชาวอาหรับในสมัยนั้น

 

2. ชาวไวกิงและการค้ากับโลกมุสลิม

ชาวไวกิงนั้นถือได้ว่าเป็นนักเดินเรือที่เลื่องลือในด้านการสำรวจโลกประจำศตวรรษที่ 8-11 และเคยออกเดินทางครอบคลุมแทบทุกดินแดนอาณาเขตมาแล้ว การท่องโลกของพวกเขาขยายกว้างไปตั้งแต่ยุโรปตะวันตกไปจนถึงเอเชียกลาง ซึ่งถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่จารึกหลักฐานได้ว่าชาวไวกิงนั้นเคยมีปฏิสัมพันธ์กับโลกมุสลิมมาก่อนในยุคอดีตกาล  และแม้ว่าชาวไวกิงจะเคยล่าหัวเมืองใหญ่ในยุโรปตะวันออกและตะวันตกเป็นอาณานิคมมานักต่อนัก แต่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่าดินแดนอับบาสิยะห์ภายใต้การปกครองของชาวมุสลิมนี่เองที่ทำให้ชาวไวกิงรู้สึกเหมือนได้ค้นพบกับ “ศูนย์กลางการค้าอันเหนือฝันสุดจินตนาการ”

นักประวัติศาสตร์จากโลกมุสลิมเช่นกรุงแบกแดดของอิรักได้อธิบายถึงคำร่ำลือของชาวไวกิงในอดีตกาลไว้ว่าเป็น “นักรบที่มีเป้าหมายหลักคือการค้า” และหากชาวไวกิงเคยรอนแรมเดินทางไกลมาถึงฝั่งตะวันออกได้ แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องเคยถูกว่าจ้างหรือมีปฏิสัมพันธ์กับทหารมุสลิมด้วยเช่นกัน  ครั้งหนึ่งเมื่อปี ค.ศ.1041 คณะเดินเรือชาวไวกิงได้ทำการบุกรุกชาวมุสลิมในเขตเทือกเขา Caucasus แต่กลับต้องพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ

นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่าการพ่ายแพ้ในครั้งนั้นส่งผลให้ชาวไวกิงไม่กล้าที่จะระรานโลกมุสลิมอีกเลย แต่เลือกที่จะคบค้าสมาคมด้วยการเป็นทหารว่าจ้างแทน หรือมีบ้างที่ติดต่อทำมาค้าขายกับชาวมุสลิมด้วยการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ามูลค่าสูงเช่นแรงงานทาส ในเส้นทางการค้าสายยุโรปอาจมีการโจมตีจากชาวไวกิงปรากฏให้เห็น แต่ถ้าหากพูดถึงเส้นทางการค้าสายตะวันออกกลางแล้ว ชาวไวกิงมักจะเลือกปฏิบัติตนเป็นเพียงพ่อค้าพาณิชย์เท่านั้น สิ่งเหล่านี้จึงบ่งบอกได้ถึงวิวัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างชาวไวกิงและมุสลิมในช่วงอดีตกาลได้เป็นอย่างดี

เป็นที่ร่ำลือกันดีว่า อาณาจักรอับบาสิยะห์ภายใต้การปกครองของกษัตริย์อับบาสิยะห์นั้นเป็นยุคที่นิยมการเจรจาและสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คนจากหลายชาติหลากศาสนา ดังจะเห็นได้ชัดว่ายุคสมัยนั้นมีนักปราชญ์หลากหลายชาติพันธุ์ปรากฏในสังคม และได้มีการแปลองค์ความรู้ต่างๆ จากหลายแหล่งภาษาที่มา แม้แต่กษัตริย์ชาเลอมาญแห่งฝรั่งเศสเองก็มีปรากฏว่าได้สร้างสัมพันธไมตรีที่ดีกับกษัตริย์ฮารูณ อัรรอชีดแห่งอับบาสิยะห์ แต่พระองค์กลับเป็นปฏิปักษ์กับชาวไวกิง และด้วยบุคลิกอันเกรี้ยวกราดของชาวไวกิงนี่เองจึงทำให้ชาวเมืองอับบาสิยะห์รีบฉวยโอกาสสานสัมพันธไมตรีกับชาวไวกิงด้วยการติดต่อทางการค้าแทน

 

3. ชาวไวกิงและเหรียญดิรฺฮัมสกุลเงินแห่งอาหรับ  

พ่อค้าชาวไวกิงนิยมใช้ระบบแลกเปลี่ยนสินค้าในรูปแบบเดียวกับพ่อค้าจากโลกมุสลิม โดยเฉพาะกับสินค้ายอดนิยมอย่างขนสัตว์ หนังสัตว์ น้ำผึ้ง งาช้าง ปลาและสินค้าอื่นๆ โดยในยุคสมัยนั้นนิยมใช้เหรียญกษาปณ์เงินที่มีมูลค่าสูงเป็นอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

Timothy F. H. Allen, Joseph A. Tainter และ Thomas W. Hoekstra ได้ระบุไว้ในหนังสือ “Supply-Side Sustainability” ว่า “พ่อค้าชาวไวกิงสมัยนั้นนิยมนำเหรียญกษาปณ์เงินของอับบาสิยะห์เข้ามาในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย โดยพบว่ามีเหรียญกษาปณ์เงินจำนวนกว่าพันเหรียญถูกค้นพบในแถบรัสเซียและบอลติคด้วย”

ศาสตราจารย์ Thomas S.Noonan ได้กล่าวไว้ว่า ขุมทรัพย์เหรียญดิรฺฮัมแห่งสกุลเงินอาหรับนั้น “ช่วยจุดประกายไฟให้กับยุคไวกิง” และยิ่งไปกว่านั้นเหรียญดิรฺฮัมสกุลเงินอาหรับยังมีอิทธิพลต่อยุคสมัยนั้นมากถึงขนาดที่เมือง Viking York และ Dublin ในยุคศตวรรษที่10-12 นิยมใช้เหรียญดังกล่าวเป็นสกุลเงินในการแลกเปลี่ยนสินค้ากันอย่างแพร่หลายอีกด้วย

ศาสตราจารย์ Noonan ยังกล่าวต่อไปด้วยว่า เพราะการสืบเสาะค้นหาเหรียญเงินดิรฮัมแห่งสกุลเงินอาหรับนี่เองที่ทำให้ชาวสแกนดิเนเวียส่วนใหญ่ต่างนิยมเดินทางออกไปผจญภัยท่องโลกตะวันออกกัน และในขณะเดียวกันอิทธิพลของอีกฝั่งก็ทำให้พ่อค้าชาวมุสลิมในสมัยนั้นต่างพากันนิยมและอยากมี “หมวกและเสื้อคลุมที่ผลิตจากสุนัขจิ้งจอกดำซึ่งเป็นขนสัตว์ที่มีราคาที่สุด” ไว้ในครอบครองกันอีกด้วย

 

4. มุสลิมชาวไวกิง

บางส่วนของหลักฐานที่บ่งชี้ว่าชาวไวกิงเข้ารับอิสลามนั้นได้มาจากบันทึกของ Amir Razi นักภูมิศาสตร์แห่งอารยธรรมอิสลามในศตวรรษที่16 ที่ได้เขียนไว้ว่า “ชาวไวกิงนั้นโปรดปรานเนื้อหมูมาก แม้แต่คนที่เข้ารับอิสลามแล้วก็ยังปรารถนาและชื่นชอบเนื้อหมูกันอีก”

อีกบทความหนึ่งของ Omar Mubaidin ได้ระบุว่า “ครั้งหนึ่งชาวไวกิงนิยมจู่โจมรัฐมุสลิมและรัฐคริสต์ในคาบสมุทรไอบีเรีย แต่ในที่สุดก็มีกลุ่มชาวไวกิงเข้ารับอิสลามและเริ่มปักหลักอยู่อาศัยในเขต Seville ทางตะวันออกเฉียงใต้กัน จากนั้นก็ได้ผกผันมาเอาดีด้านการจัดส่งชีสให้แก่ Cordoba และ Seville แทน”

ในสารคดีชุดหนึ่งของ BBC ชื่อเรื่อง “History of the world : Into the light” ที่จัดทำโดย Andrew Marr ได้เล่าว่า ครั้งหนึ่งชาวไวกิงในรัสเซียนั้นเกือบจะเข้ารับอิสลามกันแล้ว เมื่อกษัตริย์ของพวกเขาเริ่มลังเลและตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกศาสนาใดในโลกดีที่เหมาะสมกับพวกเขามากที่สุด เจ้าชายแห่งไวกิงได้เรียกตัวแทนศาสนาทั้งของคาร์ทอลิคจากโรม คริสต์ออทอด็อกซ์จากกรีก รวมทั้งศาสนายิวและอิสลามมาเข้าเฝ้าเพื่อนำเสนอจุดเด่นของแต่ละศาสนาต่อหน้าพระพักตร์ เจ้าชายดูเหมือนจะมีทีท่าสนใจในศาสนาอิสลามเป็นพิเศษ แต่แล้วเมื่อรู้ว่าจะต้องเลิกเหล้าเมาสุราด้วย พระองค์จึงสลัดความสนใจจากศาสนาอิสลามไปในที่สุด

 

5. แหวนวงนั้น

ในรายงานวิจัยฉบับหนึ่งซึ่งถูกตีพิมพ์เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2015 ระบุว่า นักโบราณคดีได้มีการขุดพบซากศพของผู้หญิงสวมแหวนเงินฝังอัญมณีสีม่วง ซึ่งเชื่อว่าน่าจะถูกฝังมานานตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 แล้ว และแม้แหวนวงดังกล่าวจะมีการค้นพบเมื่อปลายศตวรรษที่19 แต่กลับเพิ่งค้นพบว่ามีอักษรอาหรับสลักไว้บนแหวนดังกล่าวขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง โดยค้นพบว่าลายสลักอักษรอาหรับดังกล่าวเขียนไว้ว่า “ลิล ลา ฮา” ซึ่งแปลว่า “เพื่ออัลลอฮ”

แม้ว่าซากศพหญิงคนดังกล่าวจะแต่งกายด้วยชุดแนวสแกนดิเนเวียโบราณ แต่นักโบราณคดีก็ไม่สามารถระบุชาติพันธุ์หรือศาสนาของเธอได้เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของซากที่ค้นพบ จึงเกิดการตั้งคำถามขึ้นมาว่าแหวนวงดังกล่าวที่เธอสวมใส่นั้นมาจากไหน มันเป็นอภินันทนาการจากสงคราม? หรือเป็นของขวัญ? หรือเป็นส่วนหนึ่งของสไตล์การแต่งกายของเธอ? หรือเธอคนนี้มีการเข้ารับอิสลามมาก่อน?

เหล่านี้จึงยังคงเป็นคำถามที่ค้างคาใจและไม่ได้รับการยืนยันที่แน่ชัด แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนและบ่งบอกได้จากหลักฐานการค้นพบแหวนวงนั้นคือความสัมพันธ์โดยตรงที่ยุคไวกิงแห่งสแกนดิเนเวียและโลกอิสลามได้เคยมีด้วยกันในครั้งอดีตกาล  ปัจจุบันแหวนวงนี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ในกรุงสต็อกโฮม ของประเทศสวีเดน

 

บทสรุป

อาจกล่าวได้ว่า การขุดค้นพบแหล่งโบราณสถานที่สำคัญหลายแห่งในประเทศแถบสแกนดิเนเวียในปัจจุบันนั้น เป็นผลมาจากความพยายามในการแปลข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกเก็บไว้โดยนักเดินทางและนักวิชาการจากประเทศมุสลิม ให้ออกมาเป็นภาษายุโรปด้วยเช่นกัน

แหวน , เหรียญดิรฮัมแห่งสกุลเงินอาหรับ ตลอดจนรูปลักษณ์นักดาราศาสตร์ที่ถูกค้นพบในบางแห่งของยุโรปนั้นทำให้เราได้ตระหนักยิ่งขึ้นว่า ควรจะต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับอารายธรรมอิสลามที่สัมพันธ์กับชาติพันธุ์ยุโรปในอดีต ตัวอย่างจากสิ่งที่ค้นพบได้แสดงให้เห็นถึงสัมพันธภาพของอารายธรรมอิสลามกับอารายธรรมต่างศาสนิกที่ผูกพันและสืบสานด้วยกันมาช้านาน เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นความมั่งคั่งทางพหุวัฒนธรรมที่มนุษยชาติมีร่วมกันมาร่วมศตวรรษที่แม้แต่เส้นแดนอาณาเขตก็ไม่อาจกีดกั้นได้

 

บทความนี้ขอทิ้งท้ายด้วยข้อคิดอันทรงคุณค่าจาก Dr. Anne-Maria Brennan ประธานแห่งองค์กร Curriculum Enrichment for the Future (CE4tF) ที่ได้กล่าวไว้ว่า :

“แหวนวงหนึ่งถูกค้นพบเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 แต่กลับมีการค้นพบตัวอักษรอาหรับสลักบนแหวนนั้นเมื่อไม่นานมานี้เอง มันจึงทำให้เราเริ่มตั้งคำถามกันว่า ยังมีสิ่งประดิษฐ์คิดค้นอีกกี่มากน้อยที่ยังไม่ได้รับความสนใจและรอการค้นพบ ยังมีต้นฉบับงานเขียนด้วยลายมืออีกกี่หมื่นพันที่ยังคงรอให้ได้นำมาแปลและศึกษา ยังมีเพชรที่รอการเจียระไนอีกกี่มากน้อย มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าและคู่ควรแก่การศึกษาที่ยังซุกซ่อนอยู่อีกมากมายเท่าไหร่

ทวีปยุโรปเป็นสถานที่อันแฝงไปด้วยรอยต่อแห่งวัฒนธรรมอิสลามมากมาย แต่น่าเสียดายที่หลายคนยังเข้าใจว่าสองสิ่งนี้คือโลกสองขั้วที่แตกต่างกัน ยิ่งมองใกล้เข้าไป เราจะยิ่งค้นพบว่ามีปราสาท น้ำตก หนังสือ เซรามิค สิ่งประดิษฐ์และอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆมากมายอยู่ทั่วยุโรปที่ล้วนสะท้อนให้มองเห็นถึงยุคทองอันเรืองรองของอิสลามด้วยกันทั้งสิ้น

การค้นพบแหวนวงนี้ทำให้เราได้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของวัฒนธรรมอิสลาม การค้า และการศึกษา คือเป้าหมายหลักที่ทำให้คนทั่วโลกพร้อมใจกันเดินทางเพื่อค้นหาอารายธรรมแห่งอิสลามในอดีต เหรียญดิรฮัมแห่งสกุลเงินอาหรับนั้นที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสกุลเงินที่มีอำนาจที่สุด การค้นพบแหวนวงนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นที่ระลึกแห่งกาลเวลาที่ช่วยจารึกไว้ว่า ครั้งหนึ่งนั้น มนุษย์ทุกชาติพันธุ์ศาสนาเคยทำงานด้วยกัน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติและเป็นมิตรต่อกัน”

 

 

แปลและเรียบเรียงโดย  :  Andalas Farr

อ้างอิง  :

A Tale of Two Civilisations: The Viking and the Muslim Civilisation
5 THINGS YOU DIDN’T KNOW ABOUT VIKINGS AND MUSLIM CIVILISATION

 

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Andalas Farr

Andalas Farr

คุณแม่ลูกสามผู้หลงใหลงานแปลภาษาเป็นชีวิตจิตใจ และรักงานเขียน งานสอนที่เชิญชวนสู่เส้นทางแห่งความดี ไม่ได้เป็นลูกครึ่งแต่รู้สึกผูกพันกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ชนิดเห็นประโยคแล้วสมองต้องประมวลภาษาโดยอัตโนมัติ Andalas จบการศึกษาระดับปริญาตรีและโทคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับครอบครัว ลูก และตัวอักษร

ปิดโหมดสีเทา