กราฟฟิตี้ หรือศิลปะบนฝาผนัง มีประวัติศาสตร์แห่งสีสันอันยาวนานที่มนุษย์ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารเพื่อแสดงออกถึงพรสวรรค์มากมายหลากหลาย ไม่ว่าจะเพื่อแสดงออกถึงความสามารถทางศิลปะอันเหนือชั้น เพื่อการอวดโอ้ความเก่งกล้าส่วนตัว หรือเพื่อการแสดงออกความคิดเห็นทางการเมือง

นอกจากงานจิตรกรรมบนฝาผนังที่มีให้เห็นกันมานานในหลากสมัยหลายอารยธรรมตั้งแต่ยุคฟาโรห์ของประเทศอียิปต์ ยุคจักรพรรดิโรมันไปจนถึงยุคกรีกโบราณ เรายังสามารถเห็นงานศิลปะเหล่านี้ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ในรูปแบบของปรากฎการณ์ทางสังคมอันทรงคุณค่าในยุคปัจจุบัน  ตามเมืองศิวิไลซ์ตะวันตกของโลกเช่นกรุงปารีสและเมืองนิวยอร์คอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นศิลปินชื่อดังอย่าง CORNBREAD และ COOL EARL ที่มักจะถูกกล่าวขานในวงการกราฟฟิตี้ว่าเป็นศิลปินงานลายเซ็นนามแฝงรุ่นบุกเบิกของอเมริกา ผู้ซึ่งเคยสร้างลวดลายไว้เป็นที่กล่าวขานทั่วเมืองฟิลาเดเฟียในช่วงปี1960 ซึ่งจุดประกายไฟแห่งการเคลื่อนไหวในกรุงนิวยอร์คมาแล้ว  หรือแม้แต่ที่กรุงปารีสก็มีวาระแห่งชาติอันต้องจารึกดังเช่นกรณีการเกิดการเดินประท้วงของกลุ่มนักศึกษาและการประท้วงทั่วไปเมื่อเดือนพฤษภาคม1968 ที่นำมาซึ่งประติมากรรมป้ายโคลนบนฝาผนังอันเป็นสัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติ ดังผลงานเช่น “L’ennui est contre-revoluntionnaire” (“ความเบื่อหน่ายเป็นเรื่องตรงข้ามกับการปฏิวัติ”) และ “Lisez moins, vive plus”  (“อ่านน้อยลง ใช้ชีวิตเยอะขึ้น”) ที่ปรากฏให้เราได้เห็นกันทุกวันนี้

ปัจจุบันงานศิลปะบนผนังกำแพงจึงกลายเป็นโครงหลักสำคัญในหลายหลายต่อการเคลื่อนไหวเชิงปฏิวัติ ดังเห็นได้ในประเทศปาเลสไตน์ที่มีงานกราฟฟิตี้ที่สื่อถึงความท้าทายถูกระบายบนกำแพงแบ่งแยกดินแดนของอิสราเอล หรือแม้แต่งานกราฟฟิตี้ที่สร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวเชิงปฏิวัติเพื่อขับไล่ประธานาธิบดี ฮุสนี มุบาร๊อก ในอียิปต์  ด้วยความสามารถในการสื่อถึงนัยสำคัญผนวกกับการแสดงออกถึงความท้าทายที่ศิลปะกราฟฟิตี้สามารถถ่ายทอดได้ จึงไม่แปลกอะไรหากเราจะค้นพบว่าหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญที่จุดประกายให้เกิดการปฏิวัติในซีเรียนั้นเกิดขึ้นจากเรื่องราวของเหตุการณ์หนึ่งที่เกี่ยวโยงกับงานศิลปะกราฟฟิตี้ด้วยเช่นกัน

 

ตาคุณแล้วหมอ

ในเช้าของวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2011 กองกำลังตำรวจหน้าเหี้ยมได้ทำการปิดล้อมวงเด็กนักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งของเมืองดัรอาทางตอนใต้ของซีเรีย โดยอาชญากรรมที่พวกตำรวจอ้างว่าต้องมีการสืบสวนคืองานละเลงสีเขียนประโยคสั้นๆ บนกำแพงโรงเรียนว่า “ถึงตาคุณแล้วหมอ” แม้ประโยคดังกล่าวอาจดูไม่ได้ร้ายแรงอะไรนัก แต่หากพิจารณาถึงนัยยะเชิงลึกจะพบว่าอาจมีกลิ่นอายของการปฏิวัติซุกซ่อนอยู่  ด้วยเหตุผลที่ว่าหมอที่ประโยคนั้นพาดพิงถึงนั้นน่าจะเป็น Dr.Bashar Al-Assad ประธานาธิบดีของซีเรียผู้ซึ่งเป็นจักษุแพทย์ดีกรีจากลอนดอนนั่นเอง ซึ่งประจวบกับตอนนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่จอมเผด็จการมือฉมังของโลกต่างพากันร่วงหล่นจากบัลลังก์ราวกับแอปเปิ้ลที่ร่วงหล่นในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ประธานาธิบดีมุบาร๊อกแห่งอียิปต์ก็ร่วงโรย  บินอาลีแห่งตูนีเซียก็ร่วงโรย และตอนนี้ก็ควรถึงแก่วาระของบัชชารแล้ว นี่คือนัยยะที่ถอดความออกมาได้จากประโยคบนกำแพงนั้น

แต่ถึงแม้ว่ามันจะฟังดูแล้วมากความและล้ำลึกน่าซับซ้อน ความจริงที่ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำการดังกล่าวคือกลุ่มเด็กวัยรุ่นอายุ 14 ปี ก็สามารถทำให้เราเข้าใจได้ว่ามันน่าจะเป็นเพียงแค่พฤติกรรมคึกคะนองของเด็กวัยรุ่นรักสนุกที่ไร้ความคิดเสียมากกว่า เหตุการณ์นี้ทำให้เด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งถูกตำรวจจับกุมและรุมทำร้ายร่างกายอย่างหมดสภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นลูกผู้ชาย บ้างก็โดนบังคับให้นอนเปลื้องผ้าบนเบาะเปียกอันแสนเย็นเฉียบ บ้างก็โดนจี้ไฟฟ้าอย่างโหดร้ายทารุณ และโดนบังคับให้นั่งหรือยืนท่าพิเรนทร์ฝืนธรรมชาติเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ข่าวการทารุณกรรมดังกล่าวได้แพร่สะพัดไปทั่วประเทศในเวลาต่อมา เด็กวัยรุ่นกลุ่มนั้นถูกปล่อยตัวในช่วงกลางเดือนมีนาคมและการประท้วงในซีเรียก็ได้ถือกำเนิดขึ้นนับจากนั้นเป็นต้นมา

 

Banksy แห่งซีเรีย

ประเด็นความขัดแย้งในซีเรียก่อให้เกิดศิลปินหน้าใหม่ในวงการขึ้นมามากมาย และหนึ่งในหลายศิลปินที่สามารถสะกดความสนใจและสร้างจินตนาการให้กับสายตาผู้พบเห็นทั้งในซีเรียและทั่วโลกได้ดีเยี่ยมคือ  Abu Malek al-Shami ศิลปินผู้เป็นที่รู้จักกันดีในนาม “Banksy แห่งซีเรีย” ด้วยเพราะงานศิลปะข้างถนนอันล้ำลึกของเขาที่ละม้ายคล้ายคลึงกับศิลปินในตำนานที่เขาได้รับการขนานนาม (Banksy เป็นนามแฝงของศิลปินกราฟฟิตี้ชาวอังกฤษก้องโลกท่านหนึ่งที่มีผลงานโดดเด่นมากมายทั่วทุกมุมโลกผู้แปล) ศิลปินหนุ่มอายุ 22 ปีผู้นี้ได้จารึกผลงานอันเฉียบคมที่สามารถเพิ่มสีสันแม้เพียงน้อยนิดให้กับสงครามในซีเรีย เขาเริ่มต้นชีวิตบนเส้นทางการปฏิวัติด้วยการเข้าร่วมเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ประท้วงโดยสันติวิธีในปี 2011 ต่อมาในต้นปี 2013 เขาได้เข้าร่วมกลุ่มทหารปลดแอกซีเรีย (Free Syrian Army)  และจากนั้นในปี 2014 เขาได้เริ่มวาดภาพจิตรกรรมบนฝาผนังชิ้นแรกในดารัยยา ชานเมืองดามัสกัส ที่กำลังอยู่ภายใต้การปิดล้อมโจมตีอย่างดุเดือด ณ ขณะนั้น  ผลงานชิ้นแรกของเขาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังสอนทหารที่นั่งอยู่ให้รู้จักความรักผ่านรูปหัวใจที่เธอเขียนบนกระดานดำ

 

อีกหนึ่งจิตรกรรมฝาผนังเขียนคำถามว่า “ปีนี้เราจะฉลองอีดอย่างไรดี?” พร้อมภาพประกอบที่มีรูปทหารยืนค่อมอยู่ข้างๆจรวดปืนครกที่ยิงกระหน่ำออกมาเป็นดอกกุหลาบแทนกระสุนปืน

 

ด้วยความที่หลายบริเวณของซีเรียเป็นพื้นที่ถูกปิดล้อม การได้มาซึ่งสิ่งของใช้จำเป็นรวมไปถึงอุปกรณ์วาดภาพถือเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างหนึ่ง  ในช่วงที่อาศัยอยู่ในเมืองดารัยยา Abu Malek ได้ข่าวว่ามีร้านขายอุปกรณ์วาดภาพแห่งหนึ่งในพื้นที่ละแวกนั้น แต่ด้วยเพราะเจ้าของร้านได้หนีออกจากพื้นที่และทิ้งร้านไว้ เขาจึงพยายามหาเบอร์โทรศัพท์เจ้าของร้านเพื่อติดต่อขออนุญาตใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ในร้าน  Abu Malek กับเพื่อนๆ จึงช่วยกันค้นหาสีหาแปรงและอุปกรณ์วาดภาพอื่นๆ ด้วยการขุดคุ้ยซากหินเศษปูนที่พังทลายจากการโจมตี

Abu Malek ได้เล่าให้ฟังถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับงานที่เขาทำว่าเคยโดนห้อมล้อมด้วยอันตรายมาหลายครั้ง และส่วนใหญ่จะโดนเล่นงานด้วยการลอบยิง “บางครั้งเราก็ต้องวาดภาพกันตอนกลางคืน ฉะนั้นเมื่อไหร่ที่พระจันทร์เต็มดวงผมมักจะใช้ช่วงเวลานั้นในการวาดภาพบนฝาผนัง บางครั้งผมก็ถึงกับต้องใช้แสงสว่างจากโทรศัพท์ของผมเอง” ความอันตรายนั้นมีอยู่จริง และ Abu Malek ก็เริ่มหยุดปฏิบัติการเขียนภาพบนฝาผนังมาตั้งแต่ช่วงปี 2015 เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากแผลสงคราม ในขณะที่ Majd ชายหนุ่มผู้ซึ่งเป็นคนแรกที่สนับสนุนให้เขาเริ่มเขียนงานจิตรกรรมบนฝาผนังก็เพิ่งถูกฆ่าไปไม่นานเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

อีกหนึ่งผลงานของเขาเป็นภาพเกมส์โอเอกซ์ (OX) ที่มีตัวอักษร X เป็นสัญลักษณ์แทนเครื่องบินรบของรัฐบาล และตัวอักษร O เป็นสัญลักษณ์แทนล้อรถยนต์ที่เด็กๆ ชาวอเลปโปนิยมนำมาเผาเพื่อใช้ควันพรางตัวสร้างอุปสรรคต่อการมองเห็นอย่างได้ผล และส่งผลให้การโจมตีทางอากาศของฝ่ายรัฐบาลไม่สัมฤทธิ์ผลเป็นการชั่วคราว พร้อมกับเขียนข้างๆ กันนั้นด้วยเครื่องหมายแฮชแท็กว่า “game_over”

 

Abu Malek สร้างจิตรกรรมบนฝาผนังไว้กว่า 30 ชิ้นงานในเมืองดารัยยา แต่สุดท้ายเขาจำเป็นต้องจากลาสิ่งที่สร้างไว้ตามส่วนหนึ่งของข้อตกลง เมื่อกลุ่มกบฏได้ย้ายถิ่นฐานไปยังเมืองอิดลิบและรัฐบาลได้ยึดครองชานเมืองดามัสกัสแทน

ดังเช่นศิลปินหลายคนก่อนหน้า Abu Malek หวังเพียงว่างานศิลปะของเขาจะสามารถเป็นสื่อเพื่อย้ำเตือนเป้าหมายดั้งเดิมของการปฏิวัติเช่นกัน “ตอนที่เราเริ่มก่อการปฏิวัติแรกๆ นั้น เป้าหมายคือเพื่ออิสรภาพและเกียรติยศศักดิ์ศรีเสียมากกว่า เราไม่เคยคิดอยากจะทะเลาะต่อสู้เลย ความจำเป็นในการจับอาวุธขึ้นสู้นั้นล้วนเกิดจากการผลักไสของทหารฝ่ายรัฐบาลทั้งสิ้น” เขากล่าว “ผมอยากทำให้หลายคนรู้ว่า ยังมีผู้คนเหมือนเราอีกมากมายเหลืออยู่ในซีเรีย ผู้คนที่มีเป้าหมายบริสุทธิ์และยังคงยืนหยัดต่อสู้เพื่อคุณค่าเดียวกันกับที่กลุ่มผู้ก่อการปฏิวัติได้เริ่มต้นขึ้นมา”

หนึ่งในงานจิตรกรรมฝาผนังของเขาคือภาพวาดที่สื่อออกมาถึงสี่ระยะแห่งการปฏิวัติ ปี 2011 สื่อด้วยภาพผู้หญิงกำลังสีไวโอลิน ปี 2012 สื่อด้วยภาพหนุ่มกบฏชาวซีเรีย ปี 2013 สื่อด้วยนักต่อสู้นิรนาม และจบท้ายด้วยปี 2014 ที่สื่อเป็นลางด้วยภาพคนแต่งแนวดาอิชคลุมชุดดำทั้งตัว

 

ผลงานอันโด่งดังที่สุดของเขาน่าจะเป็นภาพที่มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนอยู่บนหัวกะโหลกกองพะเนิน มือข้างหนึ่งยืดขึ้นไปสุดแขนแล้วชี้ไปที่คำว่า “hope” (ความหวัง)

 

แปลและเรียบเรียงโดย : Andalas Farr
ที่มา : Rebel Fighter By Day, Syrian Banksy By Night – This Is The Story of Abu Malik al-Shami

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Andalas Farr

Andalas Farr

คุณแม่ลูกสามผู้หลงใหลงานแปลภาษาเป็นชีวิตจิตใจ และรักงานเขียน งานสอนที่เชิญชวนสู่เส้นทางแห่งความดี ไม่ได้เป็นลูกครึ่งแต่รู้สึกผูกพันกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ชนิดเห็นประโยคแล้วสมองต้องประมวลภาษาโดยอัตโนมัติ Andalas จบการศึกษาระดับปริญาตรีและโทคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับครอบครัว ลูก และตัวอักษร

ปิดโหมดสีเทา