ในขณะที่นักออกแบบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายมุสลิมต่างพยายามนำแฟชั่นมุสลิมเข้าสู่ตลาดกระแสหลัก กลับดูเหมือนว่าพวกเขากำลังติดกับดักของขอบเขตทางหลักการศาสนา ….

บางครั้งเว็บไซต์แฟชั่นเครื่องแต่งกายมุสลิมก็ดูจืดชืดไร้ชีวิตชีวาเกินไป ตัวอย่างเช่นเว็บไซต์ของ KhaleejiAbaya.com ร้านเสื้อผ้าในย่าน Teesside ทางอังกฤษตอนเหนือ ที่นำเสนอเสื้อผ้าชุดดำบนหุ่นที่ไร้ใบหน้าแต่เขียนกำกับด้วยสโลแกนค่อนข้างเว่อร์วังว่า “หรูหราได้อย่างง่ายดาย” และยังมีแปะคำเตือนแทนความห่วงใยเกี่ยวกับ “อันตรายของตะบัรรุจ” หรือการเผยโฉมความงามที่ไม่ถูกหลักการอีกด้วย

เพื่อสวนกระแสความเคร่งครัด บรรดานักออกแบบเสื้อผ้ามุสลิมชั้นนำจึงพร้อมใจกันเข้าร่วมงานสัปดาห์แฟชั่นโชว์ในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นงานแสดงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกเมื่อไม่นานที่ผ่านมา เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงสิ่งที่พวกเขาเรียกกันว่า “แฟชั่นที่ดูนอบน้อม” นั้นสามารถดูเปล่งประกาย ประหนึ่งนิทานก่อนนอนจากหนังสือพันหนึ่งราตรีได้เพียงใด

ทางผู้จัดงานพยายามเลี่ยงการใช้คำว่า “เซ็กซี่” เพราะคำนี้ดูไม่ค่อยจะเป็นอิสลามเท่าใดนัก แต่สิ่งที่เราเห็นกลับเป็นภาพบรรดานางแบบที่แต่งหน้าทาเล็บ สวมเสื้อผ้ารัดรูปเห็นสัดส่วนเดินไปมาบนแคทวอล์ค บางคนแม้จะมาแบบสวมผ้าคลุมศีรษะ แต่มันก็ลื่นหล่นลงมาประไหล่เพราะต้องพยายามเดินให้ถูกจังหวะจะโคนกับเสียงดนตรีเทคโนที่บรรเลง  เสื้ออาบายะห์หรือชุดสีดำใหญ่ก็ประดับไปด้วยริ้วลายหนังที่ดัดแปลงมาจากชุดยูนิฟอร์มของแม่ชี ที่คนส่วนใหญ่มักเรียกเสื้อผ้าแนวนี้ว่าเป็น “ชุดร่วมสมัยเหมาะสำหรับเหล่าเจ้าหญิงนักรบ” และข้างๆ กันนั้นก็มีบริษัทเครื่องสำอางวางขายน้ำหอมปลอดแอลกอฮอลล์และลิปสติกปลอดไขมันสัตว์ที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ดูฮาลาล แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อกังขาในหมู่นักวิชาการศาสนาว่าไม่ถูกหลักการอิสลามเพราะมันดูล่อตาล่อใจเพศตรงข้ามเกินไปก็ตาม

แฟชั่นเครื่องแต่งกายมุสลิมสามารถเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ได้ไม่ยาก ในแต่ละปีมุสลิมทั่วโลกจับจ่ายไปกับเครื่องแต่งกายอย่างเสื้อผ้าและรองเท้ามากเกือบ 3,000 ล้านดอลล่าร์ต่อปี ซึ่งน้อยกว่าสหรัฐอเมริกาจับจ่ายไปกับแฟชั่นเพียงนิดเดียว แค่ในประเทศแถบตะวันตกเราจะพบว่ากลุ่มผู้หญิงที่ปรารถนาอยากปกปิดเรือนร่างของเธอไม่ว่าจะเป็นชาวมุสลิม ชาวยิว หรือชาวคริสต์ก็แล้วแต่ พวกเขามักจะจับคู่เสื้อผ้าให้ดูแมตช์โดยเลือกจากคอลเล็คชั่นเสื้อผ้าที่ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้ใส่ใจอะไรกับภาพลักษณ์ที่ดูนอบน้อมเท่าใดนัก

แต่นั่นก็เปลี่ยนแปลงได้  เพราะเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเราได้เห็นห้างสรรพสินค้าดังอย่าง Debenhams เริ่มหันมาจับงานเสื้อผ้าแนวมุสลิม หรือแม้แต่สองแบรนด์ดังอย่าง Tommy Hilfiger และ Mango ก็เริ่มเปิดตัวคอลเล็คชั่นรอมฎอนเพื่อเอาใจลูกค้าในแถบอาหรับ ในสหรัฐอเมริกาเองก็เพิ่งเปิดตัวบริษัทเอเย่นต์นางแบบมุสลิมภายใต้ชื่อว่า Under Wraps เมืองใหญ่ๆ อย่าง Basra และ Auckland ก็เริ่มหันมาจัดงานแฟชั่นโชว์เครื่องแต่งกายมุสลิมตามกระแสด้วย จนแม้แต่ประเทศมุสลิมที่ดูเหมือนจะเคร่งครัดที่สุดอย่างซาอุดีอาระเบีย ก็เริ่มอนุญาตให้ผู้หญิงเพิ่มสีสันกับเสื้อชุดดำหรืออาบาย่าของพวกเธอกันแล้ว งานออกแบบเพื่อเอาใจคนกลุ่มนี้จึงผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด

แต่ในขณะที่พวกเขาได้พยายามผลักดันให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นกระแสหลักกันอยู่นั้น ดูเหมือนว่าบรรดาผู้นำแฟชั่นมุสลิมกำลังต่อสู้กับความสมดุลระหว่างกฎข้อบังคับในอิสลามและตลาดแห่งความนำสมัยเหล่านั้น สาวมุสลิมคนหนึ่งที่เลือกใช้ชีวิตเสรีในกรุงลอนดอนกล่าวกับเราอย่างไม่เห็นด้วยว่า สำหรับเธอสิ่งเหล่านี้มันคือการกลับกลอก “พวกนางแต่งตัวราวกับใส่ชุดนอน มันเหมือนแต่งตัวเพื่อจะเข้านอนมากกว่า” ในขณะที่อีกคนตั้งข้อสงสัยว่า “คำว่าแต่งหน้าแต่งตาแบบนอบน้อมมันฟังดูย้อนแย้งในตัวของมันเอง” เหล่านี้จึงตามมาด้วยคำถามที่ว่า ทำไมการใส่ผ้าคลุมศีรษะจึงทำให้การใส่ยีนส์รัดรูปกลายเป็นอะไรที่ดู “เป็นอิสลาม” ได้เสียอย่างนั้น …

ดูเหมือนยังอีกไกลที่อะไรเหล่านี้จะลงตัว……และบางทีนี่อาจเป็นหลุมพรางของคำว่าแฟชั่นมุสลิม

 

แปลและเรียบเรียงโดย : Andalas Farr
ที่มา : The pitfalls of Islamic fashion

Comments

comments

Related Articles

About author View all posts

Andalas Farr

Andalas Farr

คุณแม่ลูกสามผู้หลงใหลงานแปลภาษาเป็นชีวิตจิตใจ และรักงานเขียน งานสอนที่เชิญชวนสู่เส้นทางแห่งความดี ไม่ได้เป็นลูกครึ่งแต่รู้สึกผูกพันกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ชนิดเห็นประโยคแล้วสมองต้องประมวลภาษาโดยอัตโนมัติ Andalas จบการศึกษาระดับปริญาตรีและโทคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับครอบครัว ลูก และตัวอักษร