เวลาคนหนึ่งพูดเรื่องจิตวิญญาณก็มักถูกมองว่าเป็นพวก “ซูฟีย์” เวลาคนหนึ่งพูดเรื่องหลักฐานที่ถูกต้องก็บอกว่าเป็นพวก “สะละฟีย์” … จริงๆ ชื่อพวกนี้ไม่ได้อะไรกับมันมาก แต่วาทะพวกนี้มีนัยยะของการต่อต้านในตัว คือทำให้คนรู้สึกไม่อยากเข้าใกล้ … แล้วมันได้กลายปัญหาใหญ่กับผู้คนในทุกวันนี้ คือความห่างไกลกับการอ้างอิงหลักฐานที่ถูกต้อง และการไม่สนใจในเรื่องจิตวิญญาณ

ปล่อยให้นานๆ ไป เราก็คงไม่พ้นต้องเกี่ยวพันกับการบิดเบือนเนื้อหา(เพราะหลักฐานเมคบ้าง อ่อนบ้าง โดยไม่ได้ศึกษาเรียนรู้) และกลายเป็นคนหมักหมมด้วยสิ่งสกปรกในหัวใจ (เพราะไม่สนใจเรื่องชำระล้างจิตวิญญาณ)

เราต้องระวังเรื่องที่บิดเบือนเนื้อหาศาสนา ดังที่ท่านนบีได้กล่าวเตือนว่า

مَنْ أَحْدَثَ فِي أَمْرِنَا هَذَا مَا لَيْسَ مِنْهُ فَهُوَ رَدٌّ

ผู้ใดที่สร้างใหม่(เพิ่ม ลด ตัด ต่อ กับเนื้อหาคำสอน)ในกิจการของเรานี้ โดยที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน(ไม่สามารถอ้างอิงตามกระบวนการที่ถูกต้อง) ดังนั้น สิ่งนั้นถูกปฏิเสธ(ไม่ถูกยอมรับ)
(บันทึกโดยมุสลิม)

 

และเช่นเดียวกันเราต้องใส่ใจศูนย์กลางของชีวิตอย่างเรื่อง “หัวใจ” ดังที่ท่านนบีได้กล่าวว่า

أَلا وَإِنَّ فِي الْجَسَدِ مُضْغَةً إِذَا صَلَحَتْ صَلَحَ الْجَسَدُ كُلُّهُ, وَإِذَا فَسَدَتْ فَسَدَ الْجَسَدُ كُلُّهُ, أَلا وَهِيَ الْقَلْبُ

พึงรู้เถิดว่า ในร่างกายนั้นมีก้อนเนื้ออยู่ก้อนหนึ่ง ซึ่งถ้ามันดีแล้ว ส่วนอื่นในร่างกายก็จะดีตามไปด้วยทั้งหมด แต่หากมันเลวแล้ว ส่วนอื่นทั้งหมดในร่างกายก็จะเลวตามไปด้วย พึงรู้เถิดว่ามันคือหัวใจ
(บันทึกโดยบุคอรียฺ)

เราต้องการแก่นแท้ของซูฟีย์ ที่หมายถึง “อิหสาน” คือระหว่างมนุษย์คนหนึ่งกับผู้เป็นเจ้าของเขานั้นไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคขวางกั้น ดังนั้น ย่อมไม่ใช่ซูฟีย์ในแบบที่แอบซ่อนด้วยชิรกฺ คือการบูชาครูบาอาจารย์ หรือเป็นแบบบิดอะฮฺคือการเสกสรรปั้นแต่งคำสอนใหม่ๆ และพิธีกรรมพิเศษที่ออกนอกรีตนอกรอยสุนนะฮฺของท่านนบี

ถ้าหากมีปัญหากับคำนี้มาก เราไม่ต้องเรียกมันก็ได้ เพราะมันเป็นคำที่เศาะฮาบะฮฺเองก็ไม่ได้เรียกมันเช่นนี้ แต่เราไม่สามารถปฏิเสธแก่นแท้ของความหมายแห่ง “อิหสาน” ได้ … เพราะมันคือแก่นแท้ของความเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง คือการเข้าไปสู่ศูนย์กลางแห่งชีวิต นั่นคือหัวใจและการปฏิรูปหัวใจ(อิศลาหฺ อัลกุลูบ) เพราะถ้ามันดีเรื่องอื่นๆ จะดีตามไปทั้งหมด ถ้ามันเสียเรื่องอื่นๆ มันก็เสียไปหมด … เพราะฉะนั้น การได้ยินคำสอนเรื่องจิตวิญญาณ แล้วเหมารวมว่าเป็นซูฟีย์ในแบบหลงทางทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องอันตราย เพราะจิตวิญญาณคือแกนกลางของการเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง

น่าจะเป็นวิธีการของมารอย่างหนึ่งคือ การเล่นกับถ้อยคำต่างๆ เพื่อให้ผู้คนห่างไกลจากสัจธรรม อย่างคำว่า “สะลาฟีย์” ที่กลายเป็นคำที่มีนัยยะของผู้คนคลั่งไคล้และหยาบกระด้าง และถูกใช้เป็นคำที่โยนประทับให้กับวงของการแสวงหาความถูกต้องของหลักฐานเสมอ จนผู้คนหวาดกลัวในการแสวงหาความถูกต้องของหลักฐาน … คำว่าซูฟีย์ที่มีนัยยะถึงตารีกัตที่หลงผิดก็ถูกโยนลงสู่ใจกลางของการแสวงหาทางจิตวิญญาณ จนผู้คนหวาดกลัวและละทิ้งแกนสำคัญของศาสนาคือการพัฒนาทางจิตวิญญาณ … ทั้งคำว่า สะลาฟีย์ และซูฟีย์ ไม่ได้ผิดในตัวมันเอง แต่มันถูกสร้างให้มีความหมายใหม่ๆ เพื่อวัตถุประสงค์ที่ทำให้คนห่างไกลจากความถูกต้องทางศาสนาและละทิ้งแก่นแท้ที่สำคัญที่สุดไป

เราต้องการแก่นแท้ของซูฟีย์ในแบบที่เรียกว่า “อิหสาน” (อันประกอบอยู่ในองค์ประกอบของคำสอนอิสลามทั้งสามส่วน) และเราต้องการความแท้จริงของสะละฟีย์ในแบบที่หมายถึงการเข้าใจอิสลามอย่างถูกต้องด้วยหลักฐานที่ถูกต้อง … เราต้องการความจริงแท้ของศาสนาที่อิงอยู่กับตัวบทที่ถูกต้อง(เศาะฮีฮฺ)ในวิธีวิทยาแบบสลัฟ และการพัฒนาความดีงามจากจิตวิญญาณภายใน ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจริงๆ ก็คือแก่นแท้ชีวิตของชาวสลัฟ … หากความถูกต้องของตัวบทศาสนาไม่ได้ไปถึงการพัฒนาทางจิตวิญญาณ ตัวบทนั้นก็ยังอยู่ในโลกของทฤษฏี เพราะตัวบททางศาสนานั้นมีแกนสำคัญคือการพัฒนาจิตวิญญาณ เช่นเดียวกันหากการพัฒนาจิตวิญญาณไม่ได้อิงกับความถูกต้องของตัวบทศาสนา มันก็เป็นแค่การบิดเบือนในการเป็นคนดีด้วยการทำให้จิตวิญญาณเสียหายด้วยเนื้อหาที่ผิด ๆ

ในที่สุด หากเราเดินไปตามเส้นทางแบบนี้ เราไม่จำเป็นต้องอ้างอิงกับคำศัพท์มากมาย อย่างสะลาฟีย์ ซูฟีย์ ชาฟิอีย์ ฮัมบะลีย์ อัชอะรีย์ มาตูรีดีย์ และอื่นๆ เลย … จริงอยู่ว่า เราสามารถรับคำศัพท์นี้ในแง่บวกที่อิงกับความถูกต้องของหลักการได้ แต่เราก็ต้องไปให้พ้นวาทกรรมในแง่ลบของคำศัพท์พวกนี้ … เพราะจริงแล้วชีวิตที่แท้จริง คือการเป็นผู้ยอมตนต่อผู้เป็นเจ้าโดยสิ้นเชิง ดังที่อัลลอฮฺได้เรียกขานในอัลกุรอานด้วยคำศัพท์ว่า “มุสลิม”(ผู้ยอมตนต่อผู้เป็นเจ้า) … นั่นคือชื่อจริงๆ และใครไปไม่ถึงความหมายของชื่อนี้ ก็ไม่ได้ไปถึงแก่นแท้ของศาสนา

ปัจเจกชนต้องให้ความสำคัญกับแก่นแท้ภายใน ถือว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือเรื่อจิตวิญญาณ … องค์กรทำงานก็ต้องให้ความสำคัญกับการมีเนื้องานของตนเองที่เป็นของจริงและหนักแน่น … ลำพังแค่ปัจเจกชนที่วางท่าดี และองค์กรที่เน้น “อีเว็นท์” ใหญ่โตแต่อย่างเดียว มันจะเกิด “วิกฤติกลวงใน” ตามมาอย่างแน่นอน แล้วมันจะเสียหายมาก เพราะมันเป็นเหมือนของปลอม ซึ่งช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อย่าว่าแต่จะช่วยคนอื่นเลย… “วิกฤติกลวงใน” ถือเป็นความน่าอับอายที่สุดอย่างหนึ่งของคนทำงาน

ทุกการกระทำ ทุกกิจกรรม และทุกการพบปะ มันต้องถามเสมอว่า ได้ทำให้หัวใจมีศรัทธาที่สูงขึ้นหรือตกต่ำลง ทำให้จิตวิญญาณมีความปิติยินดีหรือเศร้าหมอง ชีวิตไม่ได้ยืนยาว จึงต้องเลือกอยู่กับสิ่งที่จะส่งคุณค่าไปยังโลกนิรันดร์ … ความสงบของจิตวิญญาณ และความสุขในชีวิต อยู่ที่การรำลึกถึงผู้เป็นเจ้า การได้สื่อสารโดยตรงกับพระองค์ที่เกิดขึ้นวันแล้ววันเล่า ด้วยความเป็นบ่าวที่จำนนแล้วทุกอย่าง … จงใส่ใจกับกับตัวตนภายใน และสร้างเนื้อหาของการทำงานให้เป็นของจริง เพื่อจะได้ไม่ขาดทุนในบั้นปลาย

ไม่มีประโยชน์อะไรกับการทำงานในหนทางในแบบกิจกรรมทั่วไปที่ปราศจากจิตวิญญาณภายใน เพราะมันจะไม่ถูกตอบรับ ณ ผู้เป็นเจ้า … กิจกรรมในหนทางนั้นโดยเนื้อแล้วเป็นเรื่องจิตวิญญาณทั้งหมด นั่นคือเป็นการแสวงหาความรักจากผู้เป็นเจ้า เป็นการแสวงหาความเมตตาและการอภัยโทษ ไม่ว่ากิจกรรมนั้นจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา การสงเคราะห์ หรืออะไรก็ตามที่ดูแล้วไม่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณก็ตาม … โดยเนื้อแท้แล้ว การทำงานในหนทาง มันคือ กิจกรรมทางจิตวิญญาณ

โดย : อัล อัค

Comments

comments

Related Articles

About author View all posts Author website

Halal Life

Halal Life

Halal Life Magazine เว็บไซต์แม๊กกาซีนที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งวิถีชีวิตของมุสลิมที่มีไลฟสไตล์ในแบบฮาลาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การแนะนำร้านอาหารฮาลาล และการเดินทางท่องเที่ยวแบบฮาลาล