เรื่อง กองบรรณาธิการ / ภาพ ธีรยุทธ เยนา

เคยสงสัยและตั้งคำถามกับตัวเองไหมว่า บรรพบุรุษของเราเป็นใครและมาจากไหน ทำไมเราถึงได้เป็นคนมุสลิมในแผ่นดินที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือคนละศาสนากับเรา ศุกรีย์ สะเร็ม หรือที่เพื่อนสนิทเรียก “บังยี ติ๊ก”  ก็เช่นเดียวกันที่สงสัยและเฝ้าถามตัวเองเรื่อยมา

          จากความสงสัยที่เกิดขึ้นภายในจิตใจเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน ศุกรีย์ เริ่มค้นคว้าหาข้อมูลที่มาที่ไปของต้นตระกูลและบรรพชนของตัวเอง เริ่มจากค้นคว้าเพราะความสงสัย เรื่อยมาจนกลายเป็นความสนุก จนกระทั่งกลายเป็นความหลงไหลในปัจจุบัน

          จากนิสิตสายวิทย์แห่งรั้วจามจุรี ปัจจุบัน ศุกรีย์ กลายเป็นกูรูด้านประวัติศาสตร์มุสลิมในประเทศไทย ที่ผลงานหลายชิ้นอาจผ่านตาใครหลายคนไปบ้างแล้ว

          มากกว่า 10 ปี ที่ศุกรีย์ ค้นคว้าหาคำตอบให้กับตัวเอง แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาได้คำตอบที่คาใจไปแล้ว และหากใครเคยสงสัยและตั้งคำถามกับตัวเองเช่นเดียวกับบังยีติ๊กแล้วยังไม่ได้คำตอบละก็ อ่านย่อหน้าถัดไปเลยครับ คำตอบอาจรอคุณอยู่ก็เป็นได้

ทำไมเราถึงถูกเรียกว่าแขก
ผมนี่นะไม่ได้โต้แย้งนะหากใครจะมาเรียกมุสลิมไทยว่าแขก ผมเคยตั้งประเด็นครั้งเป็น บ.ก.หนังสือเมาลิดกลางฯ ผมตั้งหัวข้อไว้ว่า “มุสลิมไทย คนแขก ที่ไม่ใช่เพียงแขกบนหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทย”  เพราะว่าแต่ก่อนตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เขาเรียกคนมอญ คนเจ็ก คนแขก คนฝรั่ง เขารู้จักไม่กี่กลุ่มไง แต่เขาเรียกรวมๆ คนแขก หมายถึง แขกมลายู แขกจาม แขกเทศ แขกอะไรอีกสารพัดแขก กลุ่มมุสลิมถูกเรียกว่าแขกหมดเลย แม้กระทั่งพวกจาม พวกจีน หน้าไม่เป็นแขกเลย แต่พอรู้ว่าเป็นมุสลิมเรียก”สัญชาติแขก”หมด

คือประเทศไทยในสมัยก่อน เราแบ่งกลุ่มชาติพันธ์เป็นสามกลุ่มใหญ่ ถ้าเราหันหน้าออกไปทางปากอ่าวไทย ก็คือทางทิศใต้ กลุ่มที่มาจากทางฝั่งขวาของปากแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมดพวกนั้นเป็นกลุ่มแขก ก็คือพวกจากมลายู เปอร์เชีย อินเดีย อาหรับ ตุรกี ในขณะที่พวกที่มาจากทางฝั่งซ้าย พวกนี้จะเป็นกลุ่มเจ๊ก จีน ญวนทั้งหลาย เพราะแต่ก่อนจีนมันไม่ได้ใหญ่อย่างนี้นะ มันมีอาณาจักรซ้อนกันอยู่ในอาณาจักรจีนนี่เยอะ แล้วก็กลุ่มที่มาจากไกลโพ้นอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทวีปแอฟริกามาเลย พวกนี้จะเรียกว่าพวกฝรั่ง

กลุ่มแขกในระบบขุนนาง ก็จะมีพระยาจุฬาราชมนตรีดูแลกลุ่มแขกทั้งปวงในนามกรมท่าขวา กลุ่มที่มาจากฝั่งซ้ายทั้งหลายจีน เจ็ก ญวน ญี่ปุ่น พวกนี้ก็จะมีพระยาโชฎึกราชเศรษฐีเป็นผู้ดูแลในนามกรมท่าซ้าย พวกฝรั่งที่อ้อมแหลมกู๊ปโฮปมาก็มีขุนนางดูแลนามพระยาวิไชเยนทร์ เขาเรียกว่า กรมท่ากลาง

แล้วคำว่าแขกในยุคนั้น มีความหมายว่าอะไร
                ก็ส่วนใหญ่เป็นมุสลิมด้วย แม้บางพวกไม่ใช่มุสลิมเช่นแขกพราหมณ์ แขกซิกข์แต่ก็มาจากอาณาจักรโมกุลที่มีองค์กษัตรย์เป็นมุสลิม ชาวสยามเขาเรียกมุสลิมทุกกลุ่มว่าแขกนะ เป็นคำรวมๆ เรียกว่าแขก คือ ในหน้าประวัติศาสตร์ถ้าเราทิ้งคำว่า “แขก” ประวัติศาสตร์มุสลิมในรอบกว่าห้า หกร้อยปีจะถูกทิ้งไปหมดเลย เช่นเขาเรียกพระยาจักรีแขก คือพระยาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายก ก็คือบุคคลสำคัญที่ร่วมกู้กรุงในสมัยพระเจ้าตากฯ พระยายมราชแขก อะไรอย่างนี้เป็นต้น เพราะคนพวกนี้เป็นมุสลิม

แสดงว่าในยุคโน้น คำว่า แขก เป็นคำในเชิงบวก
                เชิงบวกอย่างมาก หมายถึง แขกของประเทศ แขกของแผ่นดิน แขกของพระราชวัง เป็นคนพิเศษ เป็นแขกของพระราชสำนัก ในขณะที่กลุ่มชาติพันธ์อื่นๆ จะถูกเรียกตามถิ่นที่มา เป็นวิลันดา(ดัชต์) เป็นอังกฤษ เป็นฝรั่งเศส เป็นญวน เป็นมอญ เป็นลาว เขาเรียกเป็นชื่อกลุ่มเลย แต่พอเป็นมุสลิมเขาเรียกแขก เป็นคนพิเศษที่ต้องดูแล เราไม่ควรทิ้งคำว่าแขก ไม่อย่างนั้นประวัติศาสตร์เราไปหมดเลยนะ แม้กระทั่งในสมัย รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 ก็ยังเรียกขุนนางกลุ่มนี้ว่าสายขุนนางกลุ่มแขก พระยาแขก เขาเรียกกลุ่มขุนนางมลายูว่า พระยาแขก ผมมีรูปเพิ่งได้มาจากกองจดหมายแห่งชาติ ภาพหมู่กลุ่มพระยาแขก เจ้าเมืองทั้งหลาย ก็คือพวกรายากาเดาะห์ ปาลิส ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู ในสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านก็เชิญรายาคณะที่มาเข้าเฝ้านี้มารวมกันแล้วก็ถ่ายภาพหมู่ พวกพระยาเจ้าเมืองแขก

คำนี้จริงๆ มันเป็นเชิงบวกมากนะต่อสังคมไทย ในเขตพระราชฐานของกรุงศรีอยุธยามีเฉพาะจีนกับแขกเท่านั้นนะที่อยู่ในเขตพระราชฐาน อยู่ในเขตกำแพงพระนคร ในเกาะเมืองครั้งกรุงศรีอยุธยา มีบันทึกโดย มันเดล เฟอร์นันเดส ปินโต คนโปตุเกส ที่เข้ามาในสมัยพระไชยราชาธิราช(พ.ศ.2076 – 2089) ซึ่งเป็นองค์กษัตริย์องค์ที่ 13 ของกรุงศรีอยุธยาตอนต้นก่อนเสียกรุงครั้งที่ 1 เขาว่ามีมัสยิดอยู่ 7 แห่ง ในเกาะเมืองเป็นของชาวอาหรับและเตอ์รกี มีบ้านประมาณ 3,000 ครอบครัว พอเสียกรุงครั้งที่หนึ่งเราเสียนานถึง 15 ปีกว่าจะกู้กรุงได้ กลุ่มพวกนี้ก็อยู่ไม่ได้ เราจึงไม่เห็นหลักฐานอะไร

sukree-02

แล้วมุสลิมเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อไหร่
                หลักฐานที่ผมพบนี่เข้ามาเป็นพันปีนะ หลักฐานคือ เหรียญสตางค์ ในราชวงศ์ซัสซานียะห์ ซึ่งเราพบ 2 เหรียญ อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ที่เกาะยอ จ.สงขลาหนี่งเหรียญ อีกเหรียญอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วัดญาณโมลี ที่มอ.ปัตตานี ซัสซานียะห์นี่เดิมทีเป็นราชวงศ์ของอาณาจักรเปอร์เชียในปลายสมัย ซึ่งเป็นยุคต้นของอิสลาม สตางค์ของซัสซานียะห์ก็เหมือนเดิมแต่จะมีคำว่าบิสมิลละห์อยู่ในเหรียญเงิน และเราพบเหรียญเงินของอาณาจักรอับบาซียะห์ ซึ่งมีอายุเป็นพันปี มีนายแพทย์ท่านหนึ่งพบที่ไชยา ตอนนี้ท่านเก็บเอาไว้และได้นำมาจัดแสดงที่ พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ กรุงเทพฯ ก็ถือว่าเป็นหลักฐานสำคัญเก่าแก่โบราณ

อีกอันเป็นชิ้นกระเบื้องที่เก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ที่นครปฐม เป็นชิ้นกระเบื้องภาพมุสลิมเลย เป็นภาพใส่กะปิ๊เยาะห์(หมวกแขก) จมูกโค้งแบบอาหรับ และไว้ยะโง๊ะ(เครา) แผ่นเท่ากระดาษเอสี่ เป็นชิ้นกระเบื้องที่ถูกประดับไว้ที่เจดีย์วัดจุลประโทน เขียนลายเป็นรูปหน้าตามุสลิม คาดว่ามีอายุเป็นพันปี ในสมัยทวาราวดี ส่วนตะเกียงโรมัน ตามหลักฐานกรมศิลปากรอ้างอิงขึ้นทะเบียนไว้สองอันแต่ผมพบว่ามันมี 4 – 5 อัน ตามทะเบียนตัวนึงอยู่ที่กาญจนบุรี อีกตัวที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติกรุงเทพฯ อันนี้ก็อายุเป็นพันปีซึ่งเข้ามากับกองเรือที่เข้ามาค้าขายในบริเวณนี้

ในยุคสุโขทัยหรือก่อนหน้านั้น ถ้าเราเชื่อเรื่องศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นของแท้อย่างน้อยที่สุดก็ 700 ปี ในหลักศิลาจารึกเราเจอคำๆ หนึ่งที่ว่า ตลาดปสาน คำว่า “ปสาน” มาจาก ปะซัร ในภาษามลายู หรือคำว่า บาซา ในภาษาเปอร์เชีย เตอร์กิส อาหรับ ซึ่งแปลว่าตลาด เป็นคำที่ใช้กันทั่วไปในโลกมุสลิม ส่วนหลักฐานอื่นๆ ก็จะเป็นตำนานในการศึก ก็คือว่า สมัยสุโขทัยมีจดหมายมาจากพระเจ้าเซี่ยงจงฮ่องเต้ ตอนนั้นหัวเมืองมลายูมีความสัมพันธ์กับจีนอย่างมาก ขนาดที่กษัตริย์มลายูเคยเข้าเฝ้าจักรพรรดิ์จีน จีนก็เคยส่งขุนนางชั้นสูงมาเยี่ยมหัวเมืองมลายู เรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งพ่อขุนรามคำแหงยกทัพ ไปโจมตีมุสลิมที่จามปา กับโจมตีมุสลิมที่มลายู พระเจ้าเซี่ยงจงฮ่องเต้ซึ่งเป็นหลานกุบไลข่านซึ่งยิ่งใหญ่มากในสมัยนั้น ก็มีจดหมายมาถึงพ่อขุนรามคำแหงว่าอย่าไปยุ่งนะ เพราะเมืองเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน ไม่อย่างนั้นอาจจะยกทัพมาปราบสยามได้ อะไรประมาณนี้ ก็มีจดหมายเหตุแต่เป็นจดหมายเหตุจีน

มุสลิมชนชาติไหนบ้างที่เข้ามาในประเทศไทย
                หลักฐานที่เราพบในประเทศไทยก็เป็นบันทึกจากฝรั่งกับเปอร์เชีย เพราะหนึ่งวัฒนธรรมบ้านเราไม่ใช่วัฒนธรรมการบันทึก สอง หลักฐานของเราสูญหายเนื่องจากสงครามและการปราบดาภิเศก เกิดการปฏิวัติกันภายในก็เกิดการทำลายทั้งคนทั้งของ การที่กลุ่มขุนนางแขกที่เคยอยู่กับกษัตริย์องค์นี้พอถูกปฏิวัติขุนนางแขกก็อาจตายไปบ้าง หรือบางส่วนก็อพยพออกไปเพราะเกิดการผลัดแผ่นดิน กรุงศรีอยุธยามีกษัตริย์ กว่า 40 พระองค์ มี 12 พระองค์ ที่มาจากการปราบดาภิเศกหรือการปฏิวัติ เท่ากับประมาณ 30% การปฏิวัติอย่างนี้ทำให้สูญเสียทรัพยากร คนนี่ถูกประหารหมดเลยนะ คนใหม่ขึ้นมา คนของนายคนเก่าต้องไปกับคนเก่า คือถ้าหนีไม่รอดก็ตายหมด

คนไทยกลายเป็นแค่กองทัพชาวนาทำอะไรแทบไม่เป็น เหลือแต่ประเภทไพร่ ทาสแผ่นดิน พวกขุนศึกก็อาจจะแค่รบเก่งแต่เทคโนโลยีมันไม่มี เช่นนี้เลยทำให้ทั้งแขก จีน ฝรั่ง เข้ามามีบทบาท เพราะพวกนี้มีเทคโนโลยีเรื่องของการเดินเรือ การหล่อปืน มีเสื้อเกราะ มีอาวุธอย่างดี มีม้าสวยๆ มาใช้ รู้จักดูเดือนดูดาวเป็น หมายถึงคำนวณด้านดาราศาสตร์ รู้เรื่องการคำนวณภาษี เรือหน้ากว้างเท่านี้ ลึกเท่านี้ การเก็บภาษี 10%(ร้อยชักสิบ) ของเรือหน้ากว้างเท่านี้จะต้องชักของกี่ชิ้น คนไทยคำนวณไม่เป็น ทำให้มุสลิมมีบทบาทในเรื่องของการคำนวณ รู้เรื่องธรรมเนียมนานาชาติในการติดต่อเรื่องการทูต รวมทั้งพูดภาษาได้มากหลากหลายภาษา ภาษาที่ใช้มากในภูมิภาคนี้กลายเป็นภาษามลายู เพราะมลายูเป็นภาษาง่าย มันไม่มีโครงสร้างอะไรซับซ้อนแค่จำศัพท์ได้ก็พูดได้ มันเป็นภาษาที่ใช้ในการเผยแพร่พุทธศาสนามาก่อนเมื่อสมัยโลกมลายูนับถือพุทธ แล้วก็เป็นภาษากลางในการสื่อสารของคนในภูมิภาคนี้ อันนี้ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของธรรมศาสตร์ได้เคยมีเอกสารงานวิจัยเรื่องนี้ ว่าภาษามลายูเป็นภาษากลางในสมัยกรุงศรีอยุธยาก่อนฝรั่งจะมีบทบาท พอยุคฝรั่งมีบทบาทก็เริ่มมีภาษาโปตุเกส ภาษาดัชต์เข้ามา แต่โลกมุสลิมใช้ภาษานี้ในการติดต่อกับอาณาจักรโมกุล เปอร์เชีย อาหรับ หลายๆ ประเทศเพราะมลายูมันใหญ่ กินขอบเขตรอบตามหมู่เกาะ ไหล่ทวีปมหาสมุทรอินเดีย แปซิฟิก

ในยุคสมัยของกรุงศรีอยุธยา มุสลิมมีบทบาทมากน้อยขนาดไหน
                เราอาจจะรู้จัก เฉกอะหมัด ซึ่งเข้ามาหลังจากการเสียกรุงครั้งที่ 1 แล้ว ประมาณสมัยสมเด็จพระนเรศวร คือช่วงการกู้แผ่นดินเป็นยุคที่ 2 ของกรุงศรีอยุธยา แต่ในบันทึกของฝรั่งมีการค้นพบหลายอย่างเกี่ยวกับแขกซุนหนี่ซึ่งมีบทบาทอย่างมาก เช่นในบันทึกของ ปินโต ชาวโปตุเกส ที่เข้ามาในสมัยเสียกรุงครั้งที่ 1 ก็บอกไว้ว่ามีมัสยิด 7 แห่งเป็นของอาหรับและเตอร์ก อยู่ในเกาะเมืองและมีครอบครัวประมาณ 3,000 ครอบครัว อยู่ในเขตพระราชฐานเกาะเมืองกรุงศรีอยุธยา นั่นหมายความว่ากลุ่มมุสลิมในยุคนั้นก็มีแล้ว มีบันทึกการมีจุฬาราชมนตรีมาตั้งแต่สมัยพระบรมไตรโลกนาถพระมหากษัตริย์องค์ที่ 9 เพียงแต่ว่าไม่ได้ระบุชื่อว่าเป็นใคร มีนักวิชาการหลายท่านเชื่อว่าจุฬาราชมนตรีในสมัยนั้นน่าจะเป็นจามหรือไม่ก็มลายูเพราะว่าเป็นคนกลุ่มใหญ่ อาหรับกับเติร์กถึงจะมีแต่ก็เป็นคนกลุ่มน้อย

ชุมชนมุสลิมในกรุงเทพมหานคร เริ่มต้นเมื่อไหร่ แล้วมาจากไหนกันบ้าง
                เอาเท่าที่มีข้อมูลนะ สยามประเทศเป็นเหมือนเบ้าหลอมของผู้คนมากมายหลากหลายชนชาติ บางบันทึกว่ามี40ชาติภาษา บ้างว่ามี 52 ชนชาติภาษา ในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงเทพหรือบางกอกนั้นเป็นเมืองหน้าด่าน แต่ก่อนทะเลมันมาถึงกรุงเทพ พ้นจากสะพานพุทธไปหน่อยก็ปากอ่าวก็ทะเลแล้ว มุสลิมก็มีหลายกลุ่มที่เข้ามาตั้งชุมชนในกรุงเทพฯในยุคนั้น ส่วนใหญ่ก็จะตั้งอยู่ตามริมแม่น้ำ ดูจากปากคลองลัดโพธิ์ที่พระประแดง ทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกก็กุโบร์(สุสาน)ของชุมชนเก่าแก่ของมุสลิมอยู่ เพราะแขกพวกนี้เข้ามาด้วยการค้า บางส่วนมารับราชการด้านต่างๆ บ้างก็มาเป็นนายทหาร

สมัยกรุงศรีอยุธยา บริเวณป้อมวิชัยประสิทธิ์ที่ปัจจุบันเป็นกองทัพเรือ เจ้าเมืองที่ดูแลป้อมในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯนั้นก็เป็นมุสลิม มีบันทึกบอกว่าเป็นแขกตุรกีด้วย ชื่อว่าออกพระศักดิ์สงคราม แล้วก็มีการสถาปนาการใช้ธงแดงขึ้นมาเป็นธงเรือสยาม ถ้าจำไม่ผิดคือวันที่ 3 กันยายน 2223 ก็ประมาณสามร้อยกว่าปีที่มีการเริ่มใช้ธงในประเทศไทย ตอนนั้นสยามประเทศมิได้สนใจเรื่องการมีธงอะไรหรอก แต่ในทางการต่างประเทศ ทางการเดินเรือการค้ามันสำคัญ จนพัฒนากลายมาเป็นธงไตรรงค์ของชาติไทยในปัจจุบัน ที่จริงธงแดงนี่เป็นธงของพวกเติร์ก และวัฒนธรรมการใช้ธงนี่เป็นของมุสลิมมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยท่านนบีและคอลีฟะฮ์จะมีธงประจำตัว สมัยอุมัยยะห์ใช้ธงสีขาว อับบาซียะห์ใช้ธงสีดำ ฟาฏิมียะห์ใช้ธงสีเขียว ส่วนซอลาฮุดดีนอัยยูบีแห่งราชวงศ์อัยยูบียะฮ์ ใช้ธงสีเหลือง จนกระทั่งอาณาจักรอุษมานียะห์หรือออตโตมันเติร์กใช้ธงสีแดงเป็นธงประจำอาณาจักร ตอนนั้นธงแดงถือว่าเป็นธงที่ใช้กันอย่างแพร่หลายอาณาจักรออตโตมาน และไปพ้องกับธงที่ใช้อยู่ในสยามด้วย ซึ่งตอนนั้นเจ้าเมืองที่ดูแลป้อมเป็นชาวเติร์กหรือออตโตมาน

จนกระทั่งเกิดสงครามใหญ่เราเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง หลายๆ ชุมชนคนก็กระจัดกระจายไป หลังจากนั้นสมเด็จพระเจ้าตากฯก็สถาปนากรุงธนบุรีขึ้นในบริเวณรอบป้อมวิชัยประสิทธ์คือบริเวณพระราชวังเดิมที่เป็นกองทัพเรือในปัจจุบัน ซึ่งก็ใกล้กับมัสยิดกะฎีใหญ่(ต้นสน ที่มีมาเก่าแก่สมัยสนเด็จพระนารายณ์ฯ) ซึ่งตอนนั้นมีขุนนางสำคัญที่ช่วยพระเจ้าตากคือท่านมะห์มูด ซึ่งต่อมาท่านก็ได้เป็นพระยาจักรีแขก วงเล็บว่า มะห์มูด ที่เค้าเรียกันว่า พระยาจักรีหมุด ในยุคนั้นชุมชนมุสลิมก็ตั้งอยู่บริเวณรอบของกรุงธนบุรี มีมัสยิดอยู่เยอะมาก มัสยิดเก่าแก่ที่เรารู้จักกันดีก็คือ มัสยิดกะฎีใหญ่ สมัยก่อนมีมัสยิดกะฎีหลวงอีก แต่ตอนหลังถูกเวนคืนที่ดินไปเป็นหอประชุมกองทัพเรือ ซึ่งมัสยิดนั้นอยู่ตรงกันข้ามกับพระราชวังเลยนะ ย่านตรงนี้เขาเรียกแขกแพ ทั้งที่คลองบางกอกใหญ่(บางหลวง) บางกอกน้อย บางอ้อ ตลาดแก้ว บ้านแขก มีหลายชนชาติมากทั้งสายเปอร์เชีย อาหรับ จาม มลายู ที่จริงการอยู่แพนี้เหมาะกับชาวสยามมากหากปลูกสวยๆ ก็เหมือนแมนชั่นลอยน้ำเลย

sukree-03

หลังจากเปลี่ยนแผ่นดินจากกรุงธนบุรีมาเป็นรัตนโกสินทร์ รัชการที่ 1 ท่านก็ย้ายเมืองหลวงมาเป็นฝั่งพระนคร ตอนที่ตั้งพระนครใหม่ๆ ก็เริ่มมีการรวมหัวเมือง จึงทำให้มีศึกสงครามกับบรรดาหัวเมืองหลายครั้ง ชุมชนสำคัญอันหนึ่งก็คือชุมชนบ้านครัวของกองทหารอาสาจาม ซึ่งไปช่วยรบในสงครามเก้าทัพ แล้วก็ได้รับรางวัลบำเหน็จศึกสงครามให้ตั้งชุมชนที่บริเวณป่าไผ่ ทุ่งพญาไท ก็คือชุมชนบ้านครัว ยาวมาถึงสะพานหัวช้างข้างสยามพารากอน เขตราชเทวีในปัจจุบัน

ต่อมามีการตั้งชุมชนติดเขตพระราชฐานเลยก็คือ ชุมชนจักรพงษ์(เป็นชื่อใหม่ที่ใช้เรียกตามชื่อถนนที่ได้ตัดผ่านหน้าสุเหร่า คือพระนามของพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ พระราชโอรสในล้นเกล้ารัชกาวที่ 5) อยู่ในเขตกำแพงเมืองของเกาะรัตนโกสินทร์เลย เป็นนิคมชุมชนชาวมลายู เป็นการให้เกียรติพวกที่มาอยู่ที่นี่เป็นพวกในวัง เป็นพวกขุนนางปัตตานีเดิมกลุ่มหนึ่ง และอีกกลุ่มก็เป็นพวกช่างฝีมือ เป็นช่างทำทองที่มีความเชี่ยวชาญสูง พวกเครื่องราชต่างๆ ในวังสมัยก่อนก็เป็นฝีมือของช่างทำทองจากปัตตานี มัสยิดจักรพงษ์ถือว่าเก่าแก่มาก ไม่แน่ใจว่าระหว่างบ้านครัวกับจักรพงษ์มัสยิดไหนสร้างก่อนกัน แต่ความน่าสนใจคือ กลุ่มหนึ่งได้รางวัลจากศึกสงครามเก้าทัพคือชุมชนบ้านครัวมีสุเหร่ากองอาษาจาม ส่วนอีกกลุ่มเป็นเชลยศึกสงครามรัฐปาตานี มีชุมชนและสุเหร่าบ้านแขกตานี(มัสยิดจักรพงษ์)

ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 2 ที่ 3  ก็มีการเอาเชลยจากหัวเมืองต่างๆ ขึ้นมา ก็ไปเอาไปไว้ตามที่ต่างๆ พวกแขกตานี แขกเมืองไทร จะมาไว้ตามแนวแนวคลองแสนแสบ ต่อมามีการขยายวังในเขตเกาะรัตนโกสินทร์ ทำให้ชุมชนแขกมลายูปาตานีแถวมัสยิดจักรพงษ์ก็ต้องขยายตัวออกไปตามแนวคลองข้างวัดสะเกศ คือคลองนางหงส์ คลองแสนแสบที่ขุดออกไป และคลองตัน(กลันตัน) เพราะแต่ก่อนคลองมันก็คือถนนหลักของการเดินทาง

ในสมัย พ.ศ. 2329 ชาวปัตตานีที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพมีหลายกลุ่ม พวกขุนนาง ช่างฝีมือก็อยู่เขตพระนคร ส่วนพวกที่เป็นนักวิชาการ ทหารเป็นขุนศึก พวกที่อยู่ใกล้แล้วอันตรายก็เอาไปอยู่บ้านปากลัด พระประแดง ไปอยู่แถวปากอ่าว บ้างไปไว้แถวแม่น้ำอ้อม(เกาะเกร็ด) และจะมีพวกมอญไปประกบด้วยทุกที่ เผื่อว่ามีศึกสงครามมาพวกนี้ก็ต้องยันไว้ก่อน ถ้าไม่มีศึกพวกนี้ก็จะทำการเกษตรแล้วก็ส่งผลผลิตเข้าไปเลี้ยงพระนคร แต่ถ้ามีศึกพวกนี้ก็จะกลายเป็นทหารปกป้องพระนครไปในตัว พวกนี้ไปขยายถากถางพื้นที่รกร้างให้เป็นพื้นที่เกษตร สร้างผลผลิตกลับมาเลี้ยงพระนครได้ กลุ่มหลังๆ ที่ถูกนำขึ้นมาก็กระจายไปตามคลองต่างๆ ในฉะเชิงเทรา ปทุมธานี แล้วมุสลิมก็มีการแต่งงานข้ามกันระหว่างกลุ่มระหว่างชุมชน มีการขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ และได้ไปแต่งเอามอญมาเป็นเมียก็มาก

ส่วนชาวอินเดียที่เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 4 พวกนี้เข้ามาโดยการค้าขาย บางคนก็เข้ามารับจ้างธรรมดา มาในคนบังคับของอังกฤษ บังคับดัชต์ มาทำอาชีพเล็กๆ น้อยๆ เพราะพวกนี้รู้ภาษาอังกฤษ มีความรู้ทางช่าง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะค้าขายเช่นตระกูลนานา หรือต้นตระกูลของคุณอารีย์ วงศ์อารยะ พวกนี้เข้ามาทำนำเข้าส่งออกของจากอินเดียพวกผ้าพวกทองของหรูๆ ที่เจ้านายในวังใช้กัน แล้วก็ของจากอังกฤษที่อังกฤษนำเข้ามาในอินเดีย พวกน้ำหอมพวกอะไรพวกนี้ รวมทั้งอาวุธด้วยนะ พวกนี้ก็เอาอาวุธมาค้าขาย

ส่วนกลุ่มมัสยิดที่อยู่ทางเจริญกรุงนั้นเริ่มจากสมัยรัชการที่ 5 ที่มีการนำพวกชวาพวกอินโดนีเซียเข้ามา เพราะว่าท่านเสด็จไปเห็นถนนในอินโดนีเซียนั้นใหญ่โตกว้างขวางแล้วตอนหลังท่านไปเห็นยุโรป ปรากฏว่าชาวอินโดเป็นช่างที่เก่งเรื่องก่อสร้าง เรื่องตกแต่ง ท่านก็เลยนำพวกนี้เข้ามาเพื่อที่จะทำงานก่อสร้าง แล้วก็ทำงานตบแต่งดูแลเรื่องถนนหนทาง ต้นไม้ด้วย เริ่มแรกชาวอินโดนีเซียที่เข้ามาก็จะอยู่ที่หลวงหมดเลย เริ่มตั้งแต่ถนนตานี สะพานวันชาติ ย่านตึกเอสแคป ริมถนนราชดำเนิน ซึ่งตอนนี้ไม่มีแล้วจากนั้นก็ขยาย ซอยโปโล มัสยิดยะหวา แม้กระทั่งมัสยิดฮารูณเดิมก็เป็นพวกอินโดนีเซีย ไล่ต่อไปเกือบสิบมัสยิดตามเส้นถนนเจริญกรุง แล้วชาวอินโดนีเซีย ปัตตานี และอินเดียปาทานมีศาสนาวัฒนธรรมใกล้ชิดกันก็เลยมาอยู่ด้วยกันแทบแยกกันไมถูก

อันนี้เป็นภาพกว้างๆ ที่มุสลิมกระจายตัวไปตามเส้นทางหลักๆ โดยเฉพาะตามแนวคลองแสนแสบที่ดินเดิมเป็นของมุสลิมแทบทั้งนั้น ทางทุ่งครุก็เช่นเดียวกันไปดูโฉนดเดิมเป็นของมุสลิมทั้งนั้น เพราะพวกเราทำเกษตรกรรมต้องใช้พื้นที่มาก แล้วก็พวกมาลายูเดิมในสมัยก่อนก็พยายามปลีกตัวออกมาจากระบบราชการ ทางวัง เพราะกลัวว่าจะมีกิจกรรมอะไรบางอย่างที่ขัดหรือทำให้เสียหายต่อหลักศรัทธาของพวกเขาได้

ทำไมถึงสนใจเรื่องนี้
ความจริงผมเรียนวิทยาศาสตร์ แต่เราก็พยายามสร้างความเข้าใจกับตัวเราเอง ความเป็นมาของตระกูลของเรา อยากให้รู้ว่าใครเป็นใครในสังคมไทย พอเราสืบไปตระกูลเราก็ใหญ่นะ ตระกูลเราก็อยู่มานานนะ และก็มีบทบาทสืบสายพี่น้องได้เก่าแก่แล้วก็มีหลายสายมาก และที่สำคัญประวัติศาสตร์มุสลิมไทยมันมีอะไรพิเศษ กล้าพูดได้เลยว่าบนหน้าประวัติศาสตร์แผ่นดินไทย ถ้าไม่มีมุสลิม ประเทศไทยอาจไม่มีมาถึงวันนี้ด้วยซ้ำไป เราเป็นรอยต่อของชาติอย่างมหาศาล เรามีคุณูปการอย่างมาก แต่พวกเราไม่รู้ไง มีคนบอกว่าเขาเป็นคนไทยและเรียกว่าเราเป็นแขก เราก็คิดว่าเราเป็นคนอื่น เราก็เป็นอื่น ทั้งที่เราอยู่ในแผ่นดินนี้มาก่อนใครอีกหลายคนในแผ่นดินนี้ที่เขาเรียกตัวว่าเป็นคนไทย และเพิ่งจะมาอยู่ในแผ่นดินนี้แค่ 2 – 3 ชั่วอายุคน แต่คนแขกอยู่กันมาเป็นสิบชั่วอายุ ผมจึงชอบคำว่าประเทศสยาม มากกว่าคำว่าไทย เพราะมันไม่กดทับชนชาติอื่นในแผ่นดินนี้ที่อยู่ร่วมสร้างชาติมาด้วยกัน และที่แน่ๆ ในแผ่นดินไทยไม่มีคนไทยแท้ๆ แม้แต่คนเดียว มีแต่ลูกครึ่งทั้งนั้น ไม่ปนลาว ก็จีน ก็แขก ก็มอญ ญวน (หัวเราะ)

ที่ผมสนใจเรื่องนี้ก็เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวเรา ถ้าคุณสนใจอนาคต หรือถ้าคุณเป็นนักอนาคตวิทยา คุณต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพื่อคุณจะได้แน่ใจว่าสิ่งที่คุณอยู่คุณกระทำมิใช่อดีตที่คุณย่ำรอยซ้ำคนในอดีต ดูในอัล-กุรอานซิ มีเหตุการณ์ต่างในประวัติศาสตร์ที่องค์อัลเลาะฮ์ได้ทรงยกมาเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี ที่ผิดมาเตือนมิให้เราทำซ้ำ

ประวัติศาสตร์จะน่าสนใจถ้ามีเรื่องของเรา ชุมชนเรา ญาติของเราอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ด้วย รัฐและกระทรวงศึกษาต้องหันมาดู ถามว่าเรียนมาทางนี้ไหมก็ไม่ได้เรียน ผมมีวิธีคิด การจัดการแบบวิทยาศาสตร์ในการหาข้อมูล เราทำเรื่องร้อยๆ ปี ให้เป็นวิทยาศาสตร์ได้ ไม่ใช่นิยาย เมื่อมีหลักฐานได้ เลยทำให้ประวัติศาสตร์น่าสนใจน่าตื่นเต้น และพอดีประเด็นมุสลิมก็เป็นประเด็นในกระแสด้วย ผมคิดว่าตอนนี้ผมทำให้อิสลามในมุมที่ผมมีความสามารถสูงส่งได้ ในแบบของผม ผมมีข้อมูลอีกมิตินึงที่เป็นด้านประวัติศาสตร์

sukree-05

เรื่องที่ค้นคว้ามีโอกาสให้อื่นได้รับรู้ไหม
                ปัจจุบันก็ทำอยู่นะผมได้จัดพิมพ์แผ่นไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์มุสลิมไทย “หมายเหตุ มุสลิมแห่งสุวรรณภูมิแลสยามประเทศ”ต่างกรรมต่างวาระกันในรอบเกือบ 10 ปีนี้จำนวนนับแสนชุดเลยนะ และตอนนี้ผมเป็นนักวิจัยในโครงการมุสลิม สถาบันเอเชียที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ทำเรื่องประเด็นมุสลิมเป็นประเด็นหลัก อาจเพราะด้วยเรื่องกระแสโลกด้วย เค้าก็อยากรู้ว่ามุสลิมเป็นยังไง โดยปกติผู้คนก็จะมีข้อมูลกว้างของมุสลิมในระดับโลก แต่พอมันซอยไปในพื้นที่ South East Asia หรือซอยไปในประเทศต่างๆ ล่ะ แล้วในประเทศไทยใครทำ ที่จริงมีนักประวัติศาสตร์หลายคนที่เค้าพยายามทำในอดีตนะอย่างเช่น คุณประยูรศักดิ์ ชลายนเดชะ ท่านก็จบบัญชีจากจุฬาฯนะ ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์

อันนึงที่ทำให้ประวัติศาสตร์น่าสนใจก็คือว่า ที่ผ่านมามีคนพยายามทำประวัติศาสตร์ให้เป็นนิยาย แต่ผมพยายามทำประวัติศาสตร์ให้เป็นวิทยาศาสตร์ ผมพูดบนหลักฐาน หลักฐานที่จับต้องได้ หลักฐานที่มีบันทึกจริง ที่มีชิ้นของอยู่จริงๆ เพราะบางอย่างหลายคนไม่ยอมยกมาเป็นข้อมูลอ้างอิง เวลาผมมีหลักฐานพันปี เป็นหลักฐานที่มุสลิมเข้ามาในประเทศไทย อย่างเหรียญ อย่างชิ้นกระเบื้อง ที่กรมศิลปากรเค้าพิสูจน์มาแล้ว แต่ไม่มีใครยอมยกหลักฐานพวกนี้เลย พอผมยก ก็โอ้ หลักฐานพวกนี้มาจากไหน ทั้งๆ ที่เป็นหลักฐานที่ราชการ ที่กรมศิลปากรได้วินิจฉัยไว้แล้ว คือหลักฐานมันมีอยู่แต่ไม่มีใครไปสนใจมัน เดี๋ยวนี้เวลาผมไปไหนผมจะกลายเป็นคนเยี่ยมพิพิธภัณฑ์ เยี่ยมชุมชนไปดูว่ามันมีอะไรอยู่ที่ไหนบ้าง ไปปีนดูตามวัดตามวัง จิตรกรรมฝาผนังเยอะแยะไปหมดเลย แม้ในอุโบสถวัดพระแก้วก็มีภาพแขกอยู่ในจิตรกรรมฝาผนังตั้งหลายภาพ เป็นภาพเติร์กด้วย

ผมว่ามันมีร่องรอยอยู่เยอะ อยู่ที่คุณจะไปดูมันหรือเปล่า อย่างที่นี่เป็นตรา “ตูร่า”(ชี้ไปที่ตราสัญลักษณ์ที่ติดอยู่บนอาคารไม้ข้างมัสยิดบางอ้อ สถานที่สัมภาษณ์) ประเทศไทยผมกล้าพูดว่าผมเป็นคนยืนยันให้ข้อวินิจฉัยเรื่องนี้เป็นคนแรกน่ะ ตรานี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของใจกลางโค้ดออฟอาร์ม(ตราแผ่นดิน)ของออตโตมัน เป็นลายเซ็นของคอลีฟะห์ ในสมัยอุสมานียะห์ ส่วนโค้ดออฟอาร์ม ตราแผ่นดินของอุสมานียะฮ์เต็มรูปซึ่งเป็นประหนึ่งตราของเดาละฮ์โลกมุสลิม ผมพบ3 แห่งในเมืองไทย ที่มัสยิดต้นสนหลังเดิม ที่มัสยิดแม่บาง และมัสยิดอัสสลาหียะฮ์หลังเก่าที่รื้อไปเมื่อราว 30 ปีที่แล้ว ผมมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศราว 20 ประเทศ อาณาจักรโลกมุสลิมอยู่หลายแห่ง อย่างตุรกีผมไปมาตั้งสองสามครั้งผมไปอยู่เป็นเดือนๆ สเปนผมไปมาแถวอันดาลูเซีย เมืองคอโดบา แกรนาดา

อย่างพระที่นั่งอภิเษกดุสิตซึ่งเป็นวังที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่อยู่ด้านหลังของพระที่นั่งอนันตสมาคมนี่นะ เป็นงานสไตล์อันดาลูสเลย มีคนไปถ่ายรูปแล้วบอกว่ามีเป็นงานสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศษนะ แต่ที่จริงไม่ใช่ นี่คืออันดาลูเซีย คือสเปนยุคมุสลิมเลยแบบวังแขกมัวร์ที่แกรนาดา เพียงแต่ว่ามันถูกจำลองมาในประเทศไทย และเป็นวังที่สวยงามหลังหนึ่งในเขตพระราชฐานเลย เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมพาพวกตุรกีไปดู เค้าอเมสซิ่งมากว่ามาได้ไง

มีร่องรอยมุสลิมอยู่เยอะมากในแผ่นดินไทย แม้กระทั่งตราแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ 5 ตรากริชไขว้หมายถึงมลายูประเทศ หมายถึงหัวเมืองมลายูเป็นองค์ประกอบสำคัญของสยาม ตราช้างสามเศียร หมายถึง สยามประเทศ ตราช้าง หมายถึงล้านนาหรือลาวประเทศ นี่คือการยอมรับของการมีอยู่จริงของคนหลายชาติพันธ์หลายอัตลักษณ์ในแผ่นดินไทย

ผมมีข้อมูลเรื่องโลกมลายูที่อยู่ในจิตรกรรมฝาผนัง บานประตูหน้าต่างวัด วัง เยอะแยะเลย แต่ไม่มีใครรู้ มีร่องรอยของหลายชาติพันธุ์มากทั้งเติร์ก ทั้งโมกุล จีน ผมแบ่งกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมไทยเป็น 7 กลุ่ม คือ 1 มลายู ก็มีทั้ง ที่มาจากปัตตานี กาเดาะห์ อินโดนีเซียแยกย่อยได้ประมาณ 10 กลุ่มย่อยนะ 2 ก็เป็นกลุ่มจีน จีนที่อยู่ทางภาคเหนือ แล้วก็จีนที่เข้ามาในสยามตั้งแต่ในสมัยเจิ้งเหอเดินทางเข้ามา เป็นประวัติศาสตร์มุสลิมจีนในประเทศไทยสมัยอยุธยา รัตนโกสินทร์ตอนต้น  3 กลุ่มโมกุล เป็นอาณาจักรมุสลิมโบราณเป็นพวกอินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ อัฟกานิสถาน มีประวัติศาสตร์ยาวนาน 400-500 ปีในประเทศไทย 4 แขกจาม เข้ามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย 5 พวกเปอร์เชีย เข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยา 6 พวกเติร์ก ก็พวกตุรกี ออตโตมัน 7 กลุ่มอาหรับ ก็ 7 กลุ่มชาติพันธุ์แขกในแผ่นดินสยาม

หลังจากค้นคว้ามาหลายปี ได้คำตอบกับตัวเองหรือยังว่า เป็นใคร มาจากไหน
                ผมเกิดที่สุเหร่าอาจารย์เซ็ง(มัสยิดอัลอิสติกอมะห์ ทุ่งครุ) ลูกหลานที่นี่เลย อาจารย์เซ็งนี่น้องกี(ตา)ผม ตระกูลผมฝ่ายหนึ่งเป็นคนปากลัด ที่จริงคนแถวทุ่งครุทั้งหมดนี่มาจากสุเหร่าปากลัด เมืองพระประแดง สุเหร่านี้เก่าแก่มาก เราก็สืบค้นประวัติ ที่จริงชุมชนปากลัดมาอยู่ที่พระประแดงเป็นชุมชนแรกๆ เลยนะ ก่อนมอญมาอยู่อีก พวกมุสลิมมาอยู่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 น่าจะมาตั้งแต่สมัยปัตตานีแตกราวๆ ปี พ.ศ. 2329 แล้วพวกนี้ก็เป็นพวกทหาร พวกนักวิชาการ เขาไม่เอาเข้าไปไว้ในเขตพระนครก็เลยตั้งชุมชนที่เขตปากแม่น้ำ ก็คือบ้านปากลัด คลองลัดหลวง ต่อมารัชกาลที่ 2 ก็เอามอญมาอยู่  มอญมาในฐานะกษัตริย์ส่งมาก็ได้เป็นเจ้าเมือง แต่มุสลิมอยู่มาก่อน ก็จะดูจากการตั้งชุมชนของมุสลิมพระประแดง มุสลิมอยู่ในทำเลดีหมด อยู่ในที่ดอน ที่ทำนาได้ มอญต้องข้ามแม่น้ำไปอีกฝากหนึ่ง

อีกฝั่งหนึ่งก็มาจากคลองบางหลวง กะฏีขาว คือแม่ของอาจารย์เซ็ง มาจากกะฏีขาว ผมถึงบอกว่าถ้าเราย้อนไปดูตระกูล เราก็อยู่มาเป็นสิบๆ ชั่วอายุคนเหมือนกันนะ ตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์แล้วก็ย้อนไปกรุงศรีอยุธาได้ด้วย

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Halal Life Magazine ฉบับ กุมภาพันธ์ 2555

sukree-01

Comments

comments

Related Articles

About author View all posts Author website

Halal Life

Halal Life

Halal Life Magazine เว็บไซต์แม๊กกาซีนที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งวิถีชีวิตของมุสลิมที่มีไลฟสไตล์ในแบบฮาลาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การแนะนำร้านอาหารฮาลาล และการเดินทางท่องเที่ยวแบบฮาลาล

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *