ใครที่พลาดตอนแรก ติดตามชมตามลิงค์ข้างล่างครับ

การเดินทางครั้งสำคัญสู่ “มักกะฮ์” ดินแดนแห่งพันธสัญญา ตอนที่ 1

 

วันที่ 1 ก.ค 2557 /  3 รอมฎอน  1435

หลังละหมาดอัสริ(บ่ายสามโมง) วันนี้ผมได้นัดกับอาจารย์ที่พักด้วยกัน กับรูมเมทอีกคนในห้อง ว่าจะไปเดินดูสถานที่ประวัติศาสตร์ต่างๆรอบมัสยิดนาบาวีย์กันอีกครั้ง ทุกคนตอบตกลง หลังจากทุกคนประกอบศาสนกิจกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้เดินไปกล่าวสลาม(ประสาทความสันติ)แด่ท่านศาสดามุฮัมมัด และท่านคอลีฟะฮ์(กาหลิบ)อบูบักร ท่านคอลีฟะฮ์(กาหลิบ)อุมัร ณ สุสานของท่านอีกครั้ง ตรงบริเวณทางออก ที่เดินออกไปจะเจอสุสานบาเกียะฮ์พอดี ถ้าหากเดินตรงมาจากประตูบาบุสสลาม ผ่านมิฮรอบ(สถานที่นำละหมาดของอิหม่าม) และผ่านเขตเราเฎาะของท่านศาสดา เวลาตอนนั้นเหลือเฟือ เกือบ 4 ชั่วโมง ถึงจะได้เวลาละศีลอด(ที่ซาอุดี้ฯ จะละศีลอดประมาณ 19.10น. เนื่องจากฤดูร้อนที่นั่น กลางวันจะยาวกว่ากลางคืน) หลังจากได้กล่าวสลามแด่ท่านศาสดาและสาวกของท่าน ก็ได้เข้าไปซียาเราะฮ์(เยี่ยมเยียน)สุสานบาเกียะฮ์กันต่อ

ภายในมัสยิด โดมสีเขียวเหนือมัสยิดนาบาวีย์ เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงสถานที่ฝังพระศพของท่านศาสดามุฮัมมัด

บริเวณนี้คือด้านหน้าของเฎาซิอะฮ์ ซึ่งเป็นรอยต่ออาคารมัสยิดนาบาวีย์หลังเก่ากับอาคารหลังใหม่ที่ถูกต่อเติมและสร้างขึ้น ในรัชสมัยกษัตริย์ฟาฮัด บินอับดุลอะซีซ อัลซาอู๊ต ของซาอุดี้ นับได้ว่าการขยายมัสยิดนาบาวีย์ที่นครมาดีนะฮ์  รวมทั้งการขยายมัสยิดฮารอมที่มหานครมักกะฮ์ในช่วงเวลานั้น เป็นการขยายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และผู้นำของโลกมุสลิม

กษัตริย์ฟาฮัด จึงได้พระราชสมัญญานามว่า “خادم الحرمين الشريفين” (คอดิมุล ฮารอมมัยต์ อัชชารีฟัยต์) หมายถึง ผู้ปกครอง 2 มัสยิดอันศักดิ์สิทธิ์ คือมหานครมักกะฮ์และนครมาดีนะฮ์  เช่นเดียวกับพระอนุชาของท่าน  ปัจจุบันคือกษัตริย์ อับดุลลอฮ์ บินอับดุลอะซีซ อัลซาอู๊ต ที่มีพระราชสมัญญานามนี้เช่นเดียวกัน

 

 

บริเวณมิฮรอบ(สถานที่นำละหมาดของอิหม่าม) เดินมาจากประตูบาบุสสลาม จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนเฝ้ารักษาความปลอดภัยอยู่
ตั้งแต่บริเวณนี้ถึงสุสานท่านศาสดามีเจ้าหน้าที่ตำรวจกับเจ้าหน้าที่ประจำมัสยิดอยู่เยอะพอสมควร

(มือสั่นไปหน่อย กลัวโดนยึดโทรศัพท์เหมือนกัน  ฮ่าๆ )

 

 

ผ่านบริเวณเขตเราเฎาะฮ์ของท่านศาสดา ที่เห็นพี่น้องมุสลิมกำลังละหมาดกันอยู่ ส่วนผนังสีเขียวด้านขวานั้น คือบริเวณสุสานของท่าน
สังเกตุผ้ากั้นข้างหลัง เจ้าหน้าที่กำลังเตรียมกั้นผ้า การเข้าซียาเราะฮ์(เยี่ยมเยียน)ไว้สำหรับมุสลิมะฮ์(ผู้หญิง)โดยเฉพาะ เพื่อจะให้ผู้หญิงได้เข้ามาละหมาดในบริเวณเราเฎาะฮ์และกล่าวสลามแก่ท่านศาสดาอย่างเท่าเทียมกันเหมือนผู้ชาย

บริเวณอาคารมัสยิดนาบาวีย์หลังเก่านี้ ลวดลายบนโดม เสาตามมัสยิด หรือรอบห้องที่ฝังพระศพของท่านศาสดามุฮัมมัด ในอดีตถูกบูรณะขึ้นใหม่ในรัชสมัยคอลีฟะฮ์(กาหลิบ) สุลต่าน สุลัยมาน แห่งจักวรรดิอิสลามอุษมานียะฮ์ (ออตโตมาน เติร์ก)ที่ปกครองครอบคลุมแคว้นฮิญาซ (ปัจจุบันคือประเทศซาอุฯ)และเมืองสำคัญทางศาสนาอิสลาม ทั้งมหานครมักกะฮ์ รวมถึงนครมาดีนะฮ์ เมื่อหลายร้อยปีก่อน ปัจจุบันยังคงมีให้เห็น

 

 

เบื้องหน้ากูบุร(สุสาน) ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ช่องที่2 (ทำให้ผมน้ำตาคลออีกครั้ง T_T )
(ชื่อวงกลมสีเขียว เรียงกันตามลำดับคือ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ๊อลฯ ท่านอบูบักร และท่านอุมัร ร.ฎ )

 

 

ออกจากสุสานท่านศาสดา มุ่งตรงสู่สุสานบาเกียะฮ์ อย่างที่เคยกล่าวในกระทู้แรกไปแล้วว่า สุสานบาเกียะฮ์ เป็นสถานที่ฝังร่างของ บรรดาภรรยาท่านศาสดา บรรดาอะฮ์ลุลบัยต์(วงศ์วาน เครือญาติ)  บรรดาศอฮาบะฮ์(อัครสาวก)ของท่าน รวมถึงชาวเมืองมาดีนะฮ์ และผู้แสวงบุญที่มาเสียชีวิตที่นี่

สุสานบาเกียะฮ์นี้ ไม่อนุญาตให้ผู้เข้ามาซียาเราะฮ์(เยี่ยมเยียน)  อ่านดูอา(บทขอพร) เว้นแต่อนุญาติให้กล่าวสลาม(ประสาทความสันติ)เท่านั้น ในสุสานบาเกียะฮ์ จะไม่มีการสลักชื่อบุคคลบ่งบอกบนแผ่นหิน หรือตกแต่งหลุมฝังศพ  แม้กระทั้งหลุมศพ ภรรยาท่านศาสดา บรรดาวงศ์วานเครือญาติ รวมทั้งสาวก  หรือผู้ปกครองอาณาจักรอิสลาม อย่างท่านคอลีฟะฮ์(กาหลิบ)อุษมาน บินอัฟฟาน ซึ่งถูกฝังอยู่ ณ ที่นี่   ก็เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการเคารพจนเกินเลย หรือเพื่อขอความสิริมงคล(บารอกัต)จากหลุมฝังศพ และเพื่อไม่ให้ยกย่องบุคคลนั้นจนเลยขอบเขตของศาสนาอิสลาม

ถึงแม้จะดูไม่ออกว่าหลุมศพไหนเป็นที่ฝังท่านใด แต่พอจะเดาได้ไม่ยาก เพราะจากที่ดูรอบๆ สุสาน ถ้าหากเป็นหลุมฝังศพบุคคลสำคัญๆของศาสนา จะมีเจ้าหน้าตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่ดูแลบริเวณสุสานบาเกียะฮ์จะยืนเฝ้าสังเกตการณ์อยู่  แต่จะไม่ตอบคำถามเรื่องอื่นๆ เช่นถ้าหากไปถามหลุมฝังศพบุคคลสำคัญอยู่ตรงบริเวณใด ก็คงไม่ได้รับคำตอบแน่นอน  สำหรับใครคิดจะทำอุติกรรมกระทำการขัดกับหลักการศาสนา อาจมีความผิดและโดนจับได้  ที่นั่นใช้กฎหมายอิสลาม(ชารีอะฮ์ อิสลามียะฮ์) จะทำอะไรคิดหน้าคิดหลังและผลที่ตามมาให้ดีๆ แต่ก็มีผู้แสวงบุญบางคน  ที่พกแผนที่ลายแทงส่วนตัวเข้ามาเพื่อจะหาหลุมฝังศพบุคคลสำคัญ ส่วนประเด็นว่าจะใช่จริงรึป่าวนั้น อันนี้คอนเฟิร์มไม่ได้นอกจากจะถามเจ้าหน้าที่ดู แต่เจ้าหน้าที่ร้อยทั้งร้อยจะปฎิเสธและไม่ให้ข้อมูลใดๆเลย

 

 

cr. Asmaul-husna-exhibition-madinah

แดดค่อนข้างแรงเหมือนทุกวันที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคเหมือนที่มาในตอนแรก เพราะเริ่มปรับตัวกับสภาพอากาศที่นี่กันได้บ้างแล้ว หลังเข้าไปเยี่ยมเยียนและกล่าวสลาม(ประสาทความสันติ) แก่ชาวสุสานบาเกียะฮ์เสร็จ ก็เดินตรงมาจากตลาดนัดชั่วคราวหน้าสุสานบาเกียะฮ์ออกมา เดินย้อนกลับมา จะผ่านโดมสีเขียวของมัสยิดนาบาวีย์ เดินเลียบมัสยิดมาเรื่อยๆ  ได้เจออาคารสถานที่จัดนิทรรศการซึ่งตั้งอยู่ทางซ้ายมือ จึงได้มีโอกาสเข้าไปชม นิทรรศการนี้มีชื่อว่า “อัสมาฮ์อุลฮุสนา” หรือ 99พระนามของอัลลอฮ์ รวมทั้งชีวประวัติของท่านศาสดามุฮัมมัด  หรือถ้าหากใครหาไม่เจอสถานที่จัดนิทรรศการจะตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของมัสยิดนาบาวีย์  ค่าเข้าชมฟรี ไม่เสียค่าใช่จ่าย
 

ภายในจะมีการจัดแสดงภาพ 99พระนาม และคัมภีร์อัลกุรอาน แปลความหมายภาษาอังกฤษ พร้อมภาพกราฟฟิคดีไซด์ที่สอดคล้องกับในสิ่งที่คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆมากมาย

 

 

พระนามส่วนหนึ่ง จาก 99 พระนามของอัลลอฮ์

 

 

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พระนามของอัลลอฮ์ พระเจ้าแห่งสากลโลกนั้น มีพระนามทั้งหมด 99 พระนาม (วัลลอฮุอะลัม)
ที่เห็นในภาพ คือ2พระนาม จากทั้งหมด99 พระนามของพระองค์ (ภาษาอาหรับอ่านจากขวาไปซ้าย) คือ

الخالق  (อัลคอลิก)   หมายถึง ผู้คิดประดิษฐ์สิ่งที่สร้างทั้งหลายโดยไม่มีแบบลอกเลียนมาก่อน

الخلاق (อัลคอลลาก) หมายถึง ผู้ที่คิดประดิษฐ์และสร้างสิ่งต่างๆโดยความสามารถของพระองค์

 

 

ส่วนนึงในนิทรรศการ ที่เห็นในภาพคือสิ่งคัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าว ในบทที่ 6 ของโองการที่ 59  ความว่า

“ที่พระองค์นั้นมีบรรดากุญแจแห่งความเร้นลับ โดยที่ไม่มีใครรู้กุญแจเหล่านั้น นอกจากพระองค์เท่านั้น และพระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน และในทะเล และไม่มีใบไม้ใด ร่วงหล่นลงนอกจากพระองค์จะทรงรู้มัน และไม่มีเมล็ดพืชใด ซึ่งอยู่ในบรรดาความมืดของแผ่นดิน และไม่มีสิ่งที่อ่อนนุ่มใด และสิ่งที่แห้งใด นอกจากจะอยู่ในบันทึกอันชัดแจ้ง”

With Him are the keys of the Unseen the treasures that none knoweth but He. He knoweth whatever there is on the earth and in the sea. Not a leaf doth fall but with His knowledge: there is not a grain in the darkness (or depths) of the earth nor anything fresh or dry (green or withered) but is (inscribed) in a Record Clear (to those who can read).

 

 

ภาพนี้กำลังสื่อให้เห็นถึง มดที่กำลังหาอาหาร ดังคัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าว ในบทที่ 11 ของโองการที่ 6  ความว่า

“ไม่ว่าสัตว์ตัวใดที่อยู่ในผืนแผ่นดินเว้นแต่อัลลลอฮ์จะประทานปัจจัยยังชีพแก่มัน และทรงรับรู้ถึงที่พำนักของมันและที่พักชั่วคราวของมัน ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในบันทึกที่ชัดแจ้งแล้ว”

There is no moving creature on earth but its sustenance dependeth on Allah. He knoweth the time and place of its definite abode and its temporary deposit: All is in a clear Record.

 

 

หลังจากได้เยี่ยมชมนิทรรศการ 99 พระนามแล้ว  ได้เข้าไปชมนิทรรศการชีวประวัติท่านศาสดามุฮัมมัดกันต่อ ภายในสถานที่จัดนิทรรศการมีการแสดงชีวประวัติของท่านมากมาย  มีการจำลองโมเดลนครมาดีนะฮ์ในอดีต

 

 

โมเดลจำลองมัสยิดนาบาวีย์

เมื่อครั้งที่ชุมทิศละหมาดยังหันไปสู่บัยตุลมักดิส(เยรูซาเล็ม) สถานที่ตั้งของมัสยิดอักซอ ก่อนที่มีพระบัญชาจากพรผู้เป็นเจ้าเปลี่ยนไปสู่ทิศที่ตั้งของบัยตุลลอฮ์ หรือวิหารกะบะฮ์ ที่มหานครมักกะฮ์ในเวลาต่อมา  ส่วนด้านขวา คือบ้านของท่านหญิงอาอิชะฮ์ (ร.ฎ) ภรรยาท่านศาสดา จะอยู่ทางด้านหลังของมัสยิด

 

 

ถัดมาเป็นการจำลอง บริเวณภายในมัสยิดสมัยท่านศาสดา ระหว่างมิมบัร(สถานที่อ่านบทธรรมเทศนา)ถึงบ้านของท่านศาสดา ที่เรียกว่า”เขตเราเฎาะฮ์”

 

 

ดูนิทรรศการชีวประวัติท่านศาสดากันเรียบร้อยแล้ว ตอนนั้นเวลาประมาณ 17.30น. อาจารย์กับรูมเมทได้กลับไปโรงแรมเพื่อเตรียมตัวมาละศีลอดที่มัสยิดที่จะมีขึ้นในเวลา19.15น.  แต่ผมไม่ได้กลับด้วย คิดว่าจะกลับก็ตอนละศีลอด และละหมาดมักริบ(หลังทุ่มสิบห้า)เลยทีเดียว  ช่วงระหว่างที่รอเวลาละศีลอดก็ได้เดินดูบรรยากาศหน้าลานมัสยิดไปเรื่อยๆ เริ่มเห็นผู้แสวงบุญนั่งจับจองที่กันเยอะแล้ว ระหว่างเดินสำรวจดูบรรยากาศรอบๆ ไม่ไกลจากอาคารที่จัดนิทรรศการหลังอาคาร ได้เห็นสวนหย่อมเล็กๆสวนนึง ซึ่งอยู่หลังอาคารจัดนิทรรศการไปเล็กน้อย  สวนหย่อมนี้มีชื่อเรียกว่า “ซากีฟะฮ์ บนิ ซาอีดะฮ์”

สาเหตุที่เรียกว่า ซากีฟะฮ์ บนิซาอีดะฮ์ กับเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาตร์

ในวันที่ท่านศาสดามุฮัมมัด วะฟาต(เสียชีวิต) กลับคืนสู่ความเมตตาของอัลลอฮ์นั้น สถานที่แห่งนี้  เป็นสถานที่ประชุมของชาวอันศอร(มาดีนะฮ์) ที่ได้เรียกประชุมเรื่องการเลือกตั้งผู้นำ(คอลีฟะฮ์)ของอาณาจักรอิสลามคนต่อไป เพราะอาณาจักรจะว่างเว้นผู้นำผู้ปกครองไม่ได้ ในระหว่างที่การจัดการมัยยิต(ศพ)ของท่านศาสดามุฮัมมัดยังไม่เสร็จสิ้น จึงได้มีการประชุมเรื่องนี้ที่ศาลาประชาคม ซากีฟะฮ์ ของเผ่าซาอีดะฮ์ ซึ่งมี อิบนุอุมาดะฮ์ จากเผ่าค๊อจร๊อจ เป็นผู้นำในการประชุม  ประชาชนชาวอัลศอร(มาดีนะฮ์ )รวมถึงชาวมูฮาญีรีน(มักกะฮ์) ต่างออกมารับฟังถึงการเลือกผู้นำคนต่อไป ยกเว้นตระกูล”บนิฮาชิม”ผู้ซึ่งเป็นตระกูลเชื้อสายของท่านศาสดา ที่อยู่ในช่วงโศกเศร้าและไว้ทุกข์กันอยู่

จากที่ประชุมได้มีมติเลือกผู้ที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งเป็นคอลีฟะฮ์(กาหลิบ) ผู้นำอาณาจักรและศาสนจักรอิสลาม คนต่อไป
คือ ท่านอบูบักร อัศศิดดิ๊ก (ร.ฎ)  ประชาชนชาวเมืองที่มาเฝ้าดูการเลือกผู้นำ เมื่อทราบว่าท่านอบูบักรได้รับการคัดเลือกเป็นผู้นำรัฐอิสลามคนต่อไป ต่างได้เข้าให้สัตยาบัน(บัยอะฮ์) แก่ท่านอบูบักรในทันที  ทุกคนที่อยู่ที่นั่นรวมถึงชาวอัลศอร(มาดีนะฮ์)และชาวมูฮาญีรีน(มักกะฮ์)ต่างทยอยเข้ามาจับมือและให้สัตยาบัน(บัยอะฮ์) ให้การยอมรับถึงการเป็นผู้นำของท่านอบูบักร  การให้สัตยาบัน ณ ซากีฟะฮ์ในช่วงเวลานั้น เรียกว่า “บัยอะตุล คอจเซาะฮ์” หมายถึงการให้สัตยาบันเฉพาะ ในวันรุ่งขึ้นท่านอบูบักร ได้เข้าไปนั่งบนมิมบัร(สถานที่อ่านบทธรรมเทศนา)ในมัสยิด เพื่อให้ชาวเมืองเข้ามาให้สัตยาบันต่อท่าน พิธีการการให้สัตยาบันอย่างเปิดเผยในมัสยิดนาบาวีย์นั้นเรียกว่า บัยอะตุล อุมมะฮ์ หมายถึงการให้สัตยาบันที่ยิ่งใหญ่

ท่านอบูบักร อัศดิดดิ๊ก เป็นคอลีฟะฮ์(กาหลิบ)ท่านแรก ที่ปกครองอาณาจักรอิสลามต่อจากท่านศาสดามุฮัมมัด ท่านเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 63ปี ดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์ เป็นเวลา 2 ปี กับ 10 วัน  หลังจากท่านอบูบักรเสียชีวิต ท่านอุมัร อิบนิค๊อตฎ๊อบ ก็ได้รับการคัดเลือกขึ้นเป็นคอลีฟะฮ์(กาหลิบ)ท่านที่2 ในการปกครองอาณาจักรเป็นคนต่อไป

cr.taibanet

 

 

6 โมงเย็น  อีกชั่วโมงนิดๆ ได้เวลาละศีลอดกันแล้ว ผมได้เข้าไปยังมัสยิดนาบาวีย์เพื่อหาที่นั่งละศีลอด แต่กว่าจะเข้าไปได้ต้องเดินฝ่าวงเด็กๆ และเจ้าภาพจัดเลี้ยงอาหารละศีลอดที่คอยยืนเชินชวนอยู่บริเวณหน้าทางเข้ามัสยิดและตลอดทางเดินภายในมัสยิด ตอนแรกกะว่าจะเข้าไปละศีลอดในตัวอาคารมัสยิดที่ใกล้อิหม่ามนำละหมาดมากที่สุด แต่ไปๆมาๆ ไม่รอดอีกแล้วครับ ฮ่าๆ  สุดท้ายมาจบลงบริเวณนี้

 

 

ระหว่างนั่งรอเวลา บางคนก็ได้นั่งอ่านอัลกุรอาน บ้างก็นั่งซิกรุลลอฮ์(กล่าวคำรำลึกถึงพระเจ้า) บ้างก็นั่งขอดูอา(ขอพร)

 

 

หลังจากจากได้ละศีลอดและละหมาดมักริบเรียบร้อยแล้ว ทางเจ้าภาพจัดเลี้ยงอาหารละศีลอด(อาหรับซาอุดี้ ที่ยืนด้านซ้าย)ได้แจกแถม อินทผลัมสด พร้อมกาวาฮ์(กาแฟอาหรับ)ให้ผมกลับไปกินที่โรงแรมต่อ  เรียกได้ว่างานนี้ อิ่มยกกำลัง 2

 

 

บรรยากาศหลังละศีลอดภายในมัสยิดนาบาวีย์

 

 

เส้นทางระหว่างเดินกลับสู่โรงแรมที่พัก สองข้างทางจะเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย รวมทั้งห้างบินดาวูด สัญลักษณ์ด้านซ้าย ใครที่เดินทางมาทำทำฮัจย์หรืออุมเราะฮ์ทุกคนต้องรู้จักห้างนี้แน่นอน

 

 

อิ่มหนําสําราญจากมัสยิดแล้ว มาอิ่มอีกทีกับอาหารบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรมจัดเลี้ยงกันอีก ระหว่างที่นั่งคุยกับพี่ๆ ในกลุ่ม ได้มีการแจ้งมาจากแซะฮ์(หัวหน้ากรุ๊ป) และจากอาจารย์ที่เป็นวิทยากรในกลุ่มมาว่า พรุ่งนี้เช้าทางคณะจะนำฮุจยาต(ผู้แสวงบุญ) ออกไปซียาเราะฮ์ (เยี่ยมเยียน)สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของอิสลาม รอบนครมาดีนะฮ์  หลังแซะฮ์ได้แจ้งโปรแกรมสำหรับพรุ่งนี้เป็นที่เรียบร้อย  จึงกลับไปพักผ่อนบนห้องและทำธุระส่วนตัวสักแปป เสร็จแล้วก็มุ่งหน้าไปสู่มัสยิดเพื่อประกอบศาสนกิจละหมาดอีชาและละหมาดตารอเวียะฮ์(หลัง3ทุ่มยาวจนถึงเที่ยงคืน)กันต่อ

 

 

23.40 ใกล้เที่ยงคืน หลังหลังหมาดตารอเวียะฮ์ คืนนี้ได้เดินสำรวจ หน้ามัสยิดนาบาวีย์  มาจากประตู King Fahd Gate ซึ่งเป็นประตูเข้าออกประตูใหญ่ ตรงวงเวียนหอนาฬิกา

 

 

สองข้างทางเต็มไปด้วยโรงแรมที่พักระดับ5ดาว อย่างโรงแรม Madinah Hilton แถวห้างTaiba  ด้านหน้าของห้างฎอยบาจะเป็นร้านขายอาหารฟาสฟู๊ตชื่อดังมากมาย เช่น KFC หรือร้าน Hardee’s แบรนด์ดังจากอเมริกา แม้แต่ ร้านกาแฟ Starbuck  ที่นี่ก็ยังมี แต่ร้านฟาสฟู๊ตที่นี่จะขายแบบแพคกลับบ้าน ไม่มีที่สำหรับนั่งกิน  ก็เลยจัดKFC กับ Starbuck อย่างละเซตกลับไปทานที่โรงแรม หลังละหมาดตารอเวียะฮ์ทุกคืน จะคึกคักเต็มไปด้วยการช๊อปปิ้งของผู้แสวงบุญ เนื่องจากกลางคืนอากาศไม่ร้อนมากเหมือนตอนกลางวัน

 

 

รอบมัสยิดนาบาวีย์ บรรยากาศจะเป็นเช่นนี้ทุกคืน

 

 

โซนด้านนอก จะเต็มไปด้วยโรงแรมที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร ตลอดเส้นทาง

 

 

เดินสำรวจ เลยหาซื้อของฝากทีห้าง Taiba ฝากญาติๆ ไปในด้วย  ออกจากห้าง ตี 2  จึงกลับโรงแรม เพราะอีกชั่วโมงครึ่ง ต้องตื่นขึ้นมากินข้าวซะโฮร(อาหารก่อนละศีลอด)

 

 

2 ก.ค 2557 / 4 รอมฎอน 1435

ตี 03.20 นาฬิกาปลุกดัง ล้างหน้าแปรงฟัน ลงไปทานอาหารซะโฮร เสร็จแล้วขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว สดชื่นขึ้นมาหน่อย แต่น้ำก็ยังร้อนเหมือนเดิม  เตรียมตัวเพื่อไปละหมาดศุบฮิ(ช่วงเช้า)  หลังกลับจากละหมาดศุบฮิเสร็จได้กลับมางีบต่อ ในเช้าวันนี้ทางกลุ่มจะมีการออกไปซียาเราะฮ์ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อิสลาม ผมรู้สึกตัวอีกที 7 โมงแล้ว  รีบลุกขึ้นไปล้างหน้า แต่งตัว คิดว่าตัวเอง สายเป็นคนสุดท้ายของกลุ่มแน่ๆ แต่งตัวเสร็จปั๊บไม่รอช้ารีบลงรอ ตรงInformation จุดนัดรวมกลุ่ม แต่อัลฮัมดูลิลลาฮ์(สรรเสริญพระเจ้า) ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ลงมา รอดตัวไป ฮ่าๆ แต่อยากให้รู้ไว้ว่า ถ้าหากเดินทางเป็นกลุ่ม เรื่องเวลาเป็นสิ่งสำคัญมากน่ะครับ พยายามอย่าให้เกิดเรื่องเบบนี้ขึ้นดีที่สุด

8 โมงเช้า วันนี้ ทางแซะฮ์(หัวหน้ากรุ๊ป) พร้อมผู้แสวงบุญทั้ง 30 กว่าชีวิต เดินทางไปซียาเราะฮ์(เยี่ยมเยียน) มัสยิดกุบาฮ์เป็นที่แรก  ตั้งอยู่ห่างจากมัสยิดนาบาวีย์ประมาณ 4 กิโล  มัสยิดกุบาฮ์ เป็นหลังแรกที่ท่านศาสดามุฮัมมัดได้สร้างขึ้น หลังจากท่านอพยพ(ฮิจเราะฮ์)จากมหานครมักกะฮ์ มาสู่นครมาดีนะฮ์

 

 

ภายในมัสยิดกุบาฮ์ ถึงจะเป็นตอนเช้า เริ่มเห็นผู้แสวงบุญจากหลายประเทศ เดินทางมาเยือนมัสยิดกันแล้ว

หลังละหมาดเสร็จ ระหว่างที่ถ่ายรูปในมัสยิดไปเรื่อย เดินผ่านเจ้าหน้าที่ประจำมัสยิด เค้าถามว่า คุณเป็นชาวอิมิเรสต์(UAE)เหรอ ?  แต่ผมไม่ได้แต่ตอบ ได้แต่ยิ้มให้ ตั้งแต่ที่มาอยู่มาดีนะฮ์ ถ้าหากมีชาวซาอุดี้ถามว่ามาจากประเทศอะไร ถ้าไม่ได้ตอบว่ามาจากไตยแลนดีย์(คนไทย) ชาวอาหรับเดาว่าผมเป็นโอมานี่(ชาวโอมาน) ไม่ก็เป็นอิมารอตี(อิมิเรสต์) 2 ประเทศนี้หล่ะ ไม่ดูเป็นอื่นเลย

 

 

การขับร้องอนาชีด(บทการขับร้องต้อนรับท่านศาสดา)ชื่ออนาชีดว่า”ฎอลาอัน” ของชาวอันศอร(มาดีนะฮ์)
แสดงให้เห็นถึงวันที่ท่านศาสดาอพยพ(ฮิจเราะฮ์)มาถึงนครมาดีนะฮ์ โดยมีชาวเมืองต่างออกมาต้อนรับกันอย่างมากมาย
และการกำหนดศักราชของศาสนาอิสลาม เริ่มนับตั้งแต่ท่านศาสดาอพยพ(อิจเราะฮ์)มาสู่นครมาดีนะฮ์  เนื่องจากเหตุการณ์นี้หล่ะครับ

 

ออกจากมัสยิดกุบาฮ์ ก็มุ่งหน้าสู่มัสยิดกิบละตัยต์กันต่อ ระยะทางจากมัสยิดกุบาฮ์ ไปยังมัสยิดกิบละตัยน์ ประมาณ 8 กิโล
เมื่อถึงมัสยิดกิบละตัยน์ แต่ก็ไม่ได้ลงจากรถ อาจารย์ที่เป็นวิทยากรในกลุ่มก็บรรยายประวัติความเป็นมาของมัสยิด

 

ประวัติมัสยิดกิบละตัยน์(มัสยิดสองชุมทิศ)

ในระยะแรกนั้นท่านศาสดามุฮัมมัด และบรรดามุสลิม เมื่อละหมาดจะหันหน้าไปทางบัยตุลมักดิส(เยรูซาเล็ม) สถานที่ตั้งของมัสยิดอักซอ ปัจจุบันอยู่ที่ปาเลสไตน์  วันหนึ่งท่านนบีได้มาละหมาดปกติ ท่านหันหน้าไปทางบัยตุลมักดิส อย่างที่ท่านเคยปฏิบัติมา ขณะที่ท่านทำละหมาดอยู่นั้น ได้มีพระบัญชาโองการลงมายังท่านให้เปลี่ยนทิศจากบัยตุลมักดิสไปยังทิศที่ตั้งของบัยตุลลอฮ์ หรือวิหารกะบะฮ์ที่มหานครมักกะห์แทน ท่านจึงได้หันหน้าไปสู่ทิศที่ตั้งของบัยตุลลอฮ์ทันทีสำหรับรอกาอัต(จำนวนครั้งละหมาด)ที่เหลือ และมุสลิมก็หันหน้า ไปทางบัยตุลลอฮ์จนถึงปัจจุบัน  ท่านศาสดาและบรรดามุสลิมในยุคนั้น ได้ผินหน้าไปยังทิศบัยตุลมักดิส ที่ตั้งของมัสยิดอักซอ ถึง17เดือน ก่อนที่มีพระบัญชาเปลี่ยนไปยังวิหารกะบะฮ์แทน

cr.fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net

 

 

หลังจากได้ฟังประวัติมัสยิดกิบละตัยน์กันแล้ว ทางคณะได้พาไปยังภูเขาอุฮุด ซึ่งเป็นสมรภูมิสู้รบที่สำคัญในประวัติศาสตร์อิสลาม จากมัสยิดกิบละตัยน์สู่สถานที่ตั้งของภูเขาอุฮุด ระยะทางประมาณ10 กิโล
สมรภูมิอุฮุด ตั้งอยู่ทางเหนือของนครมาดีนะฮ์ อัลมุเนาวเราะฮ์ ความยิ่งใหญ่ของภูเขาอูฮุด ที่กินพื้นที่กว้างถึง 3 กม. ยาว 7กม. จุดสูงที่สุดประมาณ 1 กม เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ในอิสลามทีมุสลิมควรเรียนรู้และจดจำ

 

 

สมรภูมิอุฮุดในประวัติศาสตร์

วันเสาร์ที่  7  เดือนเชาวาล  ปีที่ 3 แห่งฮิจเราะห์ศักราช หรือค.ศ 625 เกิดสงครามอุฮุด ณ เชิงเขาอุฮุด ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของนครมาดีนะฮ์ โดยฝ่ายกุร็อยซ์(มักกะฮ์) ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นกุฟฟาร(ผู้ปฎิเสธศรัทธา)มีทหารถึง 3,000 คน นำโดยอบูซุฟยาน ส่วนฝ่ายมุสลิมมีทหารแค่ 700 คน เท่านั้น

สาเหตุการเกิดสงครามอุฮุด

พวกกุร็อยช์(มักกะฮ์)ไม่อาจจะลืมความพ่ายแพ้อย่างยับเยินที่ฝ่ายตนได้รับในสงครามบะดัรที่ผ่านมาได้(สงครามบะดัรมุสลิมได้รับชัยชนะ) ทำให้หัวหน้าบางคนของพวกเค้าอย่างเช่นอบูญะฮช์และอุตบะฮได้ถูกฆ่าตายไปในการต่อสู้ครั้งนั้น นับแต่นั้นมาก็มีเสียงกู่ก้องแก้แค้นดังขึ้นทั่วหุบเขาแห่งมักกะฮ์ นอกจากนั้นการที่ลูกหลานบนิฮาชิม(ตระกูลท่านศาสดา)มีอำนาจสูงขึ้นภายใต้การนำของท่านศาสดาก็ยังเป็นที่บาดใจของพวกอุมัยยะฮ์อีกด้วย ดังนั้นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนสองสาขาของตระกูลกุร็อยช์คือพวกบนิฮาชิมกับอุมัยยะฮฺจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ในปีที่ 3 แห่งฮิจญ์เราะฮฺพวกกุร็อยช์(มักกะฮ์)ได้เคลื่อนกองทัพมีจำนวน 3,000 คนภายใต้การนำของอบูซุฟยานตรงมายังนครมาดีนะฮ์หลังจากเดินมาได้สิบวันก็มาถึงหุบเขาอะกีก ซึ่งอยู่ห่างไปทางทิศตะวันตกของนครมาดีนะฮ์ประมาณ5ไมล์ และได้ตั้งค่ายอยู่ที่เชิงเขาอุฮุดซึ่งอยู่ทางเหนือของมาดีนะฮ์ ภายในภูเขามีถ้ำกว้างพอที่จะบรรจุคนได้หลายพันคน เมื่อท่านศาสดาได้ข่าวว่า กองทัพพวกกุร็อยช์เคลื่อนมาจึงได้สั่งให้บรรดาศอฮาบะฮ์ สาวกของท่านเตรียมตัวไว้ ท่านศาสดาต้องการจะรับศึกในเมือง แต่บรรดาทหารหนุ่มทั้งหลายนั้นกระตือรือร้นต้องการจะออกไปรับมือข้าศึกที่นอกเมือง เป็นเหตุให้ท่านศาสดาต้องตัดสินใจยกทัพออกนอกนครมาดีนะฮ์ ฝ่ายมุสลิมมีทหารจำนวน1,000 คน แต่ในระหว่างทางหัวหน้ามุนาฟิก(ผู้กลับกลอก)คือ อับดุลลอฮ อิบนุ อุบัยด์ กับพรรคพวกของเค้าจำนวน 300 คนได้ละทิ้งกองทัพไปกองทัพของฝ่ายมุสลิมจึงเหลือเพียง 700 คนเท่านั้น กองทัพมุสลิมเคลื่อนทัพมายังภูเขาอุฮุดและใช้ถ้ำในภูเขาเป็นที่ตั้งค่ายทหาร ท่านศาสดาได้ตัดสินใจที่จะต่อสู้ตรงส่วนโค้งด้านนอกของภูเขาและได้สั่งให้ทหารธนูจำนวน 50 คนเข้าประจำที่บนเนินเขาอัยนัยน์ เนินเขาบริเวณอุฮุด ทหารแม่นธนูเหล่านั้นร่วมกับทหารม้ากองเล็ก ๆ จะเป็นผู้คอยคุ้มครองทางผ่านระหว่างภูเขาอุฮุดกับเนินเขาอัยนัยน์ ไม่ให้ฝ่ายข้าศึกโจมตีมาจากด้านหลังกองทัพมุสลิมได้ เมื่อฝ่ายกุร็อยช์รู้ว่ากองทัพของฝ่ายมุสลิมมาถึงแล้ว ก็ออกมารับมือด้วยกองทหารราบทั้งหมดกับกองทหารม้าอีกครึ่งกองภายใต้การนำของอิคริมะฮ์ ส่วนทหารม้าอีกครึ่งกองภายใต้การนำของแม่ทัพคอลิด บินวาลีด(ขณะนั้นยังไม่ได้รับอิสลาม) จะอ้อมไปโจมตีฝ่ายมุสลิมจากด้านหลัง

ในระหว่างการสู้รบตอนแรกฝ่ายมุสลิมได้ชัยชนะ แต่ยังไม่ทันที่การรบจะสิ้นสุดลง พลทหารธนูเห็นว่าใกล้ชนะ เพราะกองทัพฝ่ายศรัตตรูหนีกระเจิงแล้ว จึงได้ลงมารุกไล่ฝ่ายศัตรูและช่วยกันเก็บทรัพย์สินสงครามโดยละทิ้งหน้าที่ ทั้งๆที่ท่านศาสดาได้สั่งแล้วว่าห้ามละทิ้งหน้าที่เป็นอันขาดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น กองทัพฝ่ายมุสลิมจึงระส่ำระสายไม่เป็นระเบียบ แม่ทัพคอลิด บินวาลีด เห็นได้โอกาสจึงลอบเข้าโจมตีกองทัพมุสลิมจากด้านหลัง ทำให้ฝ่ายมุสลิมพ่ายแพ้แตกกระจัดกระจายไป ท่านศาสดาพยายามที่จะนำพวกเขากลับมาแต่ก็ไม่สำเร็จ ฝ่ายกุร็อยช์ได้ขว้างก้อนหินมายังท่านศาสดาจนทำให้ท่านล้มลงบนพื้นดิน ทำให้ท่านบาดเจ็บไปหลายส่วนของร่างกาย ท่านพยายามลุกขึ้นแต่ก็ล้มลงไปอีกในหลุมที่พวกกุร็อยช์ขุดดักไว้ ท่านอาลีและท่านฏ็อลฮะฮ์ก็ได้พยุงท่านให้ลุกขึ้นมา และในเวลานั้นมีข่าวลือไปว่าท่านศาสดาถูกฆ่าแล้ว อันที่จริงนั้นท่านเพียงแต่ตกใจไปเท่านั้น  ท่านได้ไต่เข้าไปซ่อนในถ้ำบนภูเขาอุฮุดซึ่งกองทัพส่วนใหญ่ของท่านกำลังรออยู่ ฝ่ายมุสลิมสูญเสียชีวิตเป็นซะฮีด(มรณะสักขี)กว่า 70 คน ในสงครามนี้มีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเกิดขึ้นกล่าวคือ นางฮินด์ซึ่งเป็นภรรยาของอบูซุฟยานได้ทำร้ายศพชาวมุสลิมโดยการตัดหู ตัดจมูกอย่างบ้าคลั่ง และที่น่าเศร้าที่สุดนางได้ผ่าท้องท่านฮัมซะฮ์ซึ่งเป็นลุงของท่านศาสดา ควักตับออกมาเคี้ยวกิน เพื่อแก้แค้นที่ท่านฮัมซะฮ์ได้ฆ่าญาติพี่น้องของนางในสงครามบะดัรครั้งที่แล้ว

 

 

สุสานของท่านฮัมซะฮ์ บินอับดุลมุฎฎอลิบ ลุงของท่านศาสนา ในบริเวณสมรภูมิอุฮุด

 

 

เนินเขาอัยนัยน์ หน้าสุสานท่านฮัมซะฮ์  ที่ประจำการของพลธนูในสงครามอุฮุด

 

 

นอกจากอุฮุดเป็นสถานที่ทำสงครามในสมัยท่านศาสดาแล้ว ในแง่ของการได้รับผลบุญ เรื่องของการละหมาดญานาซะฮ์(ละหมาดขอพรให้แก่ศพ) ท่านศาสดาได้กล่าวไว้ความว่า พระองค์อัลลอฮ์จะทรงให้ผลบุญแก่ผู้ที่ละหมาดญานาซะฮ์เ(คนที่ละหมาดขอพรให้แก่ศพ)เท่ากับภูเขาอุฮุดหนึ่งลูก หากเดินไปส่งมัยยิต(ศพ)ที่สุสาน จะได้ผลบุญเท่ากับภูเขาอุฮุดอีกหนึ่งลูก ดังนั้นหากเราเนียต(เจตนา)ไปละหมาดญานาซะฮ์ด้วยความบริสุทธิ์ นั่นแหละที่พระองค์อัลลอฮ์จะตอบแทนผลบุญให้แก่เรามากมายเท่ากับภูเขาอุฮุด เห็นภูเขาอุฮุดรึยัง ผลบุญก็เท่านั้นเลยล่ะครับ

 

 

ซียาเราะฮ์(เยี่ยมเยียน)และขอดูอา(ขอพร)ให้กับบรรดาชูฮาดาฮ์(ผู้เสียชีวิตในหนทางของพระเจ้าหรือมรณะสักขี) ณ สมรภูมิอุฮุดกันแล้ว
ทางคณะได้พาไปยังสวนอินทผลัม เป็นโปรแกรมสุดท้ายของวันนี้  ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากอุฮุดนครมาดีนะฮ์ขึ้นชื่อเรื่องอินทผลัม โดยเฉพาะพันธ์อัจวะฮ์ อินทผลัมเม็ดสีดำ เป็นพันธ์ที่ท่านศาสดาได้รับประทานเป็นประจำอีกทั้งมีสรรพคุณเป็นยารักษาและป้องกันไสยศาสตร์มนต์ดำได้อีกด้วย(มีบันทึกอยู่ในสายรายงาน) อัจวะฮ์มีหลายราคาขึ้นอยู่กับขนาดและถูกกว่าเมืองไทยมากกว่าครึ่ง อัจวะฮ์ที่มาดีนะฮ์ กิโลละ 40-80 ริยาล ประมาณ 400-800  ที่เมืองไทยตกกิโลละไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันขึ้น ดังนั้นหากใครไปถึงมาดีนะฮ์แล้ว สิ่งหนึ่งที่จะต้องซื้อกลับมาให้ได้ คืออินทผลัมพันธ์อัจวะฮ์  อัจวะฮ์ของแท้ต้องมีเส้นสีขาวหลายเส้นคล้ายรอยแตกอยู่บนลูก

cr.elafgroup.com

อินทผลัมพันธ์อัจวะฮ์

 

พนักงานขายอินทผลัมร้านที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวปากีสถาน ค่อนข้างใจดี เลยคุยกันถูกคอ และสามารถขอหยิบชิมอินทผลัมกันได้ตามแต่จะต้องการ แต่เนื่องจากกำลังอยู่ในช่วงถือศีลอด ผมจึงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ แต่มีพี่ผู้หญิงในกลุ่มที่ไม่สามารถถือศีลอดเนื่องจากมีประจำเดือน ผมเลยให้พี่เค้าช่วยชิม ว่าราคาไหน รสชาติเป็นไง พี่เค้าต้องแอบหลบเดินไปชิมให้หลังร้านที่ละสายพันธ์ ฮ่าๆ นึกแล้วขำทุกที สรุปได้มา7กิโล อัจวะฮ์ขนาดกลาง ตกกิโลละ 50 ริยาล ตีเป็นเงินไทยประมาณ 3,500 บาท เป็นของฝากแจกญาติๆ เนื่องจากอยู่ในช่วงรอมฎอนพอดี และเป็นของฝากและอาหารละศีลอดชั้นเยี่ยม  แต่ถ้าหากต้องการซื้ออิทผลัมสดพันธ์ติดก้านกลับบ้าน แนะนำให้ซื้อที่มักกะฮ์จะดีกว่าครับ เพราะจะเหมาะสมต่อการเก็บรักษาดีกว่า เป็นไปได้ควรซื้อวันที่ใกล้กลับ อาจจะ2-3วันก่อนหน้า เพราะถึงบ้านจะสุกงอมพอดี

cr.c2.staticflickr.com

 

 

บ่าย2โมง ออกจากสวนอินทผลัม ถึงโรงแรมผมเอาของไปเก็บและไปเดินทางมัสยิด เนื่องจากยังไม่ได้ละหมาดดุฮริ(ช่วงเที่ยง) เข้าไปประกอบศาสนกิจ นั่งรอจนถึงละหมาดอัสริ(บ่าย3โมงครึ่ง)

 

 

วันนี้ได้เข้าไปละหมาดในบริเวณอาคารมัสยิดหลังเก่าด้านใน  อยู่ด้านหลังของห้องที่ฝังพระศพของท่านนบี ระหว่างที่นั่งรอละหมาดอัศริ จะเห็นด้านซ้ายจะเป็นพื้นที่ยกสูงประมาณเหนือเข่าเล็กน้อย ตอนหลังทราบมาว่าในสมัยยุคท่านศาสดา บริเวณนั้นเป็นชายคาของมัสยิดนาบาวีย์  หรือที่เรียกกันว่า อะฮ์ลุสซุฟฟะฮ์ เป็นสถานที่พำนักของศอฮาบะฮ์(สหาย)ผู้จดบันทึกรายงานจริยวัตร(ฮาดิษ)คนสำคัญของท่านศาสดาคือ ท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ รอฎิยัลลอฮุอัลฮุ ที่รายงานฮาดิษไม่ต่ำกว่า5,374 ฮาดิษ ในสมัยท่านคอลีฟะฮ์(กาหลิบ)ที่2 อุมัร อิบนิค๊อบฎ๊อบ ได้แต่งตั้งให้ท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ เป็นผู้ปกครองเมืองบะฮ์เรน(ประเทศบาห์เรนในปัจจุบัน)  ต่อมาในยุคสมัยท่านคอลีฟะฮ์ อาลี บินอบีฎอลิบ กาหลิบท่านที่4 ได้แต่งตั้งท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ขึ้นเป็นผู้ปกครองนครมาดีนะฮ์ อัลมุเนาวเราะฮ์  ถือได้ว่าอบูฮุรอบเราะฮ์เป็นศอฮาบะฮ์รุ่นอวุโสท่านหนึ่ง ท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ มีชีวิตอยู่หลังจากท่านศาสดามุฮัมมัดวะฟาต(เสียชีวิต)ไปแล้ว 47ปี

cr.kolayarapca1.wordpress

 

หลังละหมาดอัศริ(บ่าย3โมง)เสร็จสิ้นลงแล้ว ผมก็กลับมายังโรงแรมเพื่อมาพักผ่อนเอาแรงสักหน่อย เพราะเมื่อคืนได้นอนแค่ไม่กี่ชั่วโมง
ตื่นขึ้นมา5 โมงเย็น นอนไม่ค่อยหลับ ล้างหน้าแปรงฟัน อาบน้ำละหมาด เตรียมตัวเพื่อไปร่วมละศีลอดที่มัสยิดนาบาวีย์ วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ได้ละศีลอดที่นี่ เพราะพรุ่งนี้เช้า จะออกเดินทางไปมหานครมักกะฮ์ เพื่อเข้าสู่พิธีอุมเราะฮ์กันแล้ว ผมจึงอยากเก็บและสัมผัสบรรยากาศครั้งสุดท้ายไปนานๆ ไม่รู้ว่ารอมฎอนปีไหน จะได้มาสัมผัสความสุขแบบนี้อีก ต่อให้เดินทางมาประกอบพิธีฮัจย์ก็ยังไม่ได้สัมผัสและเห็นบรรยากาศสุดพิเศษแบบนี้ เพราะไม่ใช่เดือนถือศีลอด จะเห็นแค่บรรยากาศทั่วๆไปเท่านั้น วันนี้กะว่าจะเดินไปหน้าลานมัสยิดฝั่งประตูใหญ่อีกครั้ง เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่มาดีนะฮ์ ช่วงใกล้ละศีลอดยังไม่เคยเดินไปทางด้านนั้นเลย

 

 

เดินออกจากที่พัก เห็นผู้แสวงบุญต่างทยอยกันมุ่งสู่มัสยิดกันเยอะแล้ว เดินผ่านร้านค้าต่างๆ ได้ยินเสียงเปิดอัลกุรอาน ตลอดเส้นทาง ข้างถนนจะเห็นมีจิตศรัทธายืนแจกอาหารละศีลอด แจกผลไม้ นมสด อินทผลัม ที่ขนมาเป็นเข่งๆ แก่ผู้แสวงบุญอยู่เป็นระยะ บางครอบครัวยกกันมาแจกทั้งบ้าน  ได้ยินวัยรุ่นมาดีนะฮ์ตะโกนว่า”ซาบิ้ลๆ” มาจากคำเต็มๆว่า (سبيل الله)  ซาบีลิลลาฮ์ หมายถึง ในหนทางของพระเจ้า หรือการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อพระเจ้า รวมถึงการแจกอาหารละศีลอดด้วย ถ้าหากอยู่มาดีนะฮ์และมักกะฮ์ ถ้าได้ยินเสียงคำว่าซาบิ้ล รู้ได้เลยว่าบริเวณนั้นมีการแจกอาหารกันอยู่ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ดีมากๆ ที่นี่ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างชนชั้น ไม่ว่าคนรวยหรือคนจน ก็ได้รับการปฎิบัติอย่างเท่าเทียมกัน

 

 

เดินเข้ามัสยิดเพื่อหาที่ละศีลอด โดนเจ้าภาพสองข้างทางเรียกอยู่เป็นระยะๆ มีบางคนเรียกผมว่าเชคด้วย (คิดในใจ ที่เรียกเชค ดูการแต่งกายหรือหน้าแก่ว่ะ ฮ่าๆ) บางทีเดินอยู่ดีๆเด็กมาจับแขนพาไปหาที่นั่งให้ เข้าไปในมัสยิดว่าจะเดินเข้าไปลึกๆหน่อย แต่สุดท้ายมาจบลงบริเวณแถวนี้เหมือนเช่นเคย

 

 

อาหารละศีลอด ที่เจ้าภาพจัดเลี้ยงวันนี้ มีอินทผลัมทั้งแห้งและสด ขนมปัง กาวาฮ์(กาแฟอาหรับ) น้ำซัมซัม โยเกิร์ต นมอูฐ และมีผงคล้ายสมุนไพร ทราบมาว่า เป็นยาระบายอย่างดีของชาวอาหรับที่ผสมกินกับโยเกิร์ต  จริงๆแล้วชาวซาอุดี้ โดยเฉพาะชาวมาดีนะฮ์ พวกเค้ากินขนมปังเป็นอาหารหลัก มากกว่ากินข้าว ภายนอกมัสยิดที่จัดเลี้ยงพวกข้าวหมกแกะ ข้าวหมกแพะ หรือข้าวหมกอูฐ ส่วนใหญ่ที่เห็นเป็นคนจากชมพูทวีป(อินเดีย,ปากิสตาน,บังกลาเทศ) จะกินข้าวเป็นอาหารหลัก

 

 

ระหว่างนั่งรอเวลาละศีลอด มีการอ่านคัมภีร์อัลกุรอานกันอย่างให้เห็นอยู่มากมาย

 

 

ละศีลอดพร้อมละหมาดมักริบ(ช่วงทุ่มสิบนาที)เสร็จแล้ว ผมเดินกลับโรงแรมเพื่อไปกินอาหารบุฟเฟ่ต์ที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้
และก็กลับมายังมัสยิดเพื่อละหมาดอีชา(ช่วงสามทุ่ม)และละหมาดตารอเวียะฮ์(ละหมาดที่มีเฉพาะในเดือนรอมฎอน)อีกครั้ง เสร็จละหมาดตารอเวียะฮ์เกือบเที่ยงคืน ได้เดินเก็บบรรยากาศคืนสุดท้ายที่นี่อยู่สักพัก  ก่อนกลับที่พักได้หาซื้อชุดเอียะฮ์รอม  ซึ่งเป็นชุดที่ใช้ระหว่างประกอบพิธีอุมเราะฮ์ เป็นภาพสีขาว2 ผืน ไม่มีรอยเย็บติดกัน กับเข็มขัดรัดผ้าสำหรับไว้นุ่ง ร้านค้าทุกร้านจะมีขาย แกะออกมาดูสภาพพร้อมใช้งาน เพราะมีการทำความสะอาดมาแล้ว ราคาจะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่เนื้อผ้า ของผมต่อจากราคาที่ตั้ง 50 ริยาล ได้มา30 ริยาล (ประมาณ 300 บาท)  จริงๆจะต่อมากกว่านี้แต่สงสารเจ้าของร้าน ฮ่าๆก่อนกลับที่พักผมได้นั่งคุยกับเพื่อนชาวมาดีนะฮ์ ชื่ออับดุลเราะฮ์มาน ที่นั่งขายซิมการ์ด เน็ต 4G ให้แก่ผู้แสวงบุญ  ร้านเป็นแผงเล็กๆอยู่บริเวณหน้าโรงแรมที่ผมพัก จริงๆรู้จักกันตั้งแต่วันแรกที่มาถึงแล้ว เพราะไปซื้อซิมการ์ดเล่นเน็ต นั่งคุยกันถูกคอ แถมนั่งขายซิมให้ไปในตัวด้วย พอดีพี่ๆในกลุ่มที่เพิ่งกลับมาจากซื้อของฝากให้ทางบ้าน เดินผ่านพอดี เลยแซวโชว์สเต็ปการขายซิม พูดเป็นภาษาอาหรับ ตอนแรกก็ไม่มีใครรู้ เพราะไม่ทันสังเกต ทุกคนคิดว่าเป็นเด็กซาอุที่ขายซิม สักพักผมพูดไทยกลับไป หันมาตกใจ ขำกันยกใหญ่ คิดว่าอาหรับพูดไทยได้ ฮ่าๆ  ที่ซาอุฯ ร้านค้าส่วนใหญ่จะพูดภาษามลายูได้มากกว่า และคล่องกว่าภาษาอังกฤษ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อ ขาช๊อป เป็นมุสลิมจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และชาวไทยมุสลิม3จังหวัดชายแดนใต้ที่นิยมพูดมลายูกัน โดยเฉพาะคนไทยเรา ซื้อกันจริงๆ กระเป๋าแต่ล่ะคนมาอยู่ไม่ถึงอาทิตย์ ออกลูกออกหลานกันเต็ม เรียกได้ว่ามุสลิมอาเซียนเป็นลูกค้ารายใหญ่ของที่นี่ไม่แพ้ ชาวเติรก์ ชาวชมพูทวีป และชาวอาหรับก็ว่าได้ สำหรับใครที่พูดอาหรับ และอังกฤษไม่ได้ ไม่มีปัญหา ฝึกแค่ภาษามลายู ภาษาเดียวก็รอดแล้ว

 

 

ตี3 ตื่นขึ้นมากินอาหารซะโฮร(อาหารก่อนเริ่มถือศีลอด) จัดการธุระส่วนตัวเตรียมตัวอาบน้ำ ไปละหมาดศุบฮิ(ช่วงตี4ครึ่ง) ทางกรุ๊ปได้แจ้งอีกรอบว่า วันนี้ตอนสายเวลา10 โมง จะออกเดินทางเข้ามักกะฮ์ หลังละหมาดศุบฮิเสร็จขอให้ทุกคนจัดกระเป๋าเตรียมสัมภาระให้พร้อม หลังจากไปละหมาดศุบฮิที่มัสยิดนนาบาวีย์ ซึ่งถือว่าเป็นวักตู(เวลา)สุดท้ายที่นี่ ผมได้ขอดูอา(ขอพร)ให้ได้เดินทางมาเยือนนครอันสำคัญนี้อีกหลายๆครั้ง พร้อมกับขอให้ได้เดินทางมาประกอลพิธีฮัจย์โดยเร็ววัน โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งเจตนา(เนียต)ทุกคน

 

 

9 โมงเช้า ลุกขึ้นจัดกระเป๋า อาบน้ำแต่งตัว ใส่น้ำหอม ก่อนที่จะครองชุดเอียะรอม(ชุดครองศีลสีขาว) ซึ่งเป็นชุดที่ใช้เข้าประกอบพิธีอุมเราะฮ์

หลังจากสวมใส่ชุดเอียะรอมแล้ว จะไม่อนุญาติให้ใส่น้ำหอม หรือเจตนาทำให้เส้นผมขนหลุด และไม่ละเมิดข้อห้ามต่างๆระหว่างที่ครองเอียะรอมอยู่ จนเสร็จสิ้นพิธี ชุดเอียะรอม(ชุดครองศีล) คือผ้าขาวสองผืน ที่ไม่เย็บติดกัน หนึ่งผืนสำหรับนุ่ง ส่วนอีกหนึ่งผืนสำหรับใช้ห่มตัว โดยใช้เข็มขัดในการรัดผ้าสำหรับนุ่ง

ข้อห้ามขณะครองเอียะห์รอม(ครองศีล)

สำหรับฮุจยาต(ผู้แสวงบุญ)ชาย
ห้ามปิดศีรษะ ทั้งหมดหรือบางส่วนของศีรษะ
ห้ามพูดจาหยาบคาย ไร้สาระ การนินทา การทะเลาะวิวาท
ห้ามสวมใส่ด้วยเครื่องนุ่งห่มที่เย็บติดกัน หรือทอต่อกัน เช่นกางเกง กางเกงใน เสื้อ เป็นต้น
ห้ามสวมรองเท้า แบบหุ้มส้นเท้า และปลายนิ้วเท้า
ห้ามสวมใส่ เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับที่เป็นวงกลม หรือ เย็บต่อกันเป็นวง

สำหรับฮุจยาต(ผู้แสวงบุญ)ผู้หญิง
ห้ามสวมเครื่องแต่งกายแบบปิดใบหน้า  เว้นเฉพาะใบหน้ากับฝ่ามือทั้งสอง แต่กรณีที่อยู่ร่วมกับผู้ชายที่ไม่ใช่มะฮ์รอม(บุคคลที่ไม่สามารถแต่งงานกันได้ เช่นพ่อ พี่ชาย น้องชาย) อนุญาติให้ปิดใบหน้าได้
ห้ามปิดฝ่ามือ ด้วยการสวมใส่ถุงมือ
ไม่ห้ามเสื้อผ้าที่ตัดเย็บ หรือทอติดกัน
ห้ามพูดจาหยาบคาย ไร้สาระ การนินทา การทะเลาะวิวาท
เครื่องหอม เครื่องประทินผิว
ทั้งฮุจยาต(ผู้แสวงบุญ)ผู้ชาย และผู้แสวงผู้หญิง ห้ามใส่ หรือพรมน้ำหอม หรือ เครื่องสำอางที่ร่างกาย เครื่องนุ่งห่ม หรือที่นอน
ห้ามมีเพศสัมพันธ์ เล้าโลม กอดจูบ
ห้ามจัดพิธีนิกะฮ์ หรือการหมั้น
ห้ามไล่ล่าสัตว์ในเขตแผ่นดินฮารอม

การใส่ครีมแต่งผม ทาเครา และทาร่างกาย
ครีมหรือน้ำมันประเภทนี้มักผลิตเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดมีกลิ่นหอม และไม่มีกลิ่นหอม สำหรับครีมหรือน้ำมันประเภทมีกลิ่นหอม ห้ามใช้ทั้งเป็นครีมแต่งผม หรือใส่ที่เครา หรือร่างกาย เช่นเดียวกันกับเครื่องหอม และเครื่องประทินผิว ส่วนประเภทที่ไม่มีกลิ่นหอม สามารถทางตามผิวกายได้ แต่ห้ามทาหรือใส่ผม หรือเครา

เกี่ยวกับการโกนผม ขนและ การตัดเล็บ
ในระหว่างครองเอียะฮ์รอม ห้ามทำลายขนทุกส่วนของร่างกาย ด้วยวิธีการใดโดยเด็ดขาด เช่น การถอน การโกน การใส่ยาให้ขนร่วง หรือวิธีการอื่น

ลักษณะการใส่ชุดครองเอียะฮ์รอม

cr.omarali.com

 

เวลา10 โมง ฮุจยาต(ผู้แสวงบุญ)พร้อมในชุดครองเอียะฮ์รอมสีขาว ส่วนผู้หญิงสีอะไรก็ได้ไม่จำกัด ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นสีขาวเช่นกัน เก็บสัมภาระเสร็จเรียบร้อย ทางคณะกว่า30กว่าชีวิต ได้ออกเดินทางโดนรถบัสปรับอากาศ รถเคลื่อนตัวออกจากโรงแรมไปช้าๆ ผมมองผ่านหน้ากระจกด้านขวามองมัสยิดนาบาวีย์แล้วใจหาย  ขณะรถมุ่งออกจากนครมาดีนะฮ์ อาจารย์ที่เป็นวิทยากรก็ได้บรรยายและแจ้งรายละเอียดสำหรับการเดินทางเข้าสู่มหานครมักกะฮ์ในครั้งนี้ โดยจะมีการไปตั้งเจตนา(เนียต)ว่าจะทำพิธีอุมเราะฮ์ ณ สถานที่ ที่ถูกกำหนดไว้สำหรับผู้ที่จะเดินทางเข้ามหานครมักกะฮ์ เพื่อประกอบพิธีฮัจย์หรืออุมเราะฮ์ เรียกว่า”มิกอต”

มีกอต ซุลฮุลัยฟะฮ์ เป็นสถานที่ตั้งเจตนา(เนียต)ครองเอียะฮ์รอม ของชาวเมืองมาดีนะฮ์หรือผู้ที่เดินทางผ่านทางมีกอตนี้ อยู่ห่างจากนครมักกะฮ์ 420 ก.ม ถือว่าเป็นมีกอตที่อยู่ห่างจากมักกะฮ์มากที่สุด จากทั้งหมดมีอยู่5มีกอต ซุลฮุลัยฟะฮ์ มีชื่อเรียกกันอีกว่า”อับยารอาลี” หรือ “วะดีลอะกีก”

มีมัสยิดชะญาเราะฮ์(ต้นไม้) อยู่ในบริเวณมีกอต ซุลฮุลัยฟะฮ์ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของนครมาดีนะฮ์ ห่างจากมัสยิดนาบาวีย์ 13 ก.ม ส่งเสริมให้ละหมาดในบริเวณนี้ สำหรับฮุจยาตผู้เดินทางไปทำฮัจย์หรืออุมเราะฮ์และได้พำนักอยู่ที่นครมาดีนะฮ์ ถ้าหากจะเดินทางเข้านครมักกะฮ์ เพื่อทำพิธีฮัจย์หรืออุมเราะฮ์ จะต้องเนียตครองเอียะฮ์รอม ณ มิกอตแห่งนี้

 

 

บริเวณภายในมิกอต

 

 

ทางคณะได้พาไปยังมัสยิด เพื่อทำการละหมาดสุนัต(ส่งเสริมให้กระทำ) ผมอาบน้ำละหมาดเสร็จก็ได้เข้าไปละหมาดสุนัตภายในมัสยิดจากนั้นได้ตั้งเจตนา(เนียต)เพื่อทำพิธีอุมเราะฮ์  ภายในมัสยิดจะมีสถานที่แยกระหว่างชายและหญิงอย่างให้เห็นชัดเจน หลังจากทุกคนได้ละหมาดและตั้งเจตนาเนียตกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ออกเดินทางไปสู่มหานครมักกะฮ์ ระยะทางกว่า 420 ก.ม ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง

 

 

เส้นทางระหว่างมาดีนะฮ์สู่มักกะฮ์ บางทีหลับๆตื่นๆ  บางทีก็กล่าวตัลบียะฮ์(ลับบัยต์กัลลอฮ์ ฮุมมาลับบัยต์ฯ) ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้กล่าวสำหรับผู้ที่เดินทางมาทำฮัจย์หรืออุมเราะฮ์ ผู้ชายให้กล่าวเสียงดังค์ ส่วนผู้หญิงกล่าวค่อยๆ สองข้างทางเป็นท้องทุ่งทะเลทรายสลับกับภูเขา บางทีก็เห็นเหวลึก และมีโอเอซิสให้เห็นอยู่ตามเส้นทาง หากใครนึกภาพไม่ออก ถนนที่ซาอุอารมณ์ประมาณ ถนนแบบ Las vegas ที่สองข้างทางแห้งแล้ง นานๆ ทีถึงจะเจอจุดพักรถ

ประมาณบ่ายโมงเศษ ทางกรุ๊ปได้จอดแวะพักที่จุดพักรถเพื่อให้ผู้แสวงบุญทำการละหมาดย่อ  โดยให้เอาเวลาดุฮริ(เที่ยง) มารวมกับเวลาอัศริ(บ่าย)
ลงจากรถปุ๊ปสัมผัสได้ถึงอากาศที่ค่อนข้างร้อนเลยทีเดียว

 

 

ติดตามต่อตอน 3 เจอกันเร็วๆนี้ครับ

 

ที่มา : Pantip.com
โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของกระทู้เรียบร้อยแล้ว

Comments

comments

Related Articles

About author View all posts Author website

Halal Life

Halal Life

Halal Life Magazine เว็บไซต์แม๊กกาซีนที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งวิถีชีวิตของมุสลิมที่มีไลฟสไตล์ในแบบฮาลาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การแนะนำร้านอาหารฮาลาล และการเดินทางท่องเที่ยวแบบฮาลาล