ต้องขอเกริ่นก่อนว่า เนื่องจากปิดเทอมมหาลัยครั้งนี้ยาวนานมาก(ปรับเข้าอาเซียน) และเดือนรอมฎอนปีนี้ เดือนถือศีลอดของชาวมุสลิม (ปลายเดือนมิถุนา-เดือนกรกฎา ที่ผ่านมา) ก็ยังอยู่ในช่วงปิดเทอม   ฉะนั้นจึงเป็นโอกาสอันดี  ที่ผมจะได้เดินทางไปเยือนดินแดนสำคัญของศาสนาอิสลาม ประเทศที่ผมจะมา Review และแชร์ประสบการณ์เป็นครั้งแรก เป็นสถานที่ ที่ชาวมุสลิมทุกคนใฝ่ฝันไว้ว่าหนึ่งครั้งในชีวิตจะต้องไปเยือนให้ได้  นั้นคือ “ซาอุดิอาระเบีย” หวังว่าการReview และการแชร์ประสบการณ์ครั้งนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจพิธีฮัจย์หรืออุมเราะฮ์ หรือว่าเพื่อนต่างศาสนิกที่สนใจเกี่ยวกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลามได้ดีทีเดียวครับ

ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย (المملكة العربية السعودية) ( อัลมัมล่ะก่ะ อัลอารอบียาฮ์ อัซซาอุดี้ยะฮ์) เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรอาหรับ หรือภูมิภาคตะวันออกกลาง มีความมั่งคั่งจากการเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก มีพรมแดนติดกับประเทศอาหรับหลายประเทศ ทิศเหนือติดประเทศอิรักและประเทศจอร์แดน ทิศตะวันออกติดประเทศคูเวต ประเทศกาตาร์ ประเทศบะฮ์เรน  ประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดประเทศโอมาน ติดอ่าวอาหรับ (อ่าวเปอร์เซีย) ทิศตะวันตกติดกับประเทศอิยิปต์  ส่วนทิศใต้ติดประเทศเยเมน  และทะเลแดง ซาอุดิอาระเบีย มีพื้นที่ 2,149,690 ตร.กม. โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย ประชากรทั้งหมด 28 ล้านคน  เมืองหลวงคือ นครริยาด (الرياض)  มีเมืองสำคัญต่างๆได้แก่ เจดดาห์ (جدة)  มักกะฮ์ (مكة المكرمة) ฎออีฟ (الطائف) มาดีนะฮ์ (المدينة المنورة) และดัมมาม(الدمام)

ด้านการเมืองการปกครอง
ซาอุดิอาระเบียมีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช  หรือระบอบราชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดทั้งทางด้านการบริหาร การปกครองและการทหาร  กษัตริย์ซาอุดี้องค์ปัจจุบันคือ กษัตริย์ อับดุลลอฮ์ บินอับดุลอะซีซ อัลซาอู๊ต  มีมกุฎราชกุมาร คือ เจ้าชาย มูคริน บินอับดุลอะซีซ อัลซาอู๊ต

ประชากรในซาอุดิอาระเบียส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม-ซุนนีย์ สำนักคิดฮัมบาลีย์(สังกัดมัซฮับ อิหม่ามอะฮ์หมัด อิบนิ ฮัมบัล) มีมุฟตี (ผู้นำศาสนาอิสลามสูงสุดแห่งซาอุฯ) ท่านปัจจุบันคือ มุฟตี ชัยค์ อับดุลอะซีซ อาล อัชชัยค์

 

 

ซาอุดิอาระเบีย เป็นประเทศที่ตั้งของเมืองศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอิสลามถึง2เมือง คือมหานครมักกะฮ์ มีชื่อเรียกเต็มๆว่า”มักกะฮ์ อัลมุกัรรอมะฮ์” (مكة المكرمة) แต่คนไทยรู้จักและนิยมเรียกกันว่า “นครเมกกะ” และนครมาดีนะฮ์ มีชื่อเรียกเต็มๆคือ “อัลมาดีนะฮ์ อัลมูเนาวเราะฮ์” (المدينة المنورة) หรือที่เรียกกันว่า “เมืองเมดินา” 2 เมืองนี้อนุญาตให้เข้าได้เฉพาะชาวมุสลิม ต่างศาสนิกจะไม่สามารถเข้าได้ ต้องขอบอกก่อนว่าการไปเยือนประเทศซาอุดี้ฯครั้งนี้ของผม เป็นการไปแสวงบุญในพิธีที่เรียกว่า”อุมเราะฮ์”

 

เริ่มแรก ผมจึงเริ่มหาข้อมูล ด้วยการหาบริษัทที่นำผู้แสวงบุญชาวไทยไปประเทศซาอุดี้ก่อน เป็นอันดับแรก หลังจากได้บริษัทที่ต้องการแล้ว ก็จัดการติดต่อสอบถามรายละเอียด ตกลงราคา วันเวลาการเดินทางต่างๆตลอดการเดินทาง และได้ทราบว่า ในปีนี้ทางการซาอุดิอาระเบียกำหนดและอนุญาติให้บริษัทนำผู้แสวงบุญชาวไทย อยู่ในประเทศซาอุได้เพียง 15 วัน ต่างจากปีที่แล้ว ที่อยู่ในซาอุดี้ได้ 20 วัน รวมทั้งวีซ่าอุมเราะฮ์รอมฎอนของคนไทยปีนี้จะออกให้แค่ช่วง 15 วันแรกเท่านั้น ส่วน15 วันหลัง จะไม่มีการออกวีซ่าให้

การเตรียมตัวก่อนเดินทาง

สำหรับประเทศไทย เนื่องจากเป็นกฎข้อปฎิบัติของประเทศซาอุดี้ กำหนดให้ผู้ที่เดินทางไปแสวงบุญ ไม่ว่าจะเดินทางไปทำฮัจย์ หรืออุมเราะฮ์ทุกคน ต้องสังกัดบริษัทที่นำผู้แสวงบุญคนไทยไป และต้องได้รับการรับรองจากรัฐบาลซาอุดี้(คล้ายบริษัททัวร์นำเที่ยว) บริษัทเหล่านี้จะจัดการเรื่องวีซ่า โรงแรมที่พัก อาหารการกิน รถรับส่ง ตลอดการเดินทางตั้งแต่ไปจนกลับถึงภูมิลำเนาของผู้แสวงบุญทุกคน หลังจากได้ติดต่อกับทางบริษัท และได้ส่งเอกสารต่างๆเพื่อขอวีซ่าอุมเราะฮ์ให้บริษัทที่เราจะเดินทางไปแล้ว ทางบริษัทก็จะมี หนังสือ บทดูอา(ขอพร) อธิบายพร้อมบอกขั้นตอนการทำพิธีตั้งแต่เริ่ม กฎข้อห้ามต่างๆ ตลอดพิธี พร้อมกระเป๋าเดินทาง 1ใบ มาให้

จากนั้น สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ ฉีดวัคซีน ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และโรคไข้กาฬหลังแอ่น ตามโรงบาลที่มีบริการรับฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นกฎของประเทศซาอุอีกเช่นกัน เรื่องสุขภาพนี้สำคัญ ก่อนไป ผมต้องฟิตร่างกายทุกวัน ตลอด1เดือน เนื่องจากพอไปถึงที่นู้น ต้องใช้กำลังกายในการประกอบพิธี และระยะทางไปกลับจากโรงแรมไปยังมัสยิดสถานที่ประกอบพิธี ระยะทางพอสมควร อีกทั้งสภาพอากาศที่นั้นตอนกลางวัน ซึ่งเดือนรอมฎอนปีนี้ ตรงกับฤดูร้อนของประเทศอาหรับ รวมทั้งซาอุดี้พอดี มีแนวโน้วว่าอูณหภูมิ อาจจะเยียบถึง 50 องศา!! ฉะนั้นสุขภาพร่างกายสำคัญมาก เพราะถ้าหากไม่สบายขึ้นมาแล้ว อาจจะไม่สามารถประกอบศาสนกิจที่นั่นได้อย่างเต็มที่และสมบูรณ์

ซาอุดิอาระเบียใช้สกุลเงิน”ริยาล” 1 ริยาลซาอุดี้ เท่ากับ 8.50 บาทไทย
สำหรับเงินริยาลซาอุดี้ ตามร้าน Super rich ทั้งเขียวและส้มบ้านเรา ไม่มีให้แลกน่ะครับ ถ้าต้องการแลกเงินสกุลอาหรับ ต้องไปแถวซอยนานา เรทค่อนข้างจะดีกว่าซาอุดี้ เพราะถ้าเราเอาไปแลกที่ซาอุดี้จะขาดทุนหน่อย ครั้งนี้ผมแลกไว้ก่อน 20,000 บาท เผื่อใช้จ่ายข้างหน้า ตีเป็นค่าเงินริยาลได้ 2,355 ริยาล

(cr.treasuryvault.com)

 

หลังจากฉีดวัคซีน โรงพยาบาลจะมีหนังสือเล่มนี้แนบมาให้ เพื่อยืนยันว่าเราได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวจริง

 

หน้าตาวีซ่าอุมเราะฮ์ ซาอุดิอาระเบียไม่มีวีซ่านักท่องเที่ยวน่ะครับ หลักๆมี วีซ่าฮัจย์ วีซ่าอุมเราะฮ์  วีซ่านักเรียน/นักศึกษา

 

27/มิ.ย//2557  วันเดินทาง
การเดินทางไปยังประเทศซาอุดิอาระเบียครั้งนี้ของผม มีผู้แสวงบุญ(ฮุจยาต)ในกรุ๊ป รวมหัวหน้ากรุ๊ป(แซะฮ์)ที่ร่วมเดินทางทั้งหมด 38 คน ซึ่งส่วนใหญ่มากันเป็นคู่ บ้างมาเป็นครอบครัว แต่ผมคนเดียว โลดๆ กรุ๊ปของเราจะบินกับสายการบินโอมานแอร์ เครื่องAirbus-A330 จะไป Transfer Flight ที่กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน และสิ้นสุดปลายทางที่ ท่าอากาศยาน อมีร มุฮัมมัด บินอับดุลอะซีซ ที่นครมาดีนะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ใช้เวลาในการบินจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ(กรุงเทพ) ไปยังท่าอากาศยานซาอี๊ด (กรุงมัสกัต)  6 ชั่วโมง  และจากท่าอากาศยานซาอี๊ด (กรุงมัสกัต) ไปยังท่าอากาศยาน อมีร มุฮัมมัด บินอับดุลอะซีซ นครมาดีนะฮ์ อีก 2 ชั่วโมงครึ่ง

 

หลังจากเครื่อง Take off สักพัก พนักงานต่อนรับบนเครื่องชาวโอมาน เสิร์ฟอาหาร พร้อมแจกมนูอาหารตามสั่ง ที่ต้องการ

 

เลยจัดมาชุดนึง อย่างที่เห็น  อาหารบนเครื่องจะมีมาให้เป็นช่วงๆ บ้างมาเป็นอาหารว่าง ตลอดระยะเวลากว่า 6 ชั่วโมงที่อยู่บนเครื่อง อิ่มมาก

 

หลังจากอิ่มได้สักพัก ก็เริ่มหาของเล่นใหม่ จากหน้าจอส่วนตัว ที่เล่นกับ Remote control , USB port ไว้สำหรับดูไฟล์รูปภาพ และชาร์ทแบตมือถือ มีฟังค์ชั่นต่างๆมากมาย ทั้งดูหนัง  ฟังเพลง เล่นเกมส์ วิทยุจากสถานีอาหรับ อัลกุรอานออนไลน์ รวมทั้งมีบริการ WIFI บนเครื่อง(เสียค่าใช้จ่าย)

 

ถึงกรุงมัสกัตเวลา 23.20 น. ตามเวลาท้องถิ่นโอมาน (ตี2.20 น. เวลาประเทศไทย ) ภายในอาคารผู้โดยสาร ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ  WIFI ฟรี ก็ใช้ได้เฉพาะซิมการ์ดของชาวโอมาน ระหว่างรอ Transfer จะหลับให้ได้ แต่กลัวเดี่ยวจะยาว ตกเครื่องขึ้นมามีปัญหาจะเป็นภาระของกรุ๊ป  ก็ได้แต่เดินดูร้าน Duty free ไปเรื่อยๆ  จนได้เวลา On board  เจ้าหน้าที่ประกาศเรียกขึ้นเครื่อง <

(www.molon.de)

 

28/มิ.ย/2557 

ออกจากสนามบินซาอี๊ด(กรุงมัสกัต) เวลาตี2.00  ตามเวลาท้องถิ่น  (ตี 5 เวลาในไทย)  รอบนี้โอมานแอร์ ลำเล็กลงมาหน่อย ใช้เจ้า Boeing 737-800ในการบิน การเดินทางสู่นครมาดีนะฮ์ (เป็นเมืองแรกที่จะเข้าพัก ก่อนเข้าสู่มหานครมักกะฮ์) เริ่มเห็นผู้แสวงบุญจากประเทศอื่นๆ อย่างอินโดนีเซีย และผู้แสวงบุญชาวโอมาน ร่วมเดินทางไปกับเที่ยวบินนี้ด้วย ไฟล์สู่มาดีนะฮ์รอบนี้เต็มลำ การเดินทางจากสนามบินซาอี๊ด กรุงมัสกัต ไปยังสนามบิน อมีร มุฮัมมัด บินอับดุลอะซีซ นครมาดีนะฮ์ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง

(www.memphistours.com)

 

หลังจากเครื่อง Take off ได้สักพัก มีแอร์สาวชาวไทย บริการเสิร์ฟอาหารมาให้ แต่ด้วยเวลาขณะนั้น ตี2.20(เวลาท้องถิ่น) กินได้นิดหน่อย อีกทั้งง่วงมาก  (นอกเรื่องสักนิด คนไทยเราทำงานสายการบินโอมานเยอะมาก ผมเจอตั้งแต่ไฟล์ไปยันกลับ ไม่ว่าจากกรุงเทพ-มัสกัต-มาดีนะฮ์-เจดดาห์-มัสกัต-กรุงเทพ) เวลาประมาณ ตี 4.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นซาอุดี้ เครื่องบินเข้าสู่เขตนครมาดีนะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย นาทีแรกมองผ่านหน้าต่างเครื่องบิน เห็นแสงไฟสีขาว ส่องสว่างมาแต่ไกล อารมณ์ตอนนั้น บรรยาย รู้สึกตื่นเต้น อย่างบอกไม่ถูก สถานที่ ที่เห็นคือ มัสยิดนาบาวีย์ (สถานที่ฝังพระศพของศาสดามุฮัมมัด)

 

5.35 น. เช้าวันที่ 28/มิ.ย/2557

ถึงสนามบินอมีรมุฮัมมัด บินอับดุลอะซีซ นครมาดีนะฮ์แล้ว  ผ่านด่าน ต.ม  รับกระเป๋าสัมภาระเสร็จเรียบร้อย  ก็ขึ้นรถบัส เดินทางสู่โรงแรมที่พัก ระยะเวลาในการเดินทางจากสนามบินมาดีนะฮ์ เข้าสู่ตัวเมือง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที  บรรยากาศที่สนามบินยังไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่าน

 

06.10 น. ถึงโรงแรมที่พัก ที่นี่จะเป็นที่พักตลอดระหว่างที่อยู่ในมาดีนะฮ์(อยู่ในมาดีนะฮ์ 5วัน) โรงแรมที่ผมพักจะอยู่แถวถนน อบู อุบัยดะห์ บิน อัลญัรรอฮ์ ( أبي عبيدة بن الجراح) เป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมัสยิดนาบาวีย์ ประมาณ200 เมตร   เมื่อเข้าสู่โรงแรมที่พัก หัวหน้ากรุ๊ป(แซะฮ์) ก็จัดการแจกคีย์การ์ดห้อง และแจ้งชื่อรูมเมทแต่ล่ะห้อง ว่าใครพักกับใคร(ใครไปเป็นครอบครัว สามารถเลือกพักห้องเดียวกันได้) ห้องที่ผมพักมีทั้งหมด3คน โรงแรมที่พักเป็นโรงแรมระดับ3ดาว แต่ผมดูแล้ว จริงๆควรจะเป็น4ดาวมากกว่า อุปกรณ์อำนวยความสะดวกพร้อมมาก ตูเย็น ทีวี โต๊ะ ตู้ เตียง อ่างอาบน้ำ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครั่น หลังจากจัดการเรื่องธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว รูมเมทห้อง (พึ่งจะมารู้จักรูมเมทที่นี้เป็นครั้งแรก)   ก็ได้ชักชวนว่า จะไปกล่าวสลาม(ประสาทความสันติ)ที่สุสานของท่านศาสดา และละหมาดสุนัต(ละหมาดเคารพมัสยิด)กัน (การละหมาดในมัสยิดนี้1ครั้ง ผลบุญ1,000เท่า พลาดได้ไง อิอิ) ซึ่งรูมเมทคนนี้ แกเองเคยเป็นศิษย์เก่าของมหาลัยที่นี่ และปีนี้ได้พาภรรยามาทำอุมเราะฮ์ อีกทั้งยังเคยประกอบพิธีฮัจย์มาแล้ว  จึงมีความชำนาญเกี่ยวกับเส้นทาง และมีความรู้ทางประวัติศาสตร์มากมายหลายอย่าง

 


มาทำความรู้จักนครมาดีนะฮ์
มาดีนะฮ์ เป็นเมือหนึ่งของประเทศซาอุดิอารเบีย เดิมชื่อว่า “ยัษริบ” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น”มาดีนะฮ์ อัลมุเนาวเราะฮ์” หลังจากท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ.ล)อพยพมาอยู่ที่นครมาดีนะฮ์    มาดีนะฮ์ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของซาอุดิอาระเบีย อยู่ห่างจากเมืองเจดดาห์ประมาณ 390 ก.ม. และอยู่ห่างจากมหานครมักกะฮ์ประมาณ 470 ก.ม. เป็นเมืองที่มีอินทผาลัมดีที่สุด และอร่อยที่สุด ฉะนั้น คนที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์และอุมเราะฮ์ทุกคนก็ว่าได้ที่ต้องเดินทางไปนครมาดีนะฮ์ ถึงแม้ว่านครมาดีนะฮ์จะไม่อยู่ในเงื่อนไขหรือกฎการทำฮัจย์หรืออุมเราะฮ์ว่าทุกคนต้องมาเยือน แต่เป็นเพราะนครมาดีนะฮ์มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากมายเช่นเป็นเมืองที่ท่านศาสดามุฮัมมัดอพยพมาและเป็นจุดเริ่มต้นของศักราชอิสลาม มี มัสยิดของท่านศาสดา อีกทั้งยังเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอิสลามในสมัยท่านศาสดาและคอลีฟะฮ์(กาหลิบ) มีหลุมศพของท่านศาสดามุฮัมมัด บรรดาอะลุลบัยต์(วงศ์วานเชื้อสายของท่านนบีมุฮัมมัด) รวมถึงบรรดาศอฮาบะฮ์(อัครสาวก)ฝังอยู่ ณ ที่นี่อีกมากมาย นครมาดีนะฮ์  ถือเป็นแผ่นดินต้องห้าม(แผ่นดินฮารอม) เฉกเช่นเดียวกับ มหานครมักกะฮ์ และไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมเข้าได้

 


ประวัติศาสตร์ระบุว่า เมื่อท่านศาสดามุฮัมมัดเดินทางออกจากตำบลกุบาฮ์นั้น อูฐที่ท่านใช้เป็นพาหนะก็พาท่านมายังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของพวก “บนีนัจญาร” (วงศ์วานของเผ่านัจญาร)และอูฐของท่านได้หมอบลงนอนโดยไม่มีใครบังคับ สถานที่ตรงที่อูฐหมอบนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของพี่น้องสองคนที่กำพร้าชื่อ ซะห์ และสุไฮล์ ลักษณะที่ดินแห่งนี้เป็นที่กว้างพอสมควร เดิมไว้สำหรับตากอินทผาลัม ต่อมาท่านศาสดา ได้เชิญเด็กทั้งสองที่เป็นเจ้าของที่ดินมาพบแล้วขอซื้อเพื่อสร้างมัสยิด แต่เด็กทั้งสองบอกว่าจะขออุทิศ(วากัฟ)ให้โดยไม่คิดมูลค่า แต่ทว่าท่านศาสดา ต้องการขอซื้อ และในที่สุดก็เจรจาตกลงซื้อขายกันเรียบร้อย ที่ดินผืนนี้บางส่วนเป็นหลุมฝังศพของพวกมุชริกีน(ผู้ตั้งภาคี)มาก่อน บางส่วนก็เป็นหลุมเป็นบ่อ และบางส่วนมีต้อนอินทผาลัมอยู่ ดังนั้นท่านศาสดาจึงสั่งให้ขุดหลุมศพออก แล้วถ้ามีซากศพก็ให้นำออกไปฝังที่อื่น ที่ตรงไหนเป็นหลุมเป็นบ่อก็สั่งให้กลบเสีย ส่วนต้นอินทผาลัมนั้นท่านก็สั่งให้ตัดออก เมื่อจัดพื้นที่เรียบร้อยแล้วท่านศาสดา จึงปลูกมัสยิดขึ้นมาโดยใช้อิฐก่อ ความสูงของอาคารนั้นสูงกว่าศรีษะเล็กน้อย ส่วนเสาของมัสยิดใช้ต้นอินทผาลัมทำ หลังคานั้นใช้ทางอินทผาลัมมามุงไว้เพื่อกันแดด การก่อสร้างนี้ท่านศาสดา ได้ลงมือทำเองร่วมกับบรดาศอฮาบะฮ์(สาวก)ของท่าน ซึ่งการก่อสร้างในครั้งแรกนั้นไม่ใหญ่โตมากนักใช้เนื้อที่เพียง 1,050 ต.ร.ม. ความยาว 35 เมตร และกว้าง 30 เมตร เท่านั้น ต่อมามีการขยายเพิ่มเติมหลายครั้ง จนปัจจุบันนี้ประมาณ 11 ครั้ง

วินาทีแรกที่ย่างก้าวเข้าสู่บริเวณมัสยิดบาวาวีย์  สัมผัสได้ถึงความเงียบสงบ ร่มรื่นของบริเวณสถานที่อันสำคัญนี้ รู้สึกขนลุกตลอดเวลา และชูโกรต่ออัลลอฮ์(ขอบคุณพระเจ้า)ที่ให้ข้าพระองค์ มาเยือนแผ่นดินมาดีนะฮ์ อันจำเริญนี้

 

ที่มาดีนะฮ์ ที่นี่ ก่อนจะเข้ามัสยิด จะมีประตูทางเข้าแยกสถานที่สำหรับชายหญิงชัดเจน เมื่อถึงเวลาประกอบศาสนกิจละหมาดจะไม่มีการละหมาดปะปนกันอย่างเด็ดขาด จะมีตำรวจทั้งชายหญิง เจ้าหน้าที่ประจำมัสยิด เฝ้าคอยดูแลสถานที่ต่างๆ แม้กระทั้งการเข้าเยี่ยมสุสานของท่านศาสดามุฮัมมัด จะมีการแบ่งเวลาเข้าเยี่ยมเป็นรอบๆสำหรับผู้หญิง  หรือถ้าหากมีผู้ชายหลุดเข้าไปในเขตผู้หญิง เจ้าหน้าที่จะไล่ทันที หรือใครที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และสร้างความวุ่นวาย อาจจะโดนตำรวจศาสนาจับได้ทุกเวลา เพราะตำรวจที่รักษาความปลอดภัยประจำอยู่บริเวณมัสยิดจะมีอยู่ทุกๆจุด

 

เดินเข้ามัสยิด ด้วยอาการสงบและสำรวมตลอดเวลา บรรยากาศในมัสยิดจะหนาวเย็นมาก เนื่องจากตามเสามัสยิดจะมีแอร์ติดตั้งฝังอยู่กับเสาทุกต้น

 

ภายในมัสยิดนาบาวีย์(มัสยิดท่านศาสดา)จะมีเขตพิเศษอยู่เขตนึงเรียกว่า เราเฎาะฮ์ คือ สถานที่อยู่ระหว่างมิมบัร (แท่นอ่านบทธรรมเทศนา)กับบ้านของท่านศาสดามุฮัมมัด(ซ.ล.) ขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ มีพื้นที่ประมาณ 330 ตารางเมตร(ท่านศาสดามุฮัมมัดเคยกล่าวว่า “พื้นระหว่างบ้านของฉันกับมิมบัรมันเป็นสวนหนึ่งแห่งสวนสวรรค์ บันทึกโดยบุคคอรี/มุสลิม) เป็นบริเวณที่ท่านนบีพำนักพักพิงอาศัยเป็นเนืองนิจขณะท่านมีชีวิต โดยเป็นที่รวมในการละหมาดญามาอะห์(กลุ่ม),ที่อบรมตักเตือน วางแผนกิจการต่างๆพร้อมกับบรรดาศอฮาบะห์(สหายของท่าน)

CR.internet

 

บริเวณที่เป็นเราเฎาะฮ์ถูกปูด้วยพรมสีเขียวและมีเสาหินอ่อนสีขาวขอบทองเป็นการแยกออกอย่างชัดเจนกับบริเวณอื่นที่ไม่ใช่เราเฎาะฮ์ ซึ่งจะปูด้วยพรมสีแดงมีเสาเป็นปูนสีครีม  ซึ่งบริเวณทางเข้านี้ มีผู้คนออกันอยู่เป็นจำนวนมากเพื่อหาทางเข้าไปละหมาดที่เราเฎาะฮ์ให้ได้ แม้จะเพียงสักครั้งหนึ่งในชีวิต และเป็นความใฝ่ฝันของบรรดาผู้แสวงบุญที่หวังว่าจะได้มีโอกาศ ได้เข้ามาละหมาดและขอพร ในเขตสวนหนึ่งแห่งสวนสววรค์ ซึ่งผมก็ได้เข้าไปละหมาดสุนัต(เคารพมัสยิด) และละหมาดสุนัตดุฮา(การละหมาดช่วงดวงอาทิตย์ขึ้น เป็นที่ส่งเสริม แต่ไม่บังคับ) เพราะช่วงเวลาที่ผมเข้าไปมัสยิด ยังเป็นช่วงเวลาเช้า และอนุญาติให้กระทำได้อยู่

เดินเข้าไปจะเจอชาติต่างๆมากมายยืนรอกัน เพื่อให้ได้เข้ามาละหมาดบริเวณนี้ ผมรอสักพักเจ้าหน้าที่ก็ปล่อยให้เข้ามาละหมาดในเขตเราเฎาะฮ์ ถ้ามีคนละหมาดในเขตเราเฎาะฮ์เต็ม เจ้าหน้าที่จะกั้นผ้ากันไม่ให้คนที่จะเข้ามาละหมาดเข้ามาก่อน แต่จะให้เข้ามาในรอบต่อไป (สังเกตเขตเราเฎาะฮ์ พรมจะสีเขียว)

 

หลังจากละหมาดสุนัตทั้ง2 เสร็จสิ้นแล้ว ผมก็เดินไปให้สลาม(การประสาทความสันติ)แก่ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวาซัลลัมที่อยู่ถัดจากเขตเราเฎาะฮ์ไปไม่กี่เมตร ตรงบริเวณนี้จะเป็นทางเดินแบบวันเวย์ เดินแล้วออก

สุสาน(กูบุร) สถานที่ฝังพระศพของท่านศาสดามุฮัมมัด(ซ.ล) หรือที่มุสลิมจะเรียกกันว่า กูบูรท่านนบี  ในอดีตคือบ้านและห้องนอนของท่าน ที่ได้อยู่อาศัยอยู่กับท่านหญิงอาอิชะฮ์ (ร.ฎ) จนท่านกลับสู่ความเมตตาของพระเจ้า และถัดจากสุสานของท่านศาสดามุฮัมมัด จะเป็นสุสานของท่านคอลีฟะฮ์(กาหลิบที่1) อบูบักร อัศศิดดิ๊ก สหาย(ศอฮาบะฮ์)คนสนิทของท่านศาสดา และถัดจากสุสานท่านอบูบักร จะเป็นสุสานของท่านคอลีฟะฮ์(กาหลิบที่2) คือท่านอุมัร อิบนิค๊อตฎ๊อบ สหาย(ศอฮาบะฮ์)คนสนิทของท่านศาสดา ก็ถูกฝังอยู่เรียงกันในบริเวณนี้ (สังเกตประตูช่องที่2ในภาพ จะมีชื่อวงกลมสีเขียว ตรงลูกกรง เรียงกัน3ชื่อ จากซ้ายไปขวา คือท่านนบีมุฮัมมัด ศ๊อลลัลลอฮู อะลัยฮิ วาซัลลัม ท่านอบูบักร อัศศิดดิ๊ก และท่านอุมัร อิบนิค๊อตฎ๊อบ)

 

ผมเดินผ่านหน้าสุสานท่านศาสดามุฮัมมัด พร้อมทั้งสหายทั้งสองท่าน พร้อมกล่าวสลาม(ประสาทความสันติ)แด่ท่านศาสดาและสหายของท่าน รู้สึกน้ำตาคอ เดินมองลอดผ่านลูกกรง จะเห็นผ้าสีเขียวปักลายจากอัลกุรอานครอบตัวสุสานไว้อีกที ตรงบริเวณนี้จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้ดูแลมัสยิดนาบาวีย์ จะยืนเฝ้าหน้าสุสานอยู่ และได้คอยบอกให้ผู้แสวงบุญเดินต่อไปอย่าหยุด จนออกประตู เพราะบางคนเดินแล้วหยุดอยู่นาน ทำให้คนอื่นๆที่อยู่ด้านหลังเกิดการออ และเบียดกัน ด้านหน้าของสุสานของท่านมีทางเดินที่พาดผ่านมาจากทางเข้าประตูบาบุสลาม และทางออกสู่ประตูทางด้านสุสานญันนาตุ้ลบาเกียะฮ์

 

หลังจากละหมาด และเยี่ยมสุสานท่านศาสดาเสร็จเรียบร้อย ก็เดินดูสถานที่รอบๆมัสยิด โดมสีเขียวเหนือมัสยิดนาบาวีย์ที่เห็น คือสัญลักษณ์ว่า เป็นสถานที่ฝังพระศพของท่านศาสดามุฮัมมัด ฝังอยู่ตรงจุดนี้  ที่เพิ่งเดินผ่านมาตะกี้ (ประตูทางออกหลังจากเยี่ยมสุสานท่านศาสดา ตรงร่มมุมขวาล่าง)

 

ถ่ายเป็นที่ระลึกสักรูป ขอเบลอหน้าหน่อยน่ะครับ

 

เดินสำรวจบริเวณรอบๆ สถานที่สำคัญไปเรื่อยๆ จนมาเจอมัสยิดท่านคอลีฟะฮ์(กาหลิบที่1) อบูบักร อัศศิดดิ๊ก  ถ้าจำไม่ผิด จะอยู่ทางด้านตลาดฝังสุสานญันนาตุ้ลบาเกียะฮ์

ในอดีตบริเวณนี้คือสนามกว้าง เมื่อถึงวันอีด(วันรื่นเริงทางศาสนาอิสลาม) ในสมัยกาหลิบ(คอลีฟะฮ์) อบูบักร อัศศิดดิ๊ก ปกครองมาดีนะฮ์ ท่านก็ได้ใช้ให้ชาวเมืองมาดีนะฮ์มาละหมาดกันตรงบริเวณนี้ เนื่องจากตัวอาคารมัสยิดนาบาวีย์ ไม่สามารถจุรองรับชาวเมืองซึ่งมีจำนวนมากได้ และสามารถที่จะให้สตรีที่ละหมาดไม่ได้ก็มาร่วมฟังบทธรรมเทศนา(คุตบะฮ์)วันอีดได้อีกด้วย  ถัดมัสยิดท่านคอลีฟะฮ์อบูบักร  มีมัสยิดท่านคอลีฟะฮ์อุมัร มัสยิดท่านคอลีฟะฮ์อุสมาน และมัสยิดท่านคอลีฟะฮ์อาลี ทั้ง4กาหลิบ(คอลีฟะฮ์)ในอิสลาม ซึ่งประวัติการก่อสร้างมัสยิด เหมือนกับมัสยิดท่านคอลีฟะฮ์อบูบักร ตั้งอยู่เรียง ใกล้ๆกัน  ชาวอาหรับถ้าหากสถานที่ไหนมีประวัติศาสตร์สำคัญๆจะมีการสร้างมัสยิดไว้เพื่อเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงที่มาและความสำคัญต่างๆได้

 

หลังเดินสำรวจบริเวณสถานที่ต่างๆอยู่สักพัก ผมก็รู้สึกคัดจมูก อาจจะเป็นเพราะฝุ่นทะเลทราย และยังปรับตัวไม่ทัน อากาศค่อนข้างร้อนแล้ว ก็เลยเดินกลับที่พัก และหาซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์ไปด้วย  ตามหน้าโรงแรมที่พักของผู้แสวงบุญ จะมีวัยรุ่นซาอุดี้ ตั้งร้านขายซิมกันตลอดสาย สามารถเลือกต่อรองราคาและเลือกแพคเก็จกันได้   สรุปของผมได้ราคามา 100 ริยาล ต่อจาก 120 ริยาล ประมาณ 900บาท พร้อมแพคเก็จ 4G  ตลอด 1 เดือน โทรกลับไทยราคาก็ไม่แพง ถือว่าโอเค แถม 4G ซาอุดี้เร็วมากด้วย

 

หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าของคืนที่ 28/มิ.ย / 2557 ตรงกับวันที่30 เดือนชะห์บาน จะเข้าสู่วันที่1เดือนรอมฎอน ฮ.ศ 1435  เดือนแห่งการถือศีลอดของมุสลิมทั่วโลก ในทางศาสนาอิสลามถือว่ากลางคืนมาก่อนกลางวัน  การถือศีลอดทั่วโลกอาจะแตกต่างกันคนละวัน เพราะในแต่ล่ะประเทศ จะต้องอาศัยการดูดวงจันทร์ในแถบประเทศตัวเอง หรือประเทศรอบข้างที่มีพรมแดน รวมทั้งเวลาที่เหมือนกัน  เดือนรอมฎอนปีนี้ของประเทศซาอุดี้และรอบๆประเทศอาหรับ เข้าวันที่ 29/มิ.ย/2557ซึ่งตรงกับประเทศไทยเราด้วย ไฮไลท์ของผมที่เดินทางมาแสวงบุญในครั้งนี้ อยู่ตรงนี้แหละครับ

หลังจากละหมาดอีชา(ช่วง3ทุ่ม) ซึ่งเป็นการละหมาดครั้งสุดท้ายของวัน(5เวลา) เสร็จสิ้นแล้ว คืนนี้เป็นค่ำคืนแรกของเดือนรอมฎอน จะมีการละหมาดเฉพาะ และเป็นการละหมาดในคืนรอมฎอนเท่านั้น เรียกว่าละหมาดตารอเวียะฮ์   ละหมาดตารอเวียะฮ์ เป็นการละหมาดสุนัต(ส่งเสริมให้กระทำ)แต่ไม่บังคับ ใครทำก็ได้ผลบุญ ใครไม่ทำก็ไม่บาป  ที่นครมาดีนะฮ์ การละหมาดตารอเวียะฮ์จะเริ่มหลังจากละหมาดอีชา มีจำนวนละหมาด 23 ครั้ง(รอกาอัต) ทำทีละ 2 (รอกาอัต) จนครบ 20 เมื่อถึงครั้งที่ 20 ให้ทำทีละ 2 อีกครั้ง และครั้งสุดท้ายเหลืออีก 1 ก็ให้ทำเพียงแค่ 1 จนครบ 23 (รอกะอัต) งงมั้ย

อิหม่ามจะทำการอ่านกุรอานในการละหมาด คืนละ 1 ยุซ (บท)และมีการดูอา(ขอพร)หลังจากเสร็จสิ้นละหมาด ใช้เวลารวมทั้งหมดประมาณ 3 ชั่วโมง เสร็จก็เกือบเที่ยงคืนพอดี  ถ้าใครเหนื่อยหรืออยากหาอะไรที่สดชื่นกิน ที่นี่จะมีบริการน้ำซัมซัมทั้งแบบเย็นและธรรมดาประจำอยู่ตามเสามัสยิดตลอดเวลา   คืนนี้เป็นคืนแรกของเดือนรอมฎอน คนค่อนข้างเยอะเนื่องจากมีชาวเมืองมาร่วมละหมาดด้วย ถ้าหากอยากเข้าไปละหมาดภายในมัสยิด ต้องรีบเข้าไปก่อนจะมีการอาซาน(ประกาศเรียกละหมาด) เพราะถ้าหากไปช่วงหลังอาซาน สถานที่ละหมาดคงจะเป็นลานทางเดินข้างนอก หรือไม่ก็บนถนนแน่นอนครับ

บรรยากาศก่อนการเริ่มละหมาดตารอเวียะฮ์ ภายในมัสยิดนาบาวีย์  นั่งรอจนจะหลับ เนื่องจากยังปรับเวลาไม่ได้ 3 ทุ่มเวลาซาอุดี้ ตรงกับตี 1 บ้านเราและแอร์ที่เย็นสบายมาก

 

เสร็จละหมาดตารอเวียะฮ์คืนแรกปุ๊ป ก็กลับโรงแรมเพื่อพักผ่อนทันที เนื่องจากคืนนี้ตอนตี 3.20 ต้องตื่นมากินซะโฮร(อาหารก่อนเริ่มถือศีลอด) อีกทั้งพรุ่งนี้เริ่มถือศีลอดเป็นวันแรก ส่วนอาหารที่โรงแรมจัดเตรียมไว้ให้เรา เป็นอาหารไทยแบบบุฟเฟ่ต์  ชาติไหนกินอาหารแบบใด เค้าจะจัดให้แบบนั้น

 

29/มิ.ย//2557 วันที่ 1 เดือนรอมฎอน ฮ.ศ 1435

ตื่นมาตี 3.30 น. ล้างหน้า แปรงฟัน ลงไปกินอาหารซะโฮร เสร็จแล้ว  รีบขึ้นมาอาบน้ำ บอกได้เลยว่าน้ำที่นี้ ร้อนมาก เนื่องจากท่อส่งน้ำของโรมแรมอยู่ใต้ดิน+อากาศที่ร้อนของซาอุดี้ ปีนี้ตรงกับฤดูร้อนเด่ะ เอาเด้  ร้อนแบบต้องเอาน้ำมาลูบตัวก่อน หรือเปิดให้เต็มอ่างอาบน้ำละอาบทีเดียว  ใครเปิดแล้วเอาน้ำมาล้างเหมือนที่บ้าน หน้าอาจจะโดนลวกได้ หลังจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย ก็ไปละหมาดศุบฮิ(ตอนเช้า)ที่มัสยิดนาบาวีย์  อากาศตอนเช้าค่อนข้างดี

เช้าวันนี้ เป็นเช้าแรกของรอมฎอน หลังจากละหมาดศุบฮิ(ตอนเช้า)เสร็จสิ้น จะเห็นพี่น้องมุสลิมทุกชาติพันธ์ จีน อินเดีย ปากี มลายู อาหรับ เปอร์เชีย ฝรั่ง อัฟริกัน ทุกสีผิว นั่งอ่านอัลกุรอานกันในมัสยิด(เพราะรอมฎอน เป็นเดือนของการประทานอัลกุรอานลงมา) บ้างนั่งซิกรุลลอฮ์(กล่าวคำรำลึกถึงพระเจ้า) ส่วนใครที่ต้องการฟังบรรยายศาสนา ที่นี้จะมีนักปราชญ์ นักการศาสนา บรรยายหลังละหมาดในตอนเช้าทุกวัน ใครที่ฟังภาษาอะไรเข้าใจ ก็สามารถนั่งฟังได้ ส่วนใหญ่ที่เห็น ภาษาหลักๆ คือ อาหรับ อูรดู และมลายู

 

คัมภีร์อัลกุรอานจะตั้งอยู่ทุกเสาๆ ในมัสยิด เพื่อให้ทุกคนๆสามารถหยิบอ่านได้อย่างสะดวก

 

จะเห็นพี่น้องมุสลิมนั่งอ่านอัลกุรอานกันทุกพื้นที่

 

ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ซ้าย ขวา หน้า หลัง บริเวณมัสยิด เจอทุกพื้นที่จริงๆ มาชาอัลลอฮ์ !

 

หลังจากหลังกลับละหมาดศุบฮิ(ตอนเช้า) ผมกลับไปก็หลับยาว รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกที ใกล้เที่ยง เพราะรูมเมทปลุก รีบอาบน้ำแต่งตัว เพื่อจะไปละหมาดดุฮริ(ช่วงเที่ยงครึ่ง) ออกจากที่พักแดดค่อนข้างแรงพอสมควร แต่ดีที่คลุมผ้าชีมัค และสวมแว่นตา ผมได้เจอกับอาจารย์ที่มากรุ๊ปเดียวกัน ตรงหน้าโรงแรม  ซึ่งแกเองพาผู้แสวงบุญมาทำฮัจย์ และอุมเราะฮ์ทุกๆปี จึงมีความชำนาญเป็นอย่างมากในการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ในเมืองนี้ ไม่ถึง 5 นาที ก็เดินถึงหน้าประตูมัสยิด อาจารย์ก็พาเดินเข้าทางประตูชื่อบาดัร เป็นประตูที่19 จากร้อยๆกว่าประตูทั้งประตูใหญ่และประตูเล็กของมัสยิด หลังจากนั้นมาประตูบาดัร เป็นประตูที่ผมเดินเข้าออกส่วนใหญ่ เนื่องจากจะจำได้ง่าย และเดินเข้าสะดวก ไม่ต้องแย่งกันเข้า และไปเดินเบียดกันตามประตูใหญ่ๆ สามารถเดินลัดเลาะไปตามทางและเข้าถึงบริเวณที่ต้องการได้อย่างสะดวก

 

พอเริ่มที่จะจับทิศทาง มุมสถานที่ต่างๆได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่จำ เข้าไปนั่งรอ สักพักเสียงอาซาน(เสียงเรียกร้องสู่การละหมาด)ดังขึ้นพอดี หลังละหมาดดุฮริเสร็จสิ้นแล้ว จากนั้นสักแปป จะได้ยินเสียงคนที่อาซาน เรียกว่ามุอัซซิน จะประกาศประมาณว่า จะมีการละหมาดญานาซะฮ์(การละหมาดขอพรให้แก่ศพ)ขึ้นแล้วน่ะ ที่นี่เป็นเรื่องธรรมดาครับ คนเยอะ มีการเสียชีวิตทุกวัน  วันละหลายๆ มัยยิต(ศพ)  ตั้งแต่ผมเดินทางมาถึงที่นี้ ทุกช่วงเวลาหลังละหมาด(ทั้ง 5 เวลา) จะต้องตามไปการละหมาดขอพรให้แก่ศพ หรือละหมาดญานาซะฮ์ทุกครั้ง อยู่ที่นี้ทำให้รำลึกถึงความตายได้ทุกเวลา

 

บ่าย 3 โมง ช่วงก่อนละหมาดอัศริ(ช่วงบ่าย) ออกจากโรงแรมมา รู้สึกอากาศจะร้อนกว่าตอนเที่ยงมาก ทั้งๆที่คลุมผ้าชีมัค และใส่แว่นกันแดดแล้ว ระหว่างเดินไปมัสยิด ก็เลยเปิดดูเครื่องวัดอุณหภูมิซ่ะหน่อย ห๊ะ ตกใจครับ ! เครื่องบอก 45 องศา(คิดในใจ แต่ไม่ได้บ่นเป็นคำออกมา) อยู่ที่นี้หลายคนที่เคยมาบอกผมทุกคนว่า มาถึงที่นี่ต้องสำรวมการพูดเป็นอย่างมาก พูดในสิ่งที่ดี สิ่งไม่ดีก็ไม่ต้องพูด เงียบดีที่สุด และคิดซะว่า ทุกวินาที ที่อยู่ที่นี่เป็นการทดสอบจากพระเจ้า ที่นี่แปลกแต่จริง ถ้าพูดอะไร จะเป็นจริงทุกอย่าง ใครบ่นว่าร้อน ก็ร้อนจริงๆ  ใครบ่นว่ากินไม่ได้ ก็ไม่ได้จริงๆ  เมื่อถึงมัสยิด ผมกะว่าเข้าไปละหมาดในเขตบริเวณที่เรียกว่า”เฎาซิอะฮ์” ซึ่งเป็นตัวอาคารมัสยิดหลังเก่า ที่ถูกสร้างและตกแต่งในสมัยจักรวรรดิอิสลามออตโตมาน(อุษมานียะฮ์)ที่ ปกครองนครมาดีนะฮ์ เมื่อหลายร้อยปีก่อน  บริเวณนี้เข้ายากเหมือนกัน เพราะคนจะเดินเข้าไปนั่งจับจองกันเร็วมาก เรียกได้ว่า ใครเห็นก่อน ก็ได้ไป ด้วยมารยาทของคนเอเชีย ไม่ว่าไทย มาเลย์ หรืออินโด เป็นชาติที่เกรงใจ ไม่กล้านั่งแทรกระหว่างกลาง ที่มีว่างอยู่นิดหน่อย เมื่อถึงเวลาละหมาดอัสริ สรุปคืออดครับ ไม่มีที่ละหมาด ต้องเดินออกมาละหมาดตรงลานข้างนอกแทน

 

บริเวณนี้ที่เรียกว่าเฎาซีอะฮ์

 

หลังจากละหมาดอัศริเสร็จแล้ว ผมมีโอกาศเดินไปเยี่ยมกูบูร(สุสาน)ญันนาตุ้ลบาเกียฮ์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า สุสานบาเกียะฮ์ โดยเดินตรงมาจากประตูบาบุสลาม  จะเจอตลาดนัดชั่วคราว เวลาเปิดหลังละหมาด จะขายพวกเสื้อผ้า เครื่องประดับ อยู่หน้าทางเข้าสุสานบาเกียะฮ์  ตลาดที่นี่ ไม่ว่าจะอยู่ตรงบริเวณไหน การซื้อขายจะคึกคักกันทุกแห่ง เรียกได้ว่าผู้แสวงบุญช๊อปปิ้งกันกระจาย

 

เดินตัดทางตลาดนัดชั่วคราวหน้าบาเกียะฮ์เข้ามา ผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามา เดินเข้าไปในสุสานจะเจอเจ้าหน้าที่ ที่ดูแลสุสานยืนเฝ้าและคอยอธิบายหน้าหลุมศพแต่ละบุคคลที่สำคัญในประวัติศาสตร์อิสลามอยู่ สุสานบาเกียะฮ์นี้อนุญาติให้ผู้ชายเท่านั้นน่ะครับที่สามารถเข้าไปได้  และไม่อนุญาติให้ผู้หญิงเข้า ดังนั้นผู้แสวงบุญผู้หญิงก็ได้แต่เกาะลูกกรงของกำแพงสุสานดูอยู่ห่างๆจากข้างนอก

 

สุสานบาเกียะฮ์ เป็นสุสานเก่าแก่ มีมาตั้งแต่ในสมัยท่านศาสดามุฮัมมัด เป็นสุสานที่ฝังบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์(วงศ์วาน เครือญาติ เชื้อสาย)ของท่านนบีมุฮัมมัด พร้อมทั้งภรรยาของท่าน และบรรดาศอฮาบะฮ์(อัครสาวก) ถูกฝังอยู่ในนี้ถึง 10,000 คน

ถ้าหากมองย้อนไปยังทางที่เดินเข้ามา จะเห็นตัวอาคารมัสยิดนาบาวีย์ อยู่ทางด้านหลัง

 

ก่อนออกจากสุสานให้ชาวปากีสถานถ่ายรูปให้  ที่ต้องปิดแบบนี้เพราะกำลังถือศีลอด+สภาพอากาศที่นั่น อีกทั้งในบริเวณสุสานบาเกียะฮ์เป็นที่โล่งแจ้งไม่มีการสร้างอาคารทับตัวสุสาน จะมีอีกทีก็ตรงทางออก ซึ่งเป็นที่พักล้างหน้าและอาบน้ำละหมาด

 

 

เยี่ยมสุสานบาเกียะฮ์เสร็จเรียบร้อย ผมก็เดินกลับโรงแรมเพื่อจะไปชาร์ตโทรศัพท์ และงีบต่อสักพัก คิดว่าค่อยกลับไปมัสยิดอีกทีตอนใกล้เวลาละศีลอดก็เริ่มเห็นผู้แสวงบุญนั่งจับจองที่เพื่อรอเวลาละศีลอดบริเวณลานข้างนอกมัสยิด เวลาตอนนั้นเพิ่ง5โมง แต่ล่ะที่จะแยกชายหญิงชัดเจนและเห็นเด็กๆ เจ้าหน้าที่ รวมทั้งผู้มีจิตศรัทธา  ต่างนำอาหาร ผลไม้ นม อินทผลัม ฯลฯ เตรียมนำมาแจกแก่ทุกคน ที่เดินผ่านไปมา

 

ประมาณ6โมงเย็น ผมออกจากโรงแรมเพื่อมุ่งหน้าสู่มัสยิด และได้เห็นบรรยากาศเช่นนี้ รอบๆมัสยิด เนื่องจากในช่วงรอมฎอนที่นี่ จะคึกคักชื่นมื่นและแปลกตามาก เนื่องจากบรรดาเศรษฐีชาวซาอุดี้ พร้อมกับผู้มีจิตศรัทธา จะมีการจัดเลี้ยงอาหารเป็นอย่างดีให้กับผู้เดินทางมาละศีลอดที่มัสยิดนาบาวีย์ ในแต่ละสถานที่แต่ละโซน ที่มีการจัดเลี้ยงอาหารละศีลอดไว้ จะมีเด็กๆชาวมาดีนะฮ์และเจ้าภาพ ยืนเชิญชวนเรียกผู้คน บางทีก็ให้เด็กๆไปหามาตามที่จะตั้งเป้าเลี้ยงไว้ มีการประชิดตัว กอดคอ มีการชักชวน พูดคุย  ตามตื้อทุกคนที่มาจะละศีลอด ผมเองก็โดนเหมือนกัน โดนเด็กๆตามตื้อ แต่บรรยากาศเหล่านี้จะเป็นบรรยากาศที่เป็นมิตรและเป็นการพูดคุยแบบมีรอยยิ้ม การประชิดตัว กอดคอ ชักชวน พูดคุย ในที่นี่หมายถึง เป็นการร้องขอของเจ้าภาพหรือผู้ที่เลี้ยงอาหาร เพื่อที่จะให้เรานั้นไปนั่งที่ๆ เค้าจัดเตรียมเลี้ยงอาหารละศีลอดไว้ มีทั้งข้าวหมกแพะ ข้าวหมกแกะ นม ผลไม้ อินทผลัม อาหารอีกมากมาย  ที่นี่มีแต่คนแย่งกันทำความดี แย่งกันเลี้ยงอาหารละศีลอด แย่งกันแจกอาหารละศีลอด ผมประทับใจน้ำใจของชาวนครมาดีนะฮ์และรักมาดีนะฮ์มากกว่าเดิม นับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา

 

สองข้างทางตลอดเส้นทางสู่มัสยิดนาบาวีย์

 

ใครเดินผ่าน ก็จะโดนเรียก โดนร้องขอ ให้ไปนั่งในที่ๆเจ้าภาพจัดเตรียมอาหารไว้

 

อยากจะนั่งละศีลอดตรงไหนเลือกกันตามสบาย

 

อยากจะกินอะไรก็สามารถเลือกกันได้ตามใจชอบ

 

บริเวณทางเข้าหน้ามัสยิด

 

มีการจัดเลี้ยงอาหารละศีลอดอยู่ทุกพื้นที่

 

ภายนอกมัสยิดส่วนใหญ่จะเป็นอาหารหนักจะเน้นประเภทข้าวหมก ข้าวบุคอรี

 

ระหว่างที่ผมเดินเข้าไปในมัสยิด เพื่อที่ต้องการละศีลอดภายในมัสยิด ก็โดนดักและโดนเรียกตลอดเวลา โดนทั้งเจ้าภาพผู้ใหญ่ โดนทั้งเด็ก เป็นการร้องขอ เหมือนเราเป็นแขกของเค้า เข้าไปไม่ไกลเท่าไหร่ สุดท้ายก็ไปไม่รอดโดนเจ้าภาพชาวมาดีนะฮ์ ร้องขอให้นั่งละศีลอดในที่ๆเค้าจัดเตรียมไว้  หลังจากผมโดนไป ก็ได้มีคนไทยอีก 2 คน ตามมาติดๆ โดนเรียกเหมือนกัน

 

อาหารละศีลอด ภายในมัสยิด เจ้าภาพบริเวณโซนนี้เลี้ยง มีทั้ง ขนมปังชิ้นเบอเริ้ม น้ำซัมซัม กาวาฮ์(กาแฟอาหรับ รสชาติแบบยาต้มสมุนไพรจีน) อินทผลัมพันธฺ์อัจวะฮ์ เป็นพันธ์ดีที่สุดของเมืองมาดีนะฮ์(สีดำๆ 3 เม็ด) พร้อมด้วยอินทผลัมสด และโยเกิร์ต

 

หลังจากละศีลอดและละหมาดมักริบ(ประมาณทุ่มสิบนาที)เรียบร้อย ก็เดินกลับโรงแรม กินอาหารบุฟเฟ่ต์ที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ให้

 

ความสวยงาม บริเวณเฎาซิอะฮ์ ยามค่ำคืน

 

 

กินบุฟเฟ่ต์โรงแรมเสร็จเรียบร้อย ผมก็เดินกลับไปมัสยิดอีกครั้งเพื่อละหมาดอีชา(ช่วง 3 ทุ่ม)และละหมาดตารอเวียะฮ์ของคืนรอมฎอนที่ 2 ชีวิตประจำวันที่อยู่มาดีนะฮ์ช่วง1-2วันแรก จะเป็นอยู่แบบนี้ตลอด

 

ติดตามตอน 2 จะพาไปที่ไหนต่อ เจอกันเร็วๆนี้ครับ

ที่มา : Pantip.com
โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของกระทู้เรียบร้อยแล้ว

Comments

comments

Related Articles

About author View all posts Author website

Halal Life

Halal Life

Halal Life Magazine เว็บไซต์แม๊กกาซีนที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งวิถีชีวิตของมุสลิมที่มีไลฟสไตล์ในแบบฮาลาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การแนะนำร้านอาหารฮาลาล และการเดินทางท่องเที่ยวแบบฮาลาล

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *