คงจะอินไม่ใช่น้อย…หากคนที่จะมาแนะนำหนังสือให้เรานั้นเป็นทั้งนักอ่าน นักเขียน คนรักหนังสือ สะสมหนังสือ และเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ด้วย มันคงทำให้เราอยากจะรู้ว่าหนังสือแบบไหนกันนะ…ที่เขาสนใจและอยากแนะนำให้เราได้ลองอ่านดูบ้าง

สมาน อู่งามสิน” เจ้าของสำนักพิมพ์อัล-อีหม่าน ผู้จัดทำหนังสือเปิดโลกมุสลิมและมลายูสู่การเรียนรู้ เขาคือหนึ่งในผู้สะสมหนังสือเก่าโลกมลายู-มุสลิมชายแดนใต้ มานานกว่า 20 ปี เส้นทางรักการอ่านของคุณสมานนั้นแสนเข้มข้น

โดยเริ่มต้นจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่เขากระโจนเข้าร่วมอย่างสุดจิตสุดใจด้วยความรู้สึกที่ว่า ‘ทนไม่ได้ที่คนถืออาวุธรังแกคนมือเปล่า’ ทำให้หมุดหมายชีวิตของเขาแปรเปลี่ยนไป เขาเริ่มอยากรู้อยากเห็นอยากเข้าใจอะไรต่างๆ นานามากมาย จึงลุยอ่านหนังสือแนวการเมือง ประวัติศาสตร์ และวรรณกรรมอย่างเอาเป็นเอาตาย ขณะเดียวกันก็เริ่มสะสมหนังสือเก่าซึ่งเป็นสิ่งที่เขาหลงใหลเป็นชีวิตจิตใจ

จนกระทั่งปี 2535 คุณสมานจัดตั้งสำนักพิมพ์อัล-อีหม่าน ผลิตหนังสือศาสนาและวรรณกรรม จนถึงวันนี้มีบทความหลายชิ้นที่เขาเขียนเกี่ยวกับหนังสือเก่าและประวัติศาสตร์ตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องในนิตยสาร The Alami และวารสารรูสมิแล มอ. ปัตตานี

คุณสมานคิดเสมอว่าในวันเวลาที่ยังไม่สามารถบริจาคทานด้วยทรัพย์ ก็ขอบริจาคความรู้ในรูปลักษณ์ของการเขียนหนังสือแทน นี่เองที่ชีวิตของเขาผูกพันกับหนังสือมาโดยตลอด

คอลัมน์ Fivebook วันนี้ คุณสมานจึงขอเลือกที่จะแนะนำวรรณกรรมในรูปแบบของกวีนิพนธ์ 5 เล่ม ที่เขานั้นชื่นชอบและอยากจะให้นักอ่านท่านอื่นๆ ได้ลิ้มลองอ่านกัน

 

  1. ของขวัญจากวันเวลา
    ผู้เขียน : มุฮัมมัด ส่าเหล็ม


หนังสือเล่มแรกเป็นกวีนิพนธ์ของ มุฮัมมัด ส่าเหล็ม เราะฮิมาฮุลลอฮฺ  จากหนังสือ ของขวัญจากวันเวลา  ซึ่งเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรท์เมื่อปี ๒๕๓๒ โดยผมเป็นผู้จัดพิมพ์ครั้งที่ ๒ ในนามสำนักพิมพ์อัล-อีหม่าน เมื่อปี ๒๕๔๕ ลีลาการเขียนของมุฮัมมัดในหนังสือเล่มนี้ส่วนมากเป็นงานที่เรียบง่าย ใช้ภาษาที่ไม่สลับซับซ้อน ไม่เคร่งครัดในฉันทลักษณ์ อ่านเดี๋ยวนั้นเข้าใจเดี๋ยวนั้น ในเชิงเนื้อหาก็ให้ความรู้สึกที่อบอุ่น ประชดประชันเล็กๆ แต่แฝงเร้นไว้ด้วยความขบขัน อย่างเช่นในบทที่ชื่อว่า “ความในใจของเด็กโง่”

ครูครับ…
ผมอ่านแล้วไม่จำ
ผมพยายามแล้วแต่ไม่เข้าใจ
ก. ไก่ผมจำได้
ขฺ. ไข่ผมก็จำได้
แต่ตัวที่เป็นหยักยุ่งยุ่ง
ผมจำไม่ได้
ผมไม่อยากสอบตก
ใครบ้างไม่อยากสอบได้ที่หนึ่ง
สองบวกห้า
ผมไม่รู้ว่าเท่าไร
บวกหมายถึงอะไร

ครูครับ…
หูผมครูอย่าดึง
มันมีเลือดมีเนื้อ
ผมเจ็บครับ…ผมเจ็บ
ครูเข้าใจผมไหมครับ
เวลาผมเจ็บมากมาก
ครูรู้ไหมครับ
ผมอยากต่อยหน้าครู
บางครั้งผมคิดจะฆ่าครู
เมื่อผมทนเจ็บไม่ไหว

เส้นผมของผม
ครูดึงออกมาเหมือนถอนขนไก่
น้ำตาของผม
บอกเล่าถึงความเจ็บปวด
ครูไม่เข้าใจ
ครูไม่เคยร้องไห้หรือครับ

ครูครับ…
พระเจ้าเท่านั้นที่ให้ผมเกิดมาโง่
ผมไม่อยากโง่เลย
ทำไมจึงถูกลงโทษ

 

2.      ถ้าเป็นคนต้องกล้าฝ่าข้ามไป
          ผู้เขียน : มุฮัมมัด ส่าเหล็ม

หนังสือเล่มที่สองเป็นกวีนิพนธ์ของ มุฮัมมัด ส่าเหล็ม เราะฮิมาฮุลลอฮฺ  เช่นกัน ถ้าเป็นคนต้องกล้าฝ่าข้ามไป  เป็นหนังสือรวมบทกวีเพื่อความสำนึกอันดีงาม ลีลาการเขียนไม่ต่างจากหนังสือที่ถูกแนะนำในเล่มแรก ในความที่มุฮัมมัดเคยเป็นเด็กปอเนาะต้นเมา งานชิ้นนี้จึงเปล่งประกายของความเป็นผู้ศรัทธาในอิสลามอย่างชัดเจน มุฮัมมัดจึงเขียนคำอุทิศของหนังสือเล่มนี้ให้แก่เด็กปอเนาะ เพื่อนผู้ร่วมชะตากรรม ในคืนวันอันยาวนาน  ผมจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในนามสำนักพิมพ์อัล-อีหม่าน เมื่อปี ๒๕๔๔ และผมยังได้รับเกียรติจาก รศ. เสาวนีย์ จิตต์หมวด เป็นผู้เสนอคำนิยม กวีนิพนธ์บทแรกของหนังสือเล่มนี้ชื่อว่า “สรรเสริญ”

จะสรรเสริญผู้ใดในแหล่งหล้า
เห็นภูเขาเสียดฟ้านั่นไหม
หมู่นกบินร่อนขับเพลงไพร
ดวงอาทิตย์อวยชัยแก่แผ่นดิน
ฝนโปรยมาจากฟากฟ้า
ทั่วทั้งพสุธาได้ซึ้งสิ้น
ก่อพันธุ์แมกไม้ทั่วธานินทร์
คนสัตว์ได้ดื่มกินนานมา
และท้องทะเลที่เห่กล่อม
ดอกไม้กลิ่นหอมบนพื้นหญ้า
ใครสร้างแสนซึ้งศรัทธา
คนมีปัญญาย่อมรู้ดี
จึงก้มลงกราบผู้สร้างฟ้า
สรรเสริญศรัทธาทุกที่
อำนาจหนึ่งนั้นนิรันดร์มี
เมตตาชีวีในแผ่นดิน
คืออำนาจของผู้ทรงสร้าง
พืชสัตว์ต่างต่างสรรเสริญสิ้น
เราเป็นคนมีปัญญาไม่ยลยิน
มาอาศัยแผ่นดินนี้อยู่ใยฯ

 

3.       เลือดไม่ใช่น้ำตา ลำนำจากปาเลสไตน์
          ผู้แปลและเรียบเรียง : ดร.กิติมา อมรทัต

หนังสือเล่มที่สามเป็นกวีนิพนธ์แปลต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความโหดร้ายและความอยุติธรรมที่ยิวไซออนนิสต์กระทำต่อชาวปาเลสไตน์มายาวนานหลายทศวรรษ เลือดไม่ใช่น้ำตา ลำนำจากปาเลสไตน์  ซึ่ง ดร.กิติมา อมรทัต เราะฮิมาฮุลลอฮฺ  ผู้คร่ำหวอดในวงวรรณกรรมแปลต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานภารตะเป็นผู้รวบรวมและแปลจากงานของกวีชั้นนำหลายท่าน เช่น มะหฺมูด ดารวิช, ฟัดวา ตูคอน, ซามิฮฺ อัลกอซซิม, อังโตย ญบารอ, โมยีน เบซิสโซ และเตาฟีก ซาวาด เป็นต้น

ผมเป็นผู้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในนามสำนักพิมพ์อัล-อีหม่าน เมื่อปี 2545 ขอมาร่วมกันอ่านบางตอนของกวีนิพนธ์ขนาดยาวที่ชื่อ แม่น้ำแห่งสันติภาพและปืนแห่งสงคราม (คำวิงวอนของชาวปาเลสไตน์ต่อสหประชาชาติ) ของ อังโตย ญบารอ ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจจากคำปราศรัยครั้งหนึ่งของยัสเซอร์ อะรอฟัต อดีตผู้นำขบวนการปลดแอกปาเลสไตน์ (Palestinian Liberation Organization – PLO) ณ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ “วันนี้ข้าพเจ้าถือช่อมะกอกและปืนของนักต่อสู้เพื่ออิสรภาพมา ณ ที่นี้ ขออย่าทำให้ช่อมะกอกร่วงลงไปจากมือข้าพเจ้าเลย”

วันนี้เราได้มาหาท่าน
พร้อมด้วยนกพิราบบนฝ่ามือ
รวมทั้งปาเลสไตน์ ประเทศของเรา
ซึ่งตื่นขึ้นจากการหลับไหล
ยี่สิบปีมาแล้วที่เราเฝ้ารออยู่
ได้ฟังแต่คำพูด
คำพูดเท่านั้นเอง
บาดแผลของเราบวมเป่ง
กระดูกกระเดี้ยวก็ถูกบดขยี้
เรามาเพื่อมอบดอกกุหลาบจากอิรักให้แก่ท่าน
พร้อมทั้งดอกไม้บานจากกรุงดามัสกัส
บทเพลงแห่งนกไนติงเกล
คำสวดของนกน้อย
และรัตติกาลแห่งความรักทั้งมวล
เรามีชีวิตอยู่มานานหลายขวบปี
อย่างกระจัดกระจาย บ้านแตกสาแหรกขาด
เราคือชนชาติที่กล้าหาญ
ควรได้รับความรักอย่างเต็มที่
เรากำลังพยายามครั้งสุดท้าย
เพื่อแสวงหาความปรองดอง
จงอย่าบังคับให้เราต้อง
ทิ้งช่อมะกอกที่เราถือมาเลย

 

4.       ด้วยจิตวิญญาณอันเปี่ยมสุข
          ผู้เขียน : อัลชะฮีด ซัยยิด กุฏุบ
          ผู้แปล : ซะการียา อัลนัดวีย์

หนังสือเล่มที่สี่เป็นกวีนิพนธ์ ด้วยจิตวิญญาณอันเปี่ยมสุข  ของ อัลชะฮีด ซัยยิด กุฏุบ เราะฮิมาฮุลลอฮฺ  นักต่อสู้เพื่ออิสลามชาวอียิปต์ ท่านเป็นกวี นักคิด นักเขียน และผู้นำคนสำคัญคนหนึ่งของขบวนการอิควาน อัลมุสลิมูน  ด้วยความที่ท่านไม่ยอมอ่อนข้อต่อผู้ปกครอง ท่านจึงถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอที่กรุงไคโรเมื่อปี ค.ศ. 1966 กวีนิพนธ์ลุ่มลึกชิ้นนี้สะท้อนถึงอุดมการณ์และความมุ่งมั่นที่ท่านต้องการจรรโลงประเทศชาติของท่านด้วยสัจจธรรมอิสลาม ผมเป็นผู้จัดพิมพ์งานแปลชิ้นนี้ของซะการียา อัลนัดวีย์ ในนามสำนักพิมพ์อัล-อีหม่าน เมื่อปี 2545

ฉันไม่เคยคิดหวาดหวั่นต่อความตาย
แม้ว่าโมงยามนั้นได้มาถึง
ฉันได้พยายามที่จะเป็นคนดี
เท่าที่ฉันจะสามารถทำได้

ส่วนความผิด
และความพลาดพลั้งของฉัน
ฉันเสียใจและสำนึกต่อความผิดนั้น
ฉันมอบการงานทั้งมวลแด่อัลลอฮฺ
พร้อมทั้งหวังในความเมตตา
และการอภัยโทษจากพระองค์
ส่วนการลงโทษของพระองค์
ฉันก็มิได้วิตกกังวลเพราะมัน
เพราะฉันเชื่อว่า
การลงโทษของพระองค์นั้น
ถูกต้องและเป็นผลตอบแทนที่ยุติธรรม…

 

5.         คลื่นแห่งชะตากรรม
            ผู้เขียน : ปราชญ์ อันดามัน

หนังสือเล่มที่ห้าเป็นกวีนิพนธ์ คลื่นแห่งชะตากรรม  ของหนุ่มใหญ่ มุฮัมหมัด ฟารุก  ผู้ใช้นามปากกา ปราชญ์ อันดามัน   หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์โดยปลาตีนสำนักพิมพ์  เมื่อปี ๒๕๔๗ มากกว่าความเป็นกวี มุฮัมหมัดยังเป็นนักเดินทางผู้สัญจรและจิตรกรสีน้ำมันที่เราอาจจะพบเขาโดยบังเอิญสักแห่งหนึ่งบนเกาะหรือชายเลแถบอันดามัน มุฮัมหมัดเป็นกวีที่มีความลุ่มลึก  เขาสามารถอธิบายโลกและธรรมชาติในบทกวีได้อย่างกรีดอารมณ์ด้วยสายตาของคนที่รู้ซึ้งถึงความพ่ายแพ้ของชาวบ้านต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วจนมิอาจจะฉุดรั้งไว้ได้อีกต่อไปอย่างในบทที่ชื่อว่า “ข้าคือชาวประมง”

ข้าคือชาวประมง
ผู้นำข่าวคราวแห่งฝูงปลาในมหาสมุทร
มาบอกกล่าวสะพานท่าชายฝั่งทุกแห่ง
เถอะ!  กรำเหงื่อไคล  เตรียมหัวใจไปกับข้า
ตอกหมันชันยาเรือ…เมื่อถึงวันนั้น
วันซึ่งมรสุมพัดผ่าน
เชื่อข้าซิ  หูข้ายังยินกระซิบเสียงเพรียกนั่นเสมอ
“โต๊ะแนะ”  สอนข้า
ให้ข้ารู้จักฟัง  ดู  สัมผัสแห่งชีวิต
เรียนวิชาจากท้องทะเล
วิชาแห่งลมคลื่น  เมฆฝนแห่งฟ้า
เพราะเหล่านั้นจะเป็นชีวิต  เป็นลมหายใจ
“โต๊ะแนะ”  ย้ำแก่ข้าเสมอ
ทะเล  คือ  หม้อข้าวที่ไม่มีวันเหือดแห้ง
มันจะทำให้ชีวิตเราอิ่มหนำ
แหละเฝ้าดูแลมันอย่าให้ใครมาทำลาย
“โต๊ะแนะ”  บอกกับข้าอีกว่า
ทะเล  คือ  สมบัติของพระเจ้า
ตลอดจนสิ่งอื่น ๆ  แม้แต่ลมหายใจของเรา

ข้ารู้  หลายปีผ่าน
วันวานมิอาจหวน
แต่ข้ายังเป็นชาวประมง
จิตวิญญาณแห่งทะเล
ฝังจมอยู่ในเลือดเนื้อ  ลมหายใจของข้า
กลิ่นกายข้าดั่งคาวปลาจากท้องทะเลลึก
ซึ่งไม่เคยเหือดหาย
ข้าจำได้เสมอวิชาที่  “โต๊ะแนะ”  ของข้าสั่งสอน
ท่าทางซึ่งใบหูแนบบนผิวน้ำเฝ้าฟังฝูงปลาเหล่านั้น

ข้ารู้   วันนี้
ลูกหลานข้า  หายจากไป  ไกลจากชายฝั่ง
วิชาของโต๊ะทวดมิอาจเป็นมรดกตกทอด
และลมแห่งความหนาวเศร้า
จู่โจมหมู่บ้านเราให้เงียบหงอย
ยินเพียงเสียงอาซานซึ่งแว่วหวิว
ดั่งเพลงเพรียกอันปวดร้าว
ข้ารู้   มีคนเก่าแก่ไม่กี่คน
นอกเหนือจากอิหม่ามชราที่ละหมาดอย่างสงบนิ่ง
อยู่ภายในสุเหร่าเก่าโทรมของหมู่บ้าน

วันนี้  วันที่ข้าเฝ้าฟัง  ข้าเห็นในสิ่งที่ข้าผ่านเลยมา
สมบัติของพระเจ้า  กำลังถูกแทะทึ้งทำลาย
ด้วยวิชาสมัยใหม่ที่ข้าไม่ได้เรียน
วันนี้  ข้าได้แต่เฝ้ารอเพื่อจะได้บอกแก่ลูกหลาน
เหมือนกับที่  “โต๊ะแนะ”  บอกแก่ข้า
ข้ารู้  วันหนึ่ง
เมื่อ  “ราหยา”  มาถึง
หลัง  “รอมฎอน”  พ้นผ่าน
ลูกหลานข้าต้องกลับมา
ข้าจะบอกแก่ลูกหลานข้า
ว่า  สมบัติของพระเจ้ากำลังถูกทำลาย
ทะเล  คือ  ส่วนหนึ่งของชีวิตเจ้า
แหละเป็นชีวิตของข้าที่มิอาจตีจาก
เพราะข้าคือ  ชาวประมง

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Azlan

Azlan

กองบรรณาธิการรุ่นเล็ก