“เราล้วนเป็นมนุษย์เหมือนกัน ศาสนาไม่ได้ทำให้เราแตกต่างกันเลย…

เราทุกคนเกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน  เราล้วนเกิดมาเท่าเทียมกัน”

มูฮัมหมัด โซเย วัย 33 ปีได้หลบหนีออกจากเมืองบูตีต่องในรัฐยะไข่ของพม่าเป็นเวลา 10 วันแล้ว

“ผมเป็นชาวนาคนหนึ่งในเมืองบูตีต่อง ไม่ต่างอะไรกับชาวโรฮิงญาทั่วไปที่นั่น พวกเราไม่มีสิทธิ์ทำงานหรือมีสิทธิ์ได้เรียนหนังสือ พวกเราจึงไม่มีโอกาสได้ทำงานเป็นตำรวจ เป็นทหาร หรือมีตำแหน่งหน้าที่การงานในบริษัทดีๆ พวกเราทำงานกันในเรือกสวนไร่นา หรือเก็บไม้ฟืนจากป่าไปขายพอประทังชีวิต

มันคือชีวิตที่ต้องหาเช้ากินค่ำ แต่ถึงอย่างไรเราก็อยู่รอดมาได้แม้จะไม่เคยได้สัมผัสอิสรภาพใดๆ เราใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไปในแต่ละวัน เอาให้รอดทีละวัน

สองสัปดาห์ก่อนพวกทหารและชาวพุทธท้องถิ่นบุกเข้ามาในหมู่บ้านของเรา กราดยิงใส่พวกเราแล้วเผาบ้านเรือนของเราให้มอดไหม้ไปทีละหลัง พี่ชายของผมถูกยิงข้างใบหน้าจนเสียชีวิตคาที่ พวกเราที่เหลือต้องพากันหนีเอาตัวรอด เพราะไม่อย่างนั้นเราอาจจะกลายเป็นอีกศพ

เราไม่รู้จะไปไหนต่อดี เราเลยเดินทางมาเรื่อยๆ นานถึง 10 วัน จนได้มาถึงบังคลาเทศ

แม่ของผมอายุ 80 ปีป่วยเป็นโรคอัมพาตและหอบ ผมเลยต้องแบกเธอไว้บนหลังตลอดทาง เราข้ามแม่น้ำ 3 สายด้วยเรือ นอกนั้นเดินด้วยเท้ามาตลอด บางครั้งเราก็เจอกลุ่มทหารที่เริ่มจะทำท่ายิงใส่เรา และบางครั้งเราก็ต้องนอนในป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย

เราต้องเจออุปสรรคและอันตรายมากมายระหว่างทาง แต่ความมุ่งมั่นทำให้เราเดินหน้าต่อไปจนเราได้ข้ามแดนในที่สุด ผมรู้สึกสบายใจมากขึ้นเมื่อได้มาอยู่ในบังคลาเทศ หากยังอยู่ที่นั่นเราคงได้จบชีวิตเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าอยู่ที่นี่ ชีวิตเราปลอดภัยขึ้น

แต่ก็นั่นแหละ บังคลาเทศยังคงเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับเรา เราไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับประเทศนี้ เราไม่รู้หนังสือ และเราก็ไม่รู้ว่าเราควรทำอะไรที่นี่ดี หากสันติภาพกลับคืนสู่พม่าเราก็อยากกลับไปบ้านเกิดของเรามากกว่า อยากกลับไปอยู่ในที่ที่คุ้นเคย

ผมรู้ว่าตอนนี้ทั้งโลกคงได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญา แต่ไม่มีใครออกมาช่วยกดดันรัฐบาลพม่าให้หยุดกระทำการรุนแรงกับพวกเราเลย แน่นอนอยู่แล้วว่ารัฐบาลพม่าคงจะไม่อยากหาแนวทางแก้ไขอะไร เพราะไม่อย่างนั้นเราคงได้เห็นตั้งนานแล้ว แต่ทำไมนานาชาติถึงไม่กดดันพวกเขาอย่างจริงจังเสียที

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะบอกให้โลกรู้คือ เราล้วนเป็นมนุษย์เหมือนกัน ศาสนาไม่ได้ทำให้เราแตกต่างกันเลย คนพุทธมีเลือดเนื้อ และเราก็มีไม่ต่างกัน ดังนั้นหากพวกเขามีโอกาสใช้ชีวิตอย่างสันติและอิสระในพม่าได้ ทำไมเราจึงไม่ได้ เราทุกคนเกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน เราล้วนเกิดมาเท่าเทียมกัน”

 

ชะตากรรมของชาวโรฮิงญาในพม่า

ผู้ลี้ภัยมากกว่า 270,000 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและสตรีได้หลบหนีเข้าประเทศบังคลาเทศตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สืบเนื่องจากความรุนแรงที่ทหารพม่ากวาดล้างชีวิตพลเมืองอย่างไม่เลือกหน้า

ทางองค์การสหประชาชาติและองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ได้ออกมาเตือนว่าการอพยพหลบหนีของประชากรสืบเนื่องจากการสังหารหมู่ การข่มขืน และการเผาทำลายหมู่บ้านในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณของการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” จึงขอเรียกร้องและวิงวอนให้ประชาคมชาวโลกร่วมกันกดดันนางออง ซาน ซูจีและรัฐบาลของเธอให้หยุดความรุนแรงดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

 

แปลและเรียบเรียงโดย : Andalas Farr
ที่มา : Message to the world from Mohammed, a Rohingya

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Andalas Farr

Andalas Farr

คุณแม่ลูกสามผู้หลงใหลงานแปลภาษาเป็นชีวิตจิตใจ และรักงานเขียน งานสอนที่เชิญชวนสู่เส้นทางแห่งความดี ไม่ได้เป็นลูกครึ่งแต่รู้สึกผูกพันกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ชนิดเห็นประโยคแล้วสมองต้องประมวลภาษาโดยอัตโนมัติ Andalas จบการศึกษาระดับปริญาตรีและโทคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับครอบครัว ลูก และตัวอักษร

ปิดโหมดสีเทา