fbpx

ข้าวสังข์หยดและข้าวไรซ์เบอร์รี่ การเรียนรู้ที่ต้องออกเดินทาง (ตอนจบ)

วันที่ 2 ของการฝึกปฏิบัติการ การเขียนสารคดีข้าวสังข์หยด ณ เกาะกลาง จังหวัดกระบี่

ใครจะเชื่อ ว่านักศึกษาของเราจะตื่นเช้ากันมากกกกกกก ประมาณตี 4 เด็กๆ ลุกขึ้นมานั่งคุยกัน อาบน้ำแต่งตัว รอจนประมาณ 6 โมงเช้า บังมัดและก๊ะมูนา ก็มารับเด็กๆ ไปหาอาหารเช้ารับประทาน บนเกาะกลางอาหารไม่แพง ข้าวยำ ขนมจีน ไก่ทอด หมี่ผัด ข้าวต้ม ข้าวมันไก่ ข้าวหมกไก่ ราคา 10 บาท 20 บาท ยังมีอยู่จริง เป็นราคาที่น่ารับประทานมาก อาหารเช้าบนเกาะกลางมีเวลาจำกัดแค่เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น สักประมาณสายๆ แม่ค้าพ่อค้าก็เริ่มเก็บแล้ว ฉะนั้นใครตื่นสายมีหวังอดกินข้าวเช้านะเออออ

อันตัวอาจารย์นั้น หูตากว้างไกล ต้องคอยสอดส่องดูแลความเรียบร้อยโน่นนี่นั่น เยอะสิ่ง พลันสายตาก็มาจับจ้องมองดูนักศึกษากลุ่มหนึ่ง มีกัน 3 คน ใส่ชุดนอนลายการ์ตูนน่ารัก ออกมาเดินซื้อของกินอย่างอารมณ์ดี เฮ้ยยยยยยยย !!!! แบบนี้ก็ได้เหรอ หึหึ ข้อควรจำสำหรับการเป็นอาจารย์คือ อย่าเพิ่งลงหวาย เอร้ย จัดหนักในขณะที่เด็กกำลังมีความสุข รอสักครู่นะคะเด็กๆ ขออาจารย์รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมสักครู่ เดี๋ยวรู้กันนนนนนนนนนน

ภารกิจวันนี้ เรามีนัดกับวิทยากรผู้นำชุมชนในด้านการปลูกข้าวสังข์หยด และต่อด้วยการไปดูเรือหัวโทง ซึ่งเป็นเรือประจำท้องถิ่นของที่นี่ เด็กๆ ตั้งใจรับฟังบรรยายกันมาก เพราะข้อมูลทุกอย่างนั้นจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการเขียนสารคดี ภาคบ่ายเราเหมารถพ่วงข้าง เพื่อไปดูการผลิตผ้าบาติก ในขณะที่เด็กๆ กำลังต้องใจฟังการผลิตผ้าบาติอยู่นั้น พลันสายตาของข้าพเจ้าก็เหลือบไปเห็น เด็กกลุ่มหนึ่ง กำลังนั่งรับประทานน้ำและขนมในร้านค้าชุมชนอย่างสนุกสนาน อ้าวววววว นั่นเด็กเรานี่นา สรุปง่ายๆ คือ หลังจากลงรถพ่วงแล้ว เพื่อนๆ ส่วนใหญ่เดินตรงมาที่ศูนย์ผลิตและจัดจำหน่ายผ้าบาติกประจำชุมชน แต่เด็กกลุ่มนี้กลับเดินเลี่ยงไปเพื่อหาน้ำกับขนมกิน และดูเหมือนว่าไม่มีทีท่าจะเดินเข้ามานั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนทางนี้เลย จุดไคลแมกซ์อยู่ตรงนี้คร้า เด็กๆ ที่เห็นนั้นคือเด็กกลุ่มเดียวกับที่ใส่ชุดนอนไปกินอาหารเช้าในหมู่บ้าน เอิ่มมมมมม อดทนค่ะ ในเบื้องต้นก็จัดการโดยการให้เพื่อนไปตามมานั่งที่ร้านบาติกด้วยกัน ฟังบรรยายด้วยกัน พร้อมส่งสายตาจิกๆ เป็นระยะๆ เพื่อให้รู้ตัวโดยกลายๆ ว่า ยูวววววมีความผิดอยู่นะคะ

 

เช้าวันที่ 3 เรานัดกันคุยโครงสร้างและวิธีการเล่าเรื่องสารคดีอย่างไรให้น่าสนใจ เด็กๆ จะต้องนำเสนอไอเดียให้อาจารย์ฟัง และรับข้อเสนอแนะไปตามความเหมาะสม จู่ๆ มีเด็กมาบอกว่า “อาจารย์ขา!!!!!! มีเพื่อนกลุ่มหนึ่งยังไม่ลงมาจากห้องพักเลยค่ะ มีกัน 3 คน” อาจารย์ “หือออออออออ อะไรนะคะ” และก็เป็นเด็กกลุ่มเดิม หลังจากคุยงานกันเสร็จเรียบร้อย เลยให้เพื่อนไปตาม 3 สาวแสบเปรี้ยวเยี่ยวราดของอาจารย์ลงมาคุย

ข้อควรจำ คือ หากเด็กทำผิดในสิ่งใดแล้ว หากได้จังหวะและโอกาสที่เหมาะสม จงเรียกมาคุยและตักเตือนเพื่อบอกเขาว่า สิ่งที่เขาทำไปนั้นมันผิด/ไม่เหมาะสมอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับกันคือ เด็กๆ ที่มาเรียนกับเรานั้น บางคนสภาพครอบครัวไม่สมบูรณ์ พ่อแม่หย่าร้าง ต้องทำงานเลี้ยงดูตัวเอง หาใครเลยจะมาอบรมสั่งสอนพวกเขา

สมัยแรกๆ ที่เข้ามาทำงานที่นี่ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอาจารย์วัยใกล้เกษียณท่านหนึ่ง ท่านได้แนะนำว่า “หน้าที่ของคนเป็นครู คือสั่งสอนตักเตือนเด็กๆ ด้วยความเมตตา เพราะถ้าเราไม่ทำ ก็จะไม่มีใครทำหน้าที่นี้” บรรยากาศค่อนข้างอึมครึม ให้ตายเถอะ ความเป็นอาจารย์มันไม่สนุกก็ตอนนี้แหละ เริ่มต้นการสนทนากับจำเลยทั้ง 3 ด้วยการซักถาม เพื่อดูความคิดและทัศนคติของเด็กๆ อย่าเพิ่งดุด่าว่ากล่าวเขาก่อน ให้ตั้งคำถามแล้วฟัง หลังจากนั้นค่อยๆ แสดงเหตุผล ชี้ให้เขาเห็นทีละจุดว่าสิ่งที่เขาทำนั้นไม่เหมาะอย่างไร … แรกๆ เด็กๆ มีการขัดขืนบ้าง ตาขวางๆ ใส่อาจารย์บ้าง แต่พอสักพัก ถ้าเขาได้เห็นเจตนาและความหวังดีของเราจริงๆ เขาจะผ่อนลง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงอันใด เป็นสิ่งที่ยอมความกันได้ ด้วยคำว่า ขอโทษค่ะอาจารย์ แล้วมันจะต้องออกมาจากใจเท่านั้น เราถึงจะรับรู้มันได้ ที่สำคัญเราต้องไม่ใช้อารมณ์กับเด็ก และห้ามมีอคติกับเด็กเด็ดขาด อาจารย์เองก็ต้องปรับทัศนคติด้วยเช่นกัน

ปิดจ๊อบเกาะกลาง จังหวัดกระบี่

 

เริ่มทริปที่ 2 ตามหานาข้าวไรซ์เบอร์รี่ จังหวัดพังงา

บรืนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เสียงบิดมอเตอร์ไซด์ ของหนุ่มสาวขาเลาะ บนเกาะยาวน้อย เพื่อมุ่งหน้าไปหานาข้าวไรซ์เบอร์รี่ ของ ม๊ะ ชื่อที่เด็กๆ เรียกขาน และม๊ะก็เป็นทั้ง navigator และ farmer เจ้าของนาข้าวไรซ์เบอร์รี่บนเกาะยาวน้อย ที่เราจะไปค้นหาสตอรี่ มาเขียนเป็นสารคดีกัน

ม๊ะ เป็นเจ้าของร้านขายข้าว ณ บริเวณโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ขายข้าวแกงจนเริ่มอิ่มตัว ชักอยากทำอะไรที่มากกว่าการขายข้าว และได้มีโอกาสมาเที่ยวเกาะยาวน้อย จึงสนใจและเช่าที่นาบนเกาะยาวน้อยจากคนรู้จัก เพื่อทำนาข้าวไรซ์เบอร์รี่ แรกๆ ก็ปลูกข้าวไม่เป็น แต่ด้วยความตั้งใจและใฝ่รู้ จึงขอเข้าอบรมการทำนาข้าวจากการจัดอบรมของหน่วยงานราชการต่างๆ รวมถึงการทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ จนวันนี้ ม๊ะ สามารถปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ได้ผลผลิตที่สามารถแบ่งมาขาย บางส่วนก็แจกคนรู้จักและรับประทานเองในครอบครัว ถ้าถามว่า คุ้มมั้ย ? ม๊ะ บอกด้วยเสียงชัดถ้อยชัดคำว่า ถ้าจะวัดผลกันที่การลงทุนแล้วได้กำไรออกมาเป็นตัวเงิน บอกเลยว่า ไม่คุ้ม แต่ถ้าทำเพื่อความสบายใจ ทำไป แจกไป ขายไปบ้าง บอกเลยว่า “ม๊ะมีความสุขมาก” แววตาของม๊ะ ในขณะที่เล่าเรื่องให้พวกเราฟังนั้น ยืนยันได้ถึง ความสุข ที่ม๊ะได้รับอย่างแท้จริง

เด็กๆ นักศึกษานั่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ นอกจากจะได้เรียนรู้เรื่องการปลูกข้าวแล้ว สิ่งหนึ่งที่ตำราเรียนให้พวกเขาไม่ได้คือ แรงบันดาลใจของใครคนหนึ่ง ที่ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ตัวเองรักด้วยความอุตสาหะ  จากวันแรกที่ทำไม่เป็น แต่เมื่อได้รับการฝึกฝนค้นคว้า ลองผิดลองถูก จนถึงวันนี้ ม๊ะ ก็เป็นเกษตรกรนาข้าวอย่างเต็มตัว

ภายหลังจากจบคอร์สวิชาเรียน การเขียนเชิงกลยุทธ์เพื่องานนิเทศศาสตร์ นี้แล้ว เมื่อได้เช็คผลการประเมินการเรียนการสอนออนไลน์ ผลปรากฏว่าคะแนนตอบรับดีใช้ได้ ได้ 86% พร้อมกับข้อเสนอแนะของเด็กๆ ว่า ชอบที่อาจารย์พาไปออกพื้นที่ข้างนอก ตอนไปทริปสนุกมากค่ะ อยากให้อาจารย์พาไปแบบนี้อีก และ งานเยอะไปนะคะอาจารย์ 55555 จบปิ๊ง !!!!!!

 

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

อ.ยุพิน หะสัน

อ.ยุพิน หะสัน

จูต้า เป็นชื่อที่เพื่อนๆ มักเรียกกันติดปากของ อาจารย์ยุพิน หะสัน อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ด้วยประสบการณ์ไม่น้อยกว่าสิบปีในการสอนวิชาโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้กับบรรดานักศึกษา จูต้าจึงคัดสรรเรื่องราวที่เกิดในห้องเรียนมาเรียบเรียงบอกเล่าในคอลัมน์ "เรื่องเล่าจากห้องเรียน 4.0"