ในขณะที่ชีวิตเรารายล้อมไปด้วยคนที่เรารัก และได้มีโอกาสใช้ชีวิตในที่ที่เราสามารถเรียกได้เต็มปากว่าบ้านเกิดของตนเอง ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยจากอีกฟากหนึ่งของโลกที่เฝ้าฝันอยากอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวในรั้วบ้านเกิดของตนเองเช่นเดียวกับเรา

พวกเขามีความฝัน ความกลัว และความหวังต่อวันข้างหน้าที่โคจรเข้ามาเยือนชีวิตในแต่ละเดือนปี ศักราชใหม่ 2018 อาจเป็นปีแห่งความหวังสู่การเปลี่ยนแปลงของใครหลายคน แต่สำหรับบางคนที่มองเห็นฝันร้ายเดิมๆ การมาเยือนของศักราชใหม่อาจเป็นเพียงอีกหนึ่งปีแสนธรรมดา ที่รอวันพัดพาความหวังที่พวกเขามีหายไปกับสายลมดังเช่นปีก่อนๆ ที่ผ่านมา

ปัจจุบันโลกเรามีประชากรที่ตกอยู่ในสภาวะพลัดถิ่นฐานมากถึง 65 ล้านคน หรือกล่าวได้ว่าทุกๆ หนึ่งในร้อยของมนุษย์บนโลกนี้เป็นบุคคลพลัดถิ่นที่ไร้แหล่งอาศัยเป็นของตนเอง และหากเราสมมุติว่าผู้อพยพลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่นเหล่านี้เป็นหนึ่งประชาชาติแล้วล่ะก็ พวกเขาจะกลายเป็นชาติที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดติดอันดับที่ 21 ของโลกเลยทีเดียว

วันนี้เราลองมาฟังเสียงสะท้อนจากหัวใจของเหล่าบรรดาผู้อพยพลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่นจากทั่วทุกมุมโลก ว่าพวกเขาจะมีความหวังและความกลัวต่อศักราชใหม่ 2018 นี้อย่างไรบ้าง

 

ประเทศ : ซูดานตอนใต้
อัตราผู้ลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่น : 4 ล้านคน

ชื่อ : Nuela Etaku อายุ 18 ปี
อพยพจาก :  Yei  ซูดานตอนใต้
ปัจจุบันลี้ภัยที่ ค่ายผู้ลี้ภัย Imvepi  ประเทศอูกันดา

“ฉันอยากให้สงครามยุติลงเพื่อที่เราก็จะได้กลับไปหาพ่อแม่ที่เราจากมา แต่ถ้าฉันต้องอยู่ที่นี่ในประเทศอูกันดา ฉันก็หวังอยากให้เราทุกคนได้มีกินพอเพียงและอยู่รอดปลอดภัยกันถ้วนหน้า แต่ที่สุดของความฝันที่ฉันหวัง คืออยากเรียนเป็นพยาบาล”

 

ประเทศ : อิรัก
อัตราผู้ลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่น : 5.6 ล้านคน

ชื่อ : Marwa Kadhim อายุ 29 ปี
อพยพจาก กรุงแบกแดด ประเทศอิรัก
ปัจจุบันลี้ภัยที่ ประเทศตุรกี

“ความหวังในศักราชใหม่ของฉันคือการได้มีโอกาสพบหน้าพ่อแม่ของฉันที่กำลังลี้ภัยในประเทศเยอรมันอีกครั้งในชีวิตนี้ สิ่งที่ฉันเป็นกังวลทุกวันคือการสูญเสียญาติมิตรในอิรักที่ฉันรัก ดังเช่นที่ฉันเคยต้องสูญเสียพี่ชายไปเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา”

“สิ่งที่ฉันเป็นห่วงเมื่อได้อยู่ตุรกีตอนนี้คือการศึกษาของลูกสาวคนโต เธอต้องเข้าเรียนในโรงเรียนตุรกีและฉันต้องสอนภาษาอาหรับให้เธอที่บ้านแทน ค่าครองชีพในตุรกีมันสูงเกินไปสำหรับเราและโอกาสจะมีงานทำก็แสนน้อยนิดเหลือเกิน สามีของฉันเป็นกรรมกรก่อสร้าง แต่ปัจจุบันเขาเริ่มป่วยด้วยภาวะปวดหลังและต้องใช้เวลาในการบำบัดรักษา แต่เขาก็ยังคงต้องออกไปทำงานทุกวัน เพราะไม่อย่างนั้นลูกสาวคนเล็กของฉันคงต้องนอนร้องไห้ตัวสั่นด้วยความหิวโหยในอ้อมอก ภายใต้บรรยากาศของสถานที่ที่ช่างหนาวเหน็บและเปียกชื้นเช่นนี้”

“แน่นอนว่าเราเหนื่อยล้ากับค่ำคืนที่นอนไม่หลับ เมื่อต้องเป็นทุกข์ว่าพรุ่งนี้จะหาอะไรกินเพื่อประทังปากท้องของครอบครัว ฉันหวังว่าสันติภาพและความปลอดภัยจะกลับคืนสู่อิรักอีกครั้ง เราจะได้พาเด็กๆไปเยี่ยมปู่ย่าตายายในกรุงแบกแดดและเยี่ยมเยียนสุสานของพี่ชายที่ฉันรัก ฉันคิดถึงพี่ชายมากๆ เขาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน”

 

ประเทศ : อิหร่าน
อัตราผู้ลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่น : 180,000 คน 

ชื่อ : Behrouz Boochani อายุ 34 ปี
อพยพจาก ประเทศอิหร่าน
ปัจจุบันลี้ภัยที่ เกาะ Manus ประเทศปาปัวนิวกินี   

“เกิดอะไรเลวร้ายขึ้นมากมายกับโลกของเราตลอดช่วงเวลาห้าปีที่ผ่านมา ผู้คนมากมายต้องจบชีวิตด้วยสงคราม ในขณะที่กว่าล้านชีวิตต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยถูกจองจำอยู่ในที่ที่ไม่ต่างจากคุกเช่นนี้”

“ปี 2018 นี้ผมหวังว่ารัฐบาลออสเตรเลียจะมอบอิสรภาพให้กับเรา และผมขออธิษฐานให้กับทุกคนที่ต้องจากลาบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองเพราะสงคราม ที่ต้องเจอกับความแตกแยกและการข่มเหงรังแก ให้ได้พบกับที่ที่ปลอดภัยและสามารถเอื้ออำนวยให้พวกเขาได้มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง ผมขอให้ปี 2018 เป็นปีแห่งสันติภาพ ปีแห่งความยุติธรรมและปีแห่งการมอบความรักความห่วงใยให้กับบรรดาผู้ลี้ภัยทั่วโลก และผมขอให้คนทั่วโลกเหลียวมามองหัวใจของผู้ลี้ภัย ในฐานะเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกด้วยเช่นกัน”

 

ประเทศ : ยูเครน
อัตราผู้ลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่น : 2.1 ล้านคน

 

ชื่อ : Anastasia Gundar อายุ 27 ปี
อพยพจาก :  Luhansk ประเทศยูเครน
ปัจจุบันลี้ภัยที่ กรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซีย    

“ฉันหวังอยากมีชีวิตเหมือนปกติทั่วไป ชีวิตที่ไม่ต้องมานั่งหวั่นวิตกอยู่บ่อยๆ กับสิ่งรอบข้างที่ไม่เอื้ออำนวย การจากบ้านเกิดเมืองนอนมันทำให้ชีวิตต้องเจอกับความไม่มั่นคงมากมาย คุณจะคาดเดาสิ่งที่จะเกิดในช่วงเวลาหนึ่งไปอีกช่วงเวลาหนึ่งไม่ได้เลย เดี๋ยวนี้อะไรที่คุณต้องทำมันไม่เท่ากับสิ่งที่คุณได้อีกแล้ว”

“ฉันเป็นกังวลกับครอบครัวที่ยังอยู่ใน Luhansk มาก แม้การต่อสู้ของกลุ่มแนวหน้าจะสร้างความสุ่มเสี่ยงให้กับหลายฝ่าย แต่สิ่งที่ฉันเป็นห่วงมากกว่าคือผลกระทบจากการแย่งชิงอำนาจของกลุ่มกบฎ ยิ่งต้องอยู่ห่างไกลจากครอบครัวมากเท่าไหร่ โอกาสที่ฉันจะได้ช่วยเหลือและเข้าใจชีวิตพวกเขาก็น้อยลงทุกที”

“ชาวยูเครนจะต้องตื่นขึ้นมาเพื่อหยุดตัวเองไม่ให้ตกลงไปในหุบเหวนั้นได้แล้ว มีน้อยคนมากที่จะเข้าใจความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตในฝั่งตะวันออก ทั้งสองฝ่ายต่างก็ผิดที่ทำให้เกิดสิ่งเลวร้ายขึ้นต่างๆนานา แต่ผู้คนก็มักจะมองกันอย่างตื้นเขินแล้วแบ่งแยกทุกสิ่งออกเป็นเพียงสีขาวดำ สงครามไม่ใช่ปัญหาหลักของยูเครน การฉ้อราษฎร์บังหลวงต่างหากที่เป็นปัญหา แต่ประชาชนทำตัวไม่ต่างอะไรกับเจ้าเลมมิ่งที่เดินดุ่มๆ ตามตัวข้างหน้าแล้วดิ่งชีวิตลงเหวโดยไม่ดูไม่แลอะไรเลย พวกเขามองไม่เห็นว่าตัวเองกำลังถูกปล้นสะดม นี่แหละคือสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลง”

 

ประเทศ : ลิเบีย
อัตราผู้ลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่น : 640,000 คน 

ชื่อ : Akram Ben Boubker อายุ 28 ปี
อพยพจาก เมืองตริโปลี ประเทศลิเบีย
ปัจจุบันลี้ภัยที่ : ซิซิลี ประเทศอิตาลี  

“ผมไม่มีบ้าน ผมใช้ชีวิตข้างถนน ค่ำที่ไหนนอนที่นั่น และเพื่อให้อยู่รอดในแต่ละวัน ผมทำงานช่วยเก็บผักเก็บผลไม้ในสวน ผมอยากได้อะไรในปีนี้เหรอ? ก็มีหลายอย่างเหมือนทุกปีนั่นแหละ ผมหวังว่าจะได้เจอน้องชายผมอีกครั้ง เขาล้มป่วยหลังประสบอุบัติเหตุถูกรถรางชนที่มิลาน ผมอยากมีการงานที่มั่นคง ผมกลัวว่าชีวิตนี้จะไม่มีบ้าน ผมกลัวว่าจะต้องนอนข้างถนนไปตลอดชีวิต”

 

ประเทศ : โซมาเลีย
อัตราผู้ลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่น : 2.7 ล้านคน 

ชื่อ : Ayaanle Ahmed Ibrahim อายุ 24 ปี
อพยพจาก :  Mogadishu ประเทศโซมาเลีย
ปัจจุบันลี้ภัยที่ : ซิซิลี ประเทศอิตาลี

“ความฝันของผมหรอ? ปีนี้ผมขอให้ได้เจอทีมฟุตบอลที่อิตาลีแห่งนี้ ผมอยากอยู่ที่นี่และผมก็อยากเล่นฟุตบอล ที่โซมาเลียผมไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถของตนเองในสนาม ผมหวังว่าที่ยุโรปนี้ผมคงจะได้รับโอกาส”

“สิ่งที่ผมกลัวหรอ? ผมกลัวว่าจะไม่สามารถหาเงินมาจุนเจือครอบครัวได้ (อิบรอฮีมกำลังจะได้เป็นพ่อคน) ผมกลัวว่าจะไม่มีงานทำ”

 

ประเทศ : ซีเรีย
อัตราผู้ลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่น : 12.6 ล้านคน 

ชื่อ : Ruaa Abu Rashed อายุ 24 ปี
อพยพจาก ดามัสกัส ประเทศซีเรีย
ปัจจุบันลี้ภัยที่ เมืองจีน่า ประเทศเยอรมัน 

“ฉันไม่ได้ทุกข์นะ แต่ฉันเริ่มเรียนรู้ที่จะหมดอาลัยกับความหวัง ชีวิตมันสอนให้ฉันรู้ว่าโชคชะตามันไม่ได้อยู่ในกำมือของเรา แม้แต่ก้าวเล็กๆ ในชีวิตยังต้องใช้ความแกร่งตั้งมากมาย ฉันผ่านอะไรมาเยอะมากตั้งแต่ก่อน และในช่วงเวลาที่ฉันและครอบครัวเริ่มอพยพมาอยู่ที่เยอรมันเมื่อปี 2013 ฉันเคยเห็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของฉันตายในสงคราม และตัวฉันเองก็เกือบจะจมน้ำตายในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้วยเหมือนกัน”

“ฉันเรียนภาษาเยอรมัน ศึกษาจนจบชั้นมัธยมและทุ่มเทเต็มที่เพื่อเป้าหมายสูงสุดในชีวิต การได้เรียนต่อแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้เป็นสิ่งที่ฉันอยากทำที่สุด แต่ฉันเคยต้องหยุดมันไปเพราะสงคราม และเนื่องจากเงื่อนไขเข้าเรียนต่อแพทย์ที่นี่ค่อนข้างเข้มงวด ผลการเรียนของฉันออกมาดีแต่ไม่เหมือนใคร ตอนนี้ฉันเลยต้องเรียนด้านเทคโนโลยีการแพทย์แทน ฉันชอบนะ แต่ความคิดจะได้เป็นแพทย์ก็ยังคงแล่นในหัวของฉันตลอดมา ฉันจะลองสมัครใหม่อีกครั้งในปีหน้านี้ อินชาอัลลอฮ”

“พ่อแม่ของฉันมาอยู่เยอรมันแล้วลำบากมาก โดยเฉพาะเรื่องภาษาเยอรมัน ท่านทั้งสองต้องสูญเสียทุกสิ่ง ทั้งบ้าน ทั้งสวน ตอนนี้ท่านปลอดภัยดีแล้วแต่ก็ยังคงต้องพึ่งพาอะไรอีกหลายอย่าง เช่นสวัสดิการสังคม การเข้าเรียนภาษาซึ่งเป็นภาคบังคับ ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านทั้งสองจะค่อยๆรู้สึกดีขึ้นและเริ่มเข้าใจว่าท่านก็สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวของท่านเอง”

“สิ่งที่ฉันกลัวที่สุดคือฉันอาจจะไม่มีโอกาสได้พบหน้าปู่ย่าตายายของฉันอีกแล้ว พวกเขายังคงใช้ชีวิตอยู่ที่ดามัสกัส และแม้ว่าสงครามในบางพื้นที่จะสงบลงแล้ว แต่สถานการณ์ก็ยังคงน่าเป็นห่วงและยากลำบาก ไฟฟ้ายังคงดับอยู่บ่อยๆ และปัจจัยดำรงชีวิตอย่างอาหารก็ยังคงหายากและแพงลิบลิ่ว”

 

ประเทศ : ปากีสถาน
อัตราผู้ลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่น : 1.3 ล้านคน

    

ชื่อ : Abubakkar Yousafzai อายุ 27 ปี
อพยพจาก เมืองบูเนอร์  ปากีสถาน
ปัจจุบันลี้ภัยที่ เมืองการาจิ ปากีสถาน

“ผมไม่หวังอะไรมาก ปี 2018 ของผมคงจะเป็นปีที่ต้องเริ่มทำอะไรให้เป็นจริงให้ได้ ตั้งแต่มาอยู่เมืองการาจิชีวิตผมลำบากมาก ผมต้องส่งเสียน้องชายสองคนกับน้องสาวอีกหนึ่งคน มันไม่ใช่แค่ต้องทำให้ชีวิตตัวเองคืบหน้าขึ้น แต่ผมต้องนำครอบครัวให้อยู่รอดได้ด้วย ผมเลยไม่คิดว่าปี 2018 มันจะแตกต่างจากปีที่แล้วเท่าใดนัก”

“ผมทำงานกับองค์กรเอกชนช่วยเหลือด้านการศึกษา และในปี 2017 ผมโดนพวกตาลีบันขู่กรรโชก หน่วยรักษาความปลอดภัยก็คอยมารังควาน เราทำงานปลูกจิตสำนึกเพื่อสังคมแต่กลับโดนขู่เข็ญทั้งจากฝ่ายตาลีบันและกองกำลังทหารรักษาความปลอดภัย ทางการคิดว่าเราเป็นสายลับในขณะที่ฝ่ายตาลีบันก็เกลียดพวกเรา”

“ความหวังของผมคืออยากให้รัฐบาลเสถียรและมั่นคงมากขึ้น สังคมจะดำเนินไปได้ด้วยดีถ้าบ้านเมืองเรามีขื่อมีแป สถานการณ์ความปลอดภัยตอนนี้ดูเหมือนจะดีขึ้นบ้าง แต่กลุ่มผู้ก่อการร้ายก็ยังคงจ้องจะเล่นงานประชาชนเหมือนเดิม พวกมันเล็งเป้าไปที่กลุ่มคนที่ไร้ทางสู้ และวิธีการของพวกมันก็ดูเหมือนจะแยบยลขึ้นกว่าเดิม หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยไปก็อาจทำให้การก่อการร้ายจะกลับมาอีกครั้ง และประวัติศาสตร์ก็คงจะซ้ำรอยอย่างนั้นเรื่อยไป สิ่งเดิมๆ ที่เกิดขึ้นในปากีสถานตลอดมาคือเรามีปฏิบัติการทางทหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเราก็เปลี่ยนผู้นำกันจนไม่ซ้ำหน้า ผมหวังอย่างยิ่งว่าสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในปากีสถานคงจะเปลี่ยนแปลงไปสักวัน”

 

ประเทศ : เมียนมาร์
อัตราผู้ลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่น : 923,000 คน

              

ชื่อ: Narul Amin อายุ 12 ปี
อพยพจาก เมืองมองเดาว์  ประเทศเมียนมาร์
ปัจจุบันลี้ภัยที่ ค่ายผู้ลี้ภัยบาลูคาลี , ประเทศบังคลาเทศ

“อยู่ที่บังคลาเทศผมไม่มีความสุข ผมคิดถึงบ้านเกิดและประเทศของผมมากๆ ผมทิ้งแกะของผมสองตัวไว้ที่นั่น ผมคิดถึงพวกมันมาก พวกมันชื่อ Lal Fari และ Hasha ผมดูแลพวกมันมาตั้งแต่เล็ก และตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าชะตากรรมของพวกมันจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง”

“ผมชอบไปโรงเรียน นอกเหนือจากนั้นผมก็ไม่ชอบอะไรอีกเลยที่นี่ ผมอยากเป็นคนมีการศึกษา อยากเป็นผู้รู้เหมือนคุณตาของผม ท่านเรียนจบเกรด 12 และได้เป็นผู้รู้ที่มีชื่อเสียงมาก ผมฝันอยากเป็นอย่างท่าน”

“ผมต้องกลับไปเมียนมาร์และต้องกลับไปใช้ชีวิตที่หมู่บ้านของเราอีกครั้งให้ได้ หากรัฐบาลเมียนมาร์ให้สิทธิ์เราคืนมาพวกเราคงจะได้อยู่ที่นั่นอย่างปลอดภัยอีกครั้ง แต่ถ้าหากเราไม่ได้รับสิทธิ์ของเราคืนมาเราก็อาจต้องตายที่เมียนมาร์”

 

ประเทศ : สาธารณรัฐประชาชนคองโก
อัตราผู้ลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่น : 3.5 ล้านคน

               

ชื่อ : Edward Mola Rushambara อายุ  24  ปี
อพยพจาก ค่ายผู้ลี้ภัย Kakuma ประเทศเคนย่า
ปัจจุบันลี้ภัยที่ (Rushambara เป็นผู้ลี้ภัยตั้งแต่กำเนิด)

“สำหรับผม มันคงจะดีมากๆหากปี 2018 นี้พระเจ้าจะกำหนดให้ผมได้ใช้ชีวิตนอกค่ายผู้ลี้ภัยและได้ไปอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อว่าผมจะได้มีโอกาสไปโรงเรียน ได้สานฝันและไขว่คว้าเป้าหมายที่ผมวางไว้ ผมอยากทำงานให้กับเด็กๆ ทั่วโลก เพราะตลอดที่ผ่านมามีอะไรเกิดขึ้นกับโลกของเรามากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นภาวะสงครามหรือแม้แต่ความรุนแรงในครอบครัว”

“ผมอยากทำงานด้านมนุษยธรรม อยากเป็นนักปกป้องมนุษยธรรมในองค์กรนานาชาติที่คอยให้ความช่วยเหลือเด็กๆ ผมคิดว่าถ้าผมได้รับเลือกตรงนั้นก็คงจะเป็นโอกาสดีที่ผมจะกลับไปเรียนหนังสือและทำเกรดให้ดี แต่การต้องอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยมันทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ยากมาก”

“ผมเชื่อว่าเด็กๆ คือเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่สุด เพราะพวกเขาไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้ ผมหวังและเฝ้าอธิษฐานเสมอมาว่าขอให้สันติภาพจุติบนโลกเราเสียที”

 

ประเทศ : เวเนซูเอลา
อัตราผู้ลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่น : 52,000 คน

     

ชื่อ : Aives Samuel Maiorana Flores อายุ  34  ปี
อพยพจาก :  Barquisimeto, เวเนซูเอลา
ปัจจุบันลี้ภัยที่ เมืองมาดริด ประเทศสเปน

“ประเทศของผมยิ่งแย่ลงทุกวัน ไม่มีหยูกยา ไม่มีเงิน ไม่มีอิสรภาพ ไม่มีอะไรสักอย่าง เป็นประเทศที่ไม่น่าอยู่เลย ความหวังปี 2018 ของผมคืออยากให้สถานการณ์บ้านเมืองมันดีขึ้น ประชาชนได้รับสิทธิกลับคืนมา อยากให้มีประชาธิปไตยที่แท้จริง ผมหวังอย่างยิ่งอยากให้มันเกิดขึ้นไวๆ แม้จะรู้ดีว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ เวเนซูเอลาเหมือนติดกับอยู่ในหลุม ทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้คือต้องเปลี่ยนผู้นำ หรือไม่ก็รอให้เกิดปาฏิหาริย์ไปเลย”

“ปี 2018 จะเป็นปีที่ชี้ชะตาชีวิตของผม เพราะผมกำลังลุ้นว่าเขาจะรับพิจารณากรณีลี้ภัยของผมหรือไม่ ผมเคยเป็นทนายและผมก็กำลังเรียนต่อปริญญาโทที่สเปนเช่นกัน หากคำตอบคือไม่ผมก็คงไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน ที่เวเนซูเอลาผมต้องมีชีวิตในความหวาดกลัวทุกวัน ผมโดนขู่เพราะผมเป็นเกย์และผมก็โดนขู่กับอุดมการณ์ที่ผมมี ผมเคยโดนเจ้าหน้าที่ทหารลักพาตัวข้อหาเข้าร่วมประท้วงกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอีกด้วย”

“ชีวิตของผมที่นี่สงบขึ้นมาก ทั้งเรื่องส่วนตัวและอารมณ์ความรู้สึก แต่ผมเชื่อว่าผู้อพยพทุกคนต่างก็เฝ้าฝันที่จะจบชีวิตในบ้านเกิดของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ผมหวังอยากกลับไปพบหน้าครอบครัวและเพื่อนรักอีกครั้ง ผมอยากกลับไปใช้ชีวิตที่เหลือที่ผมเคยทิ้งไว้”

 

ประเทศ : เยเมน
อัตราผู้ลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่น : 3 ล้านคน

  

ชื่อ : Taqiah Ali Mansour อายุ  45  ปี
อพยพจาก เมืองตาอิษ ประเทศเยเมน
ปัจจุบันลี้ภัยที่ ค่ายคนพลัดถิ่น Khamer เมืองซานาอ์ ประเทศเยเมน

“ฉันหวังจะได้กลับไปอยู่บ้านของฉันที่ชนบท ฉันหวังว่าจะมีใครสักคนมาช่วยเริ่มต้นสร้างบ้านให้ฉันใหม่ และฉันหวังว่าสงครามจะยุติลงในปี 2018 นี้ เพราะพวกเรารู้สึกเหนื่อยและสิ้นหวังกับมันแล้ว”

“ฉันหวังจะได้พบหน้าครอบครัวของฉันอีกครั้ง ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่เมืองตาอิษ เมืองที่สามีของฉันเคยโดนฆ่าตายขณะกำลังเดินกลับบ้าน สุขภาพของฉันเริ่มทรุดโทรมลง และฉันก็ไม่ได้รับการบำบัดรักษาจากที่ไหนเลย ฉันรู้สึกเศร้าใจมากที่สงครามทำลายบ้านเรือนและชีวิตของฉันพังทลายไม่เหลืออะไรเลย”

“ฉันหวังว่าทางการซาอุฯ จะหยุดวางระเบิดถล่มโจมตีพวกเราเสียที และฉันก็หวังด้วยเช่นกันว่าฝ่ายกองกำลังฮูติและฮาดีจะหยุดทะเลาะกัน ปล่อยให้พวกเราได้อยู่กันอย่างสันติได้แล้ว”

 

ประเทศ : บุรุนดี
อัตราผู้ลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่น : 742,000 คน

            

ชื่อ : Olivier N อายุ 19 ปี
อพยพจาก เมือง Bujumbura ประเทศบูรุนดี
ปัจจุบันลี้ภัยที่ ค่าย Nakivale ประเทศอูกันดา  

“ผมหวังว่าปี 2018 นี้ความใฝ่ฝันจะได้เรียนต่อของผมจะเป็นจริง และผมหวังว่าความฝันอยากวิ่งระยะทางไกลของผมจะเป็นความจริงด้วย เหนือสิ่งอื่นใดผมหวังอย่างยิ่งว่าประเทศบุรุนดีจะกลับมาสู่สันติภาพอีกครั้ง เพื่อให้ลูกหลานชาวบุรุนดีได้มีโอกาสอยู่กินและใช้ชีวิตโดยปราศจากความหวาดระแวงว่าจะต้องถูกฆ่าหรือจำคุกอย่างไร้ความยุติธรรม”

“ผมโชคดีและรู้สึกขอบคุณพระเจ้ามากๆ ที่ผมได้มีโอกาสหนีเอาตัวรอดมาอยู่ในประเทศอูกันดาได้ ประเทศที่ผมได้พึ่งพิงมานานกว่าสองปีแล้ว การต้องจากครอบครัวและอยู่ไกลบ้านไกลเมืองเช่นนี้มันโหดร้าย และมันยิ่งโหดร้ายไปกว่านั้นเมื่อผมต้องเป็นผู้ลี้ภัยที่ไม่มีอะไรติดตัวเลย”

 

ประเทศ : โคลัมเบีย
อัตราผู้ลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่น : 7.7 ล้านคน

     

ชื่อ : Orlando Burgos Garcia อายุ 52 ปี
อพยพจาก :  Barrancabermeja ประเทศโคลัมเบีย
ปัจจุบันลี้ภัยที่ : Velez ประเทศโคลัมเบีย

“ผมกลัวว่าปีนี้จะเป็นปีที่ไม่ต่างอะไรจากหลายๆ ปีที่ผ่านมา ชีวิตที่เคยเป็นทั้งเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายและผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนและอีกหลายอย่างที่ผมต้องฝืนทนกล้ำกลืน ผมเริ่มกลายเป็นบุคคลพลัดถิ่นครั้งแรกเมื่อปี 2000 และผมก็ยังคงไม่มีคุณภาพชีวิตที่สามารถเรียกได้เต็มปากว่ามีเกียรติและน่าภาคภูมิใจ บุคคลพลัดถิ่นที่หนีเอาตัวรอดมาด้วยสภาพสิ้นไร้ไม้ตอกอย่างพวกเรายังคงไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลหรอก ในสายตาของสังคมชาวโคลัมเบียผมคือเหยื่อแห่งความเคราะห์ร้าย และนั่นก็หมายความว่าผมอยู่ในสถานะที่ต่ำต้อยมาก ผมหวังอย่างยิ่งว่าความเลวร้ายเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงในปี 2018 นี้ แต่ผมก็คิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้หรอก”

“ผมทำงานกับคนพลัดถิ่นมานานตั้งแต่รัฐบาลออกกฎหมายคุ้มครองเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเมื่อปี 2011 แต่โลกนี้มันช่างวุ่นวายและแสนโหดร้ายนัก กฎหมายนั้นมันเป็นเพียงกฎหมายที่ดูดีบนหน้ากระดาษ แต่ในความเป็นจริงมันกลับบางเบาเพียงลมปาก กฎหมายบอกว่าบุคคลพลัดถิ่นจะได้รับค่าคุ้มครองดูแล แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย โคลัมเบียน่าจะสงบสันติได้แล้ว แต่เราก็ยังคงเห็นอาชญากรรมและการขู่กรรโชกเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน ผมหวังว่าประชาคมโลกจะหันมาฟังเรา แต่ผมก็กลัวว่าเราจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอนกับสิทธิและความปลอดภัยของเราเช่นนี้อยู่เรื่อยไป”

 

ประเทศ : ไนจีเรีย
อัตราผู้ลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่น : 3.2 ล้านคน

ชื่อ : Deborah Morphus อายุ 24 ปี
อพยพจาก :  Adamawa ประเทศไนจีเรีย
ปัจจุบันลี้ภัยที่ ค่าย Baga Sola ประเทศชาด

“ฉันมาที่นี่เพราะหนีจากปัญหาความรุนแรง พวกโบโกฮารามมันเข้ามาบุกหมู่บ้านของเรา เราหนีเอาตัวรอด แต่แม่ของฉันแก่เกินจะหนีทัน ท่านเลยถูกฆ่าตายที่นั่น”

“ที่หมู่บ้านของเราไม่มีคำว่าสันติ พวกโบโกฮารามยังคงปักหลักที่นั่น พวกมันก็กลัวนะ แต่พวกมันคงมีภารกิจต้องสะสาง พวกมันเลยกลับไปอยู่ที่นั่นกันอีก”

“พ่อของฉันยังอยู่ในหมู่บ้านนั้น ฉันโทรถามไถ่ข่าวคราวพ่อแทบทุกอาทิตย์ว่ามีใครเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง ฉันไม่อยากกลับไปอยู่ที่ไนจีเรีย ฉันไม่ชอบที่นั่นเลยเพราะมันไม่สงบ ฉันอยากให้ตัวเองมีเงินมากพอที่จะกลับไปเยี่ยมพ่อได้ แต่ฉันก็ไม่อยากอยู่ที่นั่น”

 

ประเทศ : ซูดาน
อัตราผู้ลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่น : 2.9 ล้านคน

ชื่อ : Ahmed Khamis อายุ 27 ปี
อพยพจาก :  Darfur  ประเทศซูดาน
ปัจจุบันลี้ภัยที่ : Vichy ประเทศฝรั่งเศส

“เป้าหมายหลักปี 2018 ของผมคือต้องหางานทำให้ได้ ผมได้รับสิทธิเป็นผู้ลี้ภัยเมื่อหกเดือนก่อนและผมก็มีแฟลตที่พัก ผมอยากให้ภรรยาของผมมาอยู่ที่นี่ด้วย เธอยังคงต้องอยู่ที่ซูดาน ผมจึงต้องรีบหางานทำ วันก่อนผมถูกเรียกสัมภาษณ์ให้ทำงานขับรถบรรทุกสินค้า ตอนนี้ผมยังรอคำตอบและผมก็หวังอย่างยิ่งว่าผมคงจะได้งานนั้น”

“ผมเคยทำงานเป็นพนักงานขับรถให้กับองค์กรเอกชนในเมืองดาร์ฟูร แต่ต้องทิ้งงานนั้นไปเมื่อปี 2015 หลังจากที่ผมถูกขู่กรรโชกจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ หน่วยข่าวกรองบังคับให้ผมร่วมประณามกลุ่มต่อต้านทางการเมืองในค่ายที่ผมติดต่อ ผมมีงานทำ มีเพื่อน มีภรรยา ตอนนี้ผมกลับต้องสร้างมันขึ้นมาใหม่ทุกอย่างต่างบ้านต่างเมืองเช่นนี้”

“ญาติสนิทมิตรสหายของผมที่นั่นคิดถึงผมมาก โชคดีที่ยังมีโลกโซเชียลอย่างว๊อทซ์แอปป์พอจะช่วยให้หายคิดถึงได้บ้าง ผมมักจะคิดถึงวันวานในอดีต คิดถึงอาหาร กลิ่นและบรรยากาศเก่าๆ ภาพผมออกไปเดินเล่นยามเย็น ภาพครอบครัวร่วมฉลองกันในเดือนรอมฎอน ในปี 2018 ผมหวังว่าความรุนแรงในดาร์ฟูรฺจะสงบลง เราไม่ค่อยได้ยินเรื่องราวของเมืองนี้จากสื่อเท่าใดนัก แต่อาชญากรรมก็ยังคงมีให้เห็นกันอยู่ทุกวัน”

 

ประเทศ : อัฟกานิสถาน
อัตราผู้ลี้ภัยและบุคคลพลัดถิ่น : 5.3 ล้านคน

               

ชื่อ : Nasrat อายุ 17 ปี
อพยพจาก ประเทศอัฟกานิสถาน
ปัจจุบันลี้ภัยที่ เมืองฟลอดา ประเทศสวีเดน

“เราต่างเฝ้าฝันจะมีชีวิตอยู่ในประเทศที่เราไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะตายด้วยกันทั้งนั้น ผมฝันอยากพาน้องชายวัย 7 ขวบของผมออกจากอัฟกานิสถาน”

“น้องชายของผมคาดหวังในตัวผมมาก เขาไม่รู้เลยว่าผมได้รับใบแจ้งเตือนให้ออกนอกประเทศแล้ว”

“พ่อแม่ของเราถูกกลุ่มตาลีบันฆ่าตาย เรามีสิทธิ์จะยื่นอุทธรณ์ขอให้ทางการพิจารณาสถานะผู้อพยพของเราสามครั้ง แต่หลังจากที่โดนปฏิเสธทั้งสามครั้ง เราถูกจับและโดนบังคับให้ขึ้นเครื่องบินกลับประเทศ”

“ฝันร้ายในชีวิตผมช่างเยอะเหลือเกิน”

 


 

ได้ฟังเสียงสะท้อนจากหัวใจของคนไร้ถิ่นฐานบ้านเรือนที่ต้องรอนแรมหาแหล่งหลบภัยเพื่อความอยู่รอดของตนเอง

เรา…ในฐานะที่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขบนแผ่นดินภูมิลำเนาของตนเอง…รู้สึกอย่างไรบ้าง ?

 

แปลและเรียบเรียงโดย : Andalas Farr
ที่มา : 18 refugees, 18 countries – and their hopes for 2018

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Andalas Farr

Andalas Farr

คุณแม่ลูกสามผู้หลงใหลงานแปลภาษาเป็นชีวิตจิตใจ และรักงานเขียน งานสอนที่เชิญชวนสู่เส้นทางแห่งความดี ไม่ได้เป็นลูกครึ่งแต่รู้สึกผูกพันกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ชนิดเห็นประโยคแล้วสมองต้องประมวลภาษาโดยอัตโนมัติ Andalas จบการศึกษาระดับปริญาตรีและโทคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับครอบครัว ลูก และตัวอักษร