Erdogan-2

จากเด็กชนบทธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่เห็นความเป็นไปอันพิกลพิการของศาสนาและความเป็นตัวตนของประเทศตนเอง ยอมที่จะละทิ้งความสะดวกสบายในโรงเรียนรัฐซึ่งถูกหยาบโลนไปด้วยระบอบของ อตาเติร์ก อันเป็นระบอบที่ทำลายอาณาจักรอิสลามแห่งสุดท้ายลงเมื่อ 70 กว่าปีก่อนนั้น (อาณาจักร อุษมานียะฮฺหรือออตโตมันมีอำนาจปกครองอยู่ในช่วง ค.ศ.1299-1923) ทำให้เด็กชายตัวเล็กๆคนหนึ่งขอผู้เป็นบิดาให้ส่งตัวเองไปเรียนในโรงเรียนศาสนาอันไม่มีเบี้ยเลี้ยงจากรัฐบาลให้ได้หยิบจับกัน ซ้ำยังโดนจับตาจากอำนาจฝ่ายรัฐที่จ้องจะเล่นงาน จนต้องยกเลิกการเรียนการสอนอีกนั้น เด็กชายผู้นี้เลือกที่จะมาเรียนที่นี่ เพียงเพื่อหวังที่จะหลีกหนีความพิกลพิการทางศาสนาของประเทศและจิตวิญญาณคนตุรกีสมัยนั้น เพื่อที่ว่าตนเองจะได้สัมผัสอิสลามแม้เสี้ยวเดียวในโรงเรียนซอมซ่อแห่งนั้นและในประเทศตนเองที่ไม่มีกลิ่นอายแห่งอิสลามให้ได้เชยชมแล้วก็ตาม

เด็กชาย ฏอยยิบุดดีน อัรดูฆอน เกิดในปี ค.ศ.1954 ครอบครัวของเขาอพยพมาอยู่เมืองอิสตันบูล หรือเมืองแห่งอิสลาม อดีตเมืองคอนสแตนติโนเปิล ของกษัตริย์คอนสแตนตินแห่งโรมันตะวันออก เมืองที่สุลต่านหนุ่มวัย 21 ปี มุฮัมหมัด อัลฟาติฮฺ (Sultan Muhammad Al-Fatih) ได้พิชิตมาจากโรมันเมื่อสมัยโบราณ อัรดูฆอนเติบโตมาในสังคมมุสลิมที่แยกศาสนาออกจากชีวิตประจำวัน(ระบบเซคคิวลาห์ – secularism) เบียดเรื่องศาสนาให้มิด และอุดอู้อยู่แต่ในมัสยิด ไม่ใช่แค่นั้น มุสตอฟา กามาล อตาเติร์ก (Mustafa Kemal Ataterk) ผู้ถูกยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งตุรกีใหม่นั้น (หลังจากรับใช้ยิวโค่นอำนาจคอลีฟะฮฺอุษมานียะฮฺในปี 1924 ลงได้) ยังได้บังอาจเปลี่ยนการอะซานในตุรกีให้เป็นภาษาเติร์ก และยังสั่งใช้ไม่ให้ผู้หญิงมุสลิมใส่ฮิญาบ(ทั้งที่ตนเองก็อ้างว่าเป็นมุสลิม) ผู้ชายห้ามใส่หมวกตอรบุช(กาปีเยาะห์ชนิดหนึ่ง สีแดงเข้ม ทรงสูง สัญลักษณ์ทางอำนาจและวิถีชีวิตมุสลิมในสมัยนั้น) หมอนี่ยังได้คิดริเริ่มปฏิรูปประเทศลงเหวลึกยิ่งขึ้น ยากจะกู่กลับด้วยการให้ผู้คนคลั่งไคล้ชาตินิยม โรงเรียนทุกแห่งห้ามสอนกุรอานเป็นภาษาอาหรับ ห้ามเรียนภาษาอาหรับ ต้องใช้ภาษาเติร์กเท่านั้น และอีกมากมายแผนการชั่วที่ถูกคิดค้น

อัรดูฆอน ไปสมัครเข้าโรงเรียนชั้นซานาวีย์แห่งหนึ่ง(ระดับมัธยม) ในวันหนึ่งคุณครูได้ถามนักเรียนว่า ใครละหมาดเป็นบ้าง ช่วยออกมาแสดงให้เพื่อนๆดูหน้าห้องหน่อยสิ… เด็กชายอัรดูฆอน ยกมือและได้ออกมาหน้าห้อง คุณครูจึงเตรียมหนังสือพิมพ์เพื่อปูชั่วคราวให้เขาได้ละหมาด แต่อัรดูฆอนได้ปฏิเสธที่จะใช้มัน เหตุผลที่คุณครูคนนั้นเล่ามาก็คือ เพราะที่หนังสือพิมพ์นั้น มีรูปดาราผู้หญิงอยู่ นับแต่นั้น อัรดูฆอน จึงได้รับฉายาจากครูว่า “รอยั๊บ” เป็นภาษาตุรกี แปลว่า ผู้มีความเคร่ง วันนี้เราจึงได้รู้จักเขาคนนี้ในชื่อ รอยั๊บ ฏอยยิบ อัรดูฆอน (Recep Tayyip Erdogan) นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศตุรกี

อัรดูฆอน ก้าวเข้ามาในแวดวงการเมือง เมื่อครั้งที่เขายังเป็นหนึ่งในสมาชิกพรรคเรฟะฮฺ หรือ  Welfare Party  พรรคการเมืองแนวคิดอิสลามพรรคแรกๆ หลังอาณาจักรอุษมานียะฮฺล่มสลายไป นั้นคือการไปอยู่กับ ศาสตราจารย์ ดร.นัจมุดดีน อัรบาฆาน* (Prof.Dr.Najmuddin(Necmettin) Erbakan) หัวหน้าพรรคผู้เป็นวิศวกรจบจากประเทศเยอรมันแต่มีอุดมการณ์แห่งอิสลามอยู่เต็มอก ท่านได้สั่งสอนเรื่องราวความยิ่งใหญ่แห่งอิสลาม อดีตอันรุ่งโรจน์ พร้อมกับประวัติการต่อสู้ของบรรพชนแห่งอิสลาม  อัรดูฆอนปลื้มครูคนนี้ของเขามาก แต่นั่นก็เป็นแสงดาวแห่งความหวังเพียงชั่ววาบเท่านั้น เมื่อพลพรรคครูของเขาต้องถูกลบออกไปจากแวดวงการเมือง ด้วยน้ำมือของพวกเซคคิวลาห์ที่ยังเป็นเสียงส่วนมากในตุรกีในวันนั้น  อัรดูฆอนไม่เคยลืมเรื่องราวเหล่านี้ เขาเพียรพยายามไต่เต้าวงจรสกปรกนี้ และอาสาค่อยๆเช็ดถูขจัดคราบเหล่านั้นออกจากระบบ ท่านได้รับเลือกให้เป็นนายกเทศมนตรีแห่งเมืองอิสตันบูล เมืองการค้าแห่งตุรกี ประชาชนเลือกท่าน ด้วยเหตุผลหนึ่งก็คือ อัรดูฆอน ไม่เคยมีเรื่องทุจริตปรากฏให้เห็นเลยในชีวิต

ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองอิสตันบูลนั้น ในการปราศรัยครั้งหนึ่งท่านได้พูดขึ้นว่า “คนเรา จะผสมผสานกันระหว่างมุสลิมกับเซคคิวลาห์นั้นไม่ได้ ท่านจะต้องเลือกการเป็นผู้ศรัทธาเท่านั้น และทิ้งการเป็นเซคคิวลาห์ซะ” และเขาก็ได้ยกกลอนชิ้นหนึ่งของนักสู้มุสลิมคนหนึ่งของตุรกีว่า

“มัสยิดนั่นคือค่ายทหารของเรา  โดมของมันคือหลุมหลบภัยของเรา ส่วนหอคอยนั้นเล่า คือดาบปลายปืนของเรา และผู้ศรัทธาในที่นั้น คือทหารหาญของเรา…”

ด้วยการดังกล่าวเช่นนี้เอง เขาจึงได้ถูกทางการจับตัว รถตำรวจล้อมรอบรถที่ของเขาถึงห้าคัน ผู้คนคับคั่งมืดฟ้ามัวดิน ต่างออกมาแสดงความไม่พอใจและเรียกร้องให้ปลดปล่อยผู้นำของเขาคนนี้ …   ขณะที่ห้องสี่เหลี่ยมอันมืดมิดรอท่าอยู่ข้างหน้า อัรดูฆอน กลับออกมาพูดเพียงแค่ท่อนเดียวนั้นคือ ขอให้พวกท่าน(ประชาชน)กลับไปทำงานของท่าน ส่วนฉันก็จะทำงานของฉันเช่นกัน(แม้ต้องอยู่ในคุก) … ชั่งเป็นคำพูดที่สั้นและสะเทือนหัวใจผู้คนเสียจริงๆ เขากำลังทำงานเพื่อนำอิสลามกลับมาสู่แผ่นดินและโลกนี้อีกครั้ง และเราก็ต้องทำงานเช่นกัน ทุกคนล้วนมีภาระหน้าที่นี้ คอลีฟะตุลอัรดฺ…

ดูเหมือนอุดมการณ์อิสลามจะไม่เคยหยุดนิ่ง กระแสของมันเพิ่มความเชี่ยวกรากเสมือนคลื่นทะเลในวันพายุเข้า หนุ่มสาวตุรกีเริ่มกลับเข้าหาอิสลามมากขึ้น พวกเขาละทิ้งความเป็นชาตินิยม เชื้อชาตินิยม และความเป็นเซคคิวลาห์มากขึ้น เมื่ออัรดูฆอนก้าวมาเป็นนายกรัฐมนตรี เขาร่วมมือกับประธานาธิบดีผู้มีแนวคิดอิสลามอีกคน คือ อับดุลลอฮฺ กุล(Abdullah Gul) พวกเขาเริ่มแสดงความเป็นมุสลิมให้ประชาชนเห็นเป็นตัวอย่าง ภรรยาของพวกเขา เป็นภรรยาผู้นำมุสลิมไม่กี่คนที่สวมฮิญาบ ทั้งๆที่ในประเทศอาหรับต้นตำรับมุสลิมหรือประเทศเพื่อนบ้านของเราทางใต้ ต่างก็ไม่กินเส้นกับรสนิยมอิสลามข้อนี้มากนัก ซ้ำร้ายยังได้รู้ว่าผู้นำอาหรับหลายต่อหลายคนมีภรรยาเป็นคนต่างศาสนิก นับประสาอะไรกัน ที่จะมาปกครองมวลมุสลิมของตน ตัวอย่างที่โลกได้เห็นก็คือ งานพบปะที่ประเทศฝรั่งเศส ภรรยาของอัรดูฆอน เป็นภรรยาผู้นำประเทศคนเดียวในงานที่แต่งตัวมิดชิด ปกป้องรักษาสิทธิอันงดงามที่พระเจ้าให้เธอมา ผู้นำที่เป็นบุรุษเพศหลายคนยื่นมือเพื่อที่จะจับมือกับเธอตามธรรมเนียม แต่เธอไม่สนองตอบด้วย เป็นการแสดงออกถึงอุดมการณ์และมารยาทอันงดงามของอิสลาม ที่หาดูได้ยากเหลือเกินในโลกของผู้นำประเทศมุสลิม

Erdogan-3
วันที่ 30 มกราคม 2009 ในการประชุมเวิล์ด อีโคโนมิค ฟอรัม ที่กรุงดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ นายกรัฐมนตรีอัรดูฆอน ถูกให้ขึ้นเวทีพร้อมกับประธานาธิบดีอิสราเอล ชีมอน เปเรส นายเปเรสได้ใช้เวลาอย่างยาวนานในการอธิบายเหตุผลที่เขาต้องทำสงครามกับฆ๊อซซะ(กาซ่า) และประเทศฟาลิสฏีน(ปาเลสไตน์) อัรดูฆอนนั่งฟังอย่างนิ่งเงียบ สีหน้าจับจ้องมองคนทางซ้ายมือของเขาอย่างขึงขัง และเขาทำให้ทั่วโลกต้องตกตะลึงเมื่อเขาขออภิปรายตอบกลับเปเรส อัรดูฆอน พูดขึ้นว่า …

…คุณเปเรส คุณน่ะแก่กว่าผม เสียงของคุณก็ดังมาก ที่คุณพูดเสียงดังก็คงเกิดจากความรู้สึกผิดที่ติดสันดานการเป็นอาชญากรสังหารมนุษย์ของคุณนั่นเอง เสียงของผมไม่อาจดังเช่นนี้ได้

เรื่องการฆาตกรรมน่ะ คุณรู้ดี และเมื่อถึงเวลาที่จะต้องฆ่า คุณก็รู้วิธีพวกนี้ดี

คุณฆ่าประชาชน(ชาวปาเลสไตน์) ผมยังจำภาพเด็กที่นอนตายอยู่บนชาดหาดได้

และผมยังจำได้ว่า อดีตผู้นำอิสราเอล 2 คนของคุณ ได้พูดสิ่งสำคัญบางอย่างให้ผมรู้

คุณมีนายกรัฐมนตรีผู้ที่บอกว่า เมื่อเราได้รุกเข้าไปในฟาลีสฏีนด้วยรถถัง เขารู้สึกมีความสุขยิ่งนักนอกจากนี้ ข้าพเจ้าขอประณามทุกคนที่ปรบมือเชียร์การเข่นฆ่าและก่ออาชญากรรมต่อชาวฆ๊อซซะ(กาซ่า) ที่พวกคุณพากันปรบมือสนับสนุนการเข่นฆ่าลูกเล็กเด็กแดงนั้น สำแดงให้ประจักษ์ว่าพวกคุณคือพวกที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน…

ครั้งที่เปเรสพูด มีคนสังเกตเห็นภรรยาของอัรดูฆอนร้องไห้ โดยผู้สื่อข่าวไปถามเธอหลังจากนั้น เธอกล่าวว่า ทุกอย่างที่ชายคนนั้น(เปเรส)พูด เขาโกหกทั้งนั้น และขณะที่อัรดูฆอนพูดอยู่นั้น ผู้ดำเนินรายการก็ได้พยายามขัดเขา(โดยไม่ให้เขาพูดเกินกว่า 1 นาที ขณะที่เปเรสพูดนานกว่า 25 นาที) แต่เขาก็ไม่ยอม และพูดทิ้งท้ายประโยคหนึ่งก่อนที่จะหยิบสมุดโน๊ตและประท้วงด้วยการลุกและลงเวทีประชุมไปว่า… Israel… became a gangster state!!

อัรดูฆอน ถูกสั่งจับตายจากตำรวจลับของอิสราเอล(หน่วยมอสสาด) แต่ไม่สำเร็จ อิสราเอลมองว่า นายกรัฐมนตรีนิยมอิสลามผู้นี้ไม่เหมือนผู้นำโลกมุสลิมคนอื่นๆ ที่ว่านอนสอนง่าย หรือที่มีอุดมการณ์หน่อย ก็เป็นชาตินิยมหรือคลั่งไคล้เชื้อชาติไป ซึ่งไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรต่อพวกยิว

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1453 สุลต่าน มุฮัมหมัด อัลฟาติฮฺ วัย 21 ปี ได้ทำให้ความฝันของตนเองและสิ่งที่มวลมุสลิมทุกคนรอคอยสำเร็จ นั้นคือคำกล่าวของท่านนบีเราที่ว่า กรุงคอนสแตนติโนเปิลจะถูกพิชิต และกองทหารที่พิชิตนี้ เป็นกองทหารที่ดียิ่ง… มุฮัมหมัด บิน มุร็อด ในวัยเด็กยังจำคำสอนของครูส่วนตัวของเขาได้ดี และยังจำวันวานที่ครูของเขาชอบที่จะนำมาเที่ยวชายหาดสม่ำเสมอ ครูของเขามักจะชี้ไปฝั่งแผ่นดินคอนสแตนติโนเปิลและเล่าหะดีษนบีบทนี้อยู่เสมอๆ มุฮัมหมัดจำฝังใจและต้องการเป็นผู้นำของกองทหารหาญนั้น จากเมืองของจักรพรรดิคอนสแตนติน(คอนสแตนติโนเปิล)มาเป็นอิสตันบูล(แปลว่าเมืองแห่งอิสลาม) แรงบันดาลใจมาจากคำพูดของท่านนบีของพวกเรานี่ล่ะ อุษมานียะฮฺปกครองตุรกีและแผ่นดินมุสลิมทั้งมวล 600 กว่าปี จนถูกมุสตอฟา กามาล อตาเติร์ก โค่นล้มไปนั้น มาวันนี้ ชายที่ชื่อ อัรดูฆอนกำลังจะนำความยิ่งใหญ่นี้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง

วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2553 ในเหตุการณ์ หน่วยคอมมันโดอิสราเอลขึ้นไปถล่มเรือบรรเทาทุกข์ของคณะทำงานสิทธิมนุษยชนจากหลายประเทศที่จะขนส่งปัจจัยในการดำรงชีพที่สำคัญแก่ฆ็อซซะและชาวฟาลิสฏีนนั้น มีผู้เสียชีวิตหลายคน นายกรัฐมนตรีอัรดูฆอนแห่งตุรกี ซึ่งเป็นเจ้าภาพคณะทำงานสิทธิมนุษยชนนี้นั้น ได้ประกาศให้มีการละหมาดญะนาซะฮฺทั่วประเทศ และมีรายงานว่านำมายัตไปละหมาดที่มัสยิดสีน้ำเงินซึ่งเป็นมัสยิดที่สำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของอาณาจักรอิสลามอุษมานียะฮฺ ทำไมต้องละหมาดที่นี่… อัรดูฆอนกำลังทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่จะบอกแก่ชาวโลกโดยเฉพาะชาวมุสลิมทั้งหลายว่า ควรทำอะไร และเตรียมตัวพร้อมหรือยังกับการเดินตามอุดมการณ์แห่งนักรบมุสลิมในอดีตที่ต่อสู้กับความอยุติธรรมทั้งหลาย การต่อสู้ของผู้นำคนนี้เป็นสัญลักษณ์ใหม่ที่พวกเราต้องติดตาม และช่วยกันขอดุอาอฺเหมือนดั่งเช่นที่มุสลิมอีกหลายล้านคนกระทำ พี่น้องของเขา เรือนร่างเดียวกันของเขา อยู่ทุกหนทุกแห่งบนโลกใบนี้ เป็นภาระหน้าที่ของเราที่จะต้องทำการปลดปล่อย เพื่อที่เราจะได้เป็นมุอฺมินคนหนึ่ง ที่จะมีผลงานแสดงต่อพระเจ้าของเราในวันโลกหน้า

Erdogan-1
เราอาจจะได้ยินข่าวหรือการวิจารณ์อย่างรุนแรงต่ออัรดูฆอนและตุรกี ว่าเป็นประเทศมุสลิมที่แปลกและมีข่าวในเรื่องการสั่งห้ามใส่ฮิญาบให้ผ่านหูกันบ่อยๆ แต่ใครจะรู้บ้างว่า นายกรัฐมนตรีคนนี้กำลังต่อสู้อย่างลับๆด้วยอุดมการณ์อิสลามของเขา(ล่าสุด ฝ่ายบริหารการอุดมศึกษาตุรกีออกกฎใหม่ ตามคำสั่งนายกฯเเละพรรค AKP ของเขา ให้คลุมฮิญาบเข้าเรียนได้เเล้ว(ข้อมูลวันที่ 19/10/53) ทำเอาพวกผู้พิพากษาเเนวเซคคิวลาห์ ร้อนผ่าวนั่งไม่ติดไปตามๆกัน) เพื่อนของผู้เขียนเอง ที่ได้ไปศึกษาที่ตุรกีก็ได้เล่าว่า เพื่อนๆ หนุ่มสาวมุสลิมในตุรกีก็เริ่มจับกลุ่มสร้างฮาลากอฮฺ พูดคุยเรื่องอิสลามอย่างเข้มข้นในที่ลับ แม้แต่ตัวของที่ปรึกษานายกฯเอง ก็บินมาบรรยายที่มหาวิทยาลัยมัรมารา อิสตันบูล มีการแจกเอกสารประกอบที่เต็มไปด้วยเนื้อหาแนวคิดการฟื้นฟูอิสลาม สิ่งเหล่านี้ถูกสนับสนุนโดยรัฐบาล ทั้งๆที่ศาลและตำรวจออกกฏหมายห้าม แต่นายกรัฐมนตรีกลับอนุญาต เมืองนี้อำนาจศาลและตำรวจ ยังเป็นเซคคิวลาห์นั้นอาจจะเป็นขวากหนามกีดกันการทำงานของอัรดูฆอนก็จริงอยู่ แต่เขาก็ฉลาดที่จะเลือกกระทำสิ่งต่างๆให้โลกได้เห็นเช่นที่เราได้รับรู้กัน เพราะจะไม่แปลกเลยหรอที่นายกรัฐมนตรีมุสลิมคนหนึ่ง ชอบที่จะนำภรรยาตนเองออกงาน(เมื่อจำเป็น)และทั้งเขาและเธอก็แสดงออกถึงความเป็นมุสลิมอย่างอิ่มเอมใจ ภรรยาของเขาใส่ฮิญาบปกปิดมิดชิด แต่ในประเทศตนเองนั้น กลับมีการห้ามใส่ฮิญาบกันเป็นปกติ… ประเทศแห่งนี้ นายกรัฐมนตรีคนนี้ และการกระทำของเขา มีอะไรหลายอย่างที่ทำให้ยิวนั้นหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ ขณะเดียวกันก็สร้างความชุ่มชื่นแก่หัวใจมุสลิมอีกหลายล้านคนที่เบื่อหน่ายกับผู้นำมุสลิมในโลกอาหรับที่กินอยู่ฟู่ฟ่า ไม่สนใจพี่น้องตนเอง รอการลงโทษจากพระเจ้า เช่นที่คุณลุงคนหนึ่งนามว่า ฮิลมี มาดาคุร คนงานในโรงงานพลาสติก กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ฝากทิ้งท้ายให้พวกเราได้เอามานั่งคิดว่า

“ผู้นำอาหรับทั้งหลายควรที่จะเอานายกอัรดูฆอนเป็นแบบอย่าง คือความกล้าหาญและความจริงใจในตัวเขา… เขาไม่ไช่คนอาหรับ แต่เขาก็ได้ปกป้องชาวฟาลิสฏีนอย่างแข็งแกร่งและกล้าหาญ มากกว่าพวกผู้นำอาหรับเสียอีก ผมหวังว่าเขาจะนำระบอบคีลาฟะฮฺกลับมา”  … Gulf News

รุ่งอรุณ เเห่งอิสลาม เรียบเรียง
ตีพิมพ์ใน Halal Life Magazine ฉบับที่ 1

อ่านเรื่องอื่นๆ

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts Author website

Halal Life

Halal Life

Halal Life Magazine เว็บไซต์แม๊กกาซีนที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งวิถีชีวิตของมุสลิมที่มีไลฟสไตล์ในแบบฮาลาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การแนะนำร้านอาหารฮาลาล และการเดินทางท่องเที่ยวแบบฮาลาล

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *