หากโลกนี้มีคุกหรือเรือนจำที่เพรียบพร้อมไปด้วยร้านขายของชำ ห้องทำงาน และห้องขังที่ดูไม่ต่างกับหอพักนักศึกษา คุณคิดว่าคุกดีไซน์ภูมิฐานเช่นนี้จะช่วยลดอัตราการก่ออาชญากรรมซ้ำของบรรดานักโทษได้หรือไม่ ?

และเป็นไปได้หรือไม่หากโลกเราจะมีคุกที่สร้างบนบรรทัดฐานของความเมตตาและมีมนุษยธรรม? ถ้าเป็นประเทศในแถบสแกนดิเนเวียที่มีความก้าวหน้าทางสังคมก็อาจมีโอกาสเป็นไปได้ วันนี้เราจะพาไปชมคุกหรือศูนย์ภาคทัณฑ์ในเดนมาร์คที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร เมื่อรัฐร่วมจับมือกับบริษัทสถาปัตยกรรมในประเทศเพื่อออกแบบให้มีคุกที่เรียกได้ว่าครบวงจรด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเยี่ยมและตระหนักในด้านมนุษยธรรม “มากที่สุดในโลก”

คุก Storstrøm ที่ตั้งอยู่ในเมือง Gundslev ห่างจากเมืองโคเปนไฮเกนไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 70 ไมล์ เป็นคุกที่ดูแล้วมีลักษณะคล้ายบริเวณมหาวิทยาลัยมากกว่าที่จะเป็นคุกธรรมดาทั่วไปเสียด้วยซ้ำ โดยนโยบายสถาปัตยกรรมและหลักการด้านสังคมของคุกนี้วางอยู่บนเป้าหมายเดียวกันคือ ต้องการลดอัตราการก่ออาชญากรรมซ้ำด้วยวิธีล้างน้ำเสียด้วยน้ำดีโดยมุ่งเน้นประเด็นไปที่การฟื้นฟูสภาพและดัดพฤติกรรมของนักโทษแทน กลยุทธ์นี้ถือเป็นรูปแบบหนึ่งที่ประเทศในแถบสแกนดิเนเวียส่วนใหญ่มักยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกัน ดังเช่นประเทศสวีเดนที่มีอัตราการก่ออาชญากรรมซ้ำของผู้กระทำผิดเพียง 40% หรือประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศสหราชอาณาจักรที่ยังคงมีการใช้ระบบกักขังแบบเดิมเหมือนทั่วไป โดยกลยุทธ์ของกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียนี้ผูกความเป็นไปได้ไว้กับการสร้างบรรยากาศแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับวิถีชีวิตจริงของสามัญชนทั่วไปให้มากที่สุด ที่นอกจากจะเอื้อประโยชน์ให้กับนักโทษในคุกประมาณ 250 รายแล้วยังช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ผู้คุมขังที่ดูแลนักโทษได้ในเวลาเดียวกัน

“พวกเรามีความเชื่อและได้มองเห็นหลักฐานทางสถิติที่ยืนยันแล้วว่า บรรยากาศแวดล้อมที่ดูเข้มงวดและไม่ก่อเกิดการกระตุ้นนั้นสามารถส่งผลให้มีจำนวนผู้กระทำผิดซ้ำเพิ่มมากยิ่งขึ้น” Mads Mandrup สถาปนิกหุ้นส่วนของบริษัทสถาปัตยกรรม  C.F. Møller กล่าวกับ Co.Design  ทางอีเมล “ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ระดับอาชญากรรมของประเทศที่มีคุกที่ขาดมนุษยธรรมแบบเดิมทั่วไปยังคงมีสถิติและสถานะเท่าเดิมเรื่อยมา”

 

คุกในเดนมาร์คแตกต่างอย่างไร ?

ลักษณะพื้นของคุกที่นี่ถูกออกแบบให้เหมือนกับหมู่บ้านทั่วไปในเดนมาร์ค บริเวณรอบคุกรายล้อมไปด้วยพื้นที่โล่งและตัวอาคารที่ถูกออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแนวสแกนดิเนเวียที่โดดเด่นสะดุดตา โดยมีด้านหน้าอาคารที่เป็นมุมเหลี่ยม มีกระจกรอบตัวและใช้วัสดุจากธรรมชาติในการก่อสร้าง พูดง่ายๆคือ ที่นี่คุณจะไม่มีวันเห็นใครต้องมายืนข้างหลังลูกกรงเหมือนคุกทั่วไป เพราะห้องขังเดี่ยวของที่นี่ดูเหมือนจะคล้ายหอพักนักศึกษาเสียมากกว่า

นอกจากนี้ภายในห้องยังประกอบไปด้วยหน้าต่าง เตียงนอน ห้องน้ำส่วนตัว โต๊ะทำงานและโคมไฟอ่านหนังสือ ที่นี่จะไม่มีโรงอาหารรวม แต่จะมีห้องครัวแบ่งกันใช้เป็นกลุ่มๆสำหรับ 4-7 ห้องขังเพื่อให้นักโทษได้จัดเตรียมมื้ออาหารด้วยตนเอง และภายในคุกยังมีลานนั่งเล่นตรงกลางที่ทาสีและตกแต่งอย่างสวยงามจนคุณจะไม่รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในคุกเลย

แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังคงมีประเด็นคำถามขึ้นอยู่ดีว่า การออกแบบให้มันดูดีกว่าเดิมเช่นนี้คือกุญแจสู่การลดลงของอัตราผู้กระทำผิดซ้ำจริงหรือ? …

“มันก็คงจะฟังดูไร้เดียงสาไปนะ หากเราจะบอกว่าสถาปัตยกรรมเพียงอย่างเดียวสามารถช่วยให้สิ่งเหล่านั้นเป็นจริงได้”  Mandrup ตอบกับ Co.Design. “ด้วยเหตุนี้เราจึงมีการวางแผนหลักทั่วไปที่คำนึงถึงประโยชน์การใช้งานได้จริงโดยรวมของแผนที่ และลงมือสร้างความสมดุลเพื่อให้จุดสัมผัสแห่งความเป็นมนุษย์มาเจอกัน ซึ่งไม่เฉพาะบรรดานักโทษเท่านั้นที่เราพึงตระหนักแต่เรายังใส่ใจไปถึงเจ้าหน้าที่ผู้คุมขังที่อยู่ในนั้นด้วย ทั้งนี้เพื่อให้สองกลุ่มเป้าหมายนี้ได้มีโอกาสร่วมกันรับผิดชอบในหน้าที่และบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกิจวัตรประจำวันต่างๆที่เกิดขึ้นในคุกแต่ละวันที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ของนักโทษด้วยเช่นกัน

กลยุทธ์ในการ “ปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่” จึงจำเป็นต้องสะท้อนให้เห็นถึงกิจวัตรและวิถีชีวิตของคนปกติทั่วไป เพื่อที่ว่าวันหนึ่งที่นักโทษเหล่านั้นซึ่งส่วนใหญ่มักมีความผิดฐานก่ออาชญากรรมขั้นรุนแรงได้รับการปล่อยตัวไป พวกเขาจะคุ้นชินและสามารถปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศของชีวิตภายใต้กฎเกณฑ์ได้ดียิ่งขึ้น พื้นที่บริเวณรอบนอกของเรือนจำแห่งนี้จึงถูกออกแบบให้เป็นเหมือนสนามหญ้าที่มีรูปปั้นประดับไว้ตามจุดต่างๆ มี “ถนนหนทาง” ซึ่งเป็นลักษณะเหมือนทางเดินคอยเชื่อมต่อกับทุกตัวอาคาร และยังมีห้องทำงานที่เป็นสัดส่วน (เนื่องจากนักโทษทุกคนจะต้องทำงาน) มีร้านขายของชำ มีโบสถ์และสถานสักการะทางศาสนา มีศูนย์นัดพบญาติเพื่อให้นักโทษได้พบปะครอบครัว มีสนามเด็กเล่นเตรียมไว้ให้เด็กๆ โดยนักโทษสามารถนั่งมองดูลูกหลานของตัวเองขณะเข้าเยี่ยมได้ และยังมีห้องสมุดไว้คอยบริการแก่นักโทษอีกด้วย

นอกจากสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรข้างต้นแล้ว คุกในเดนมาร์คแห่งนี้ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่แยกออกไปจากบริเวณรอบข้างซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทุ่งนาในชนบท บริเวณคุกมีกำแพงคอนกรีตความสูง 20 ฟุตปิดล้อมไว้อย่างมิดชิด มีกล้องวงจรปิดกว่า 300 เครื่องติดตั้งไว้ทั่วบริเวณ และมีการจัดวางแผนผังของตัวอาคารอย่างเป็นระบบเพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้คุมขังสามารถมองเห็นทุกอิริยาบถในคุกได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

คุกน่าอยู่ช่วยลดอัตราอาชญากรรมได้จริงหรือ ?  

และดูเหมือนว่ากลยุทธ์เหล่านี้จะได้ผลลัพธ์ออกมาดีเมื่อสถิติระบุว่าอัตราการก่ออาชญากรรมซ้ำในเดนมาร์คนั้นลดเหลือเพียง 27% ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของอัตราก่ออาชญากรรมซ้ำในสหรัฐอเมริกาที่มีค่าเฉลี่ยสูงถึง 49% และ 80% มากน้อยตามชนิดอาชญากรรมของผู้ต้องหาแต่ละกรณี

แต่กระนั้น กรณีเหตุทะเลาะวิวาท การลักลอบนำเข้ายาเสพติด และการแหกคุกก็ยังคงมีให้เห็นอยู่บ้างเป็นประปราย ดังเช่นที่ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์ Washington Post เคยรายงานไว้ว่า แม้ระบบดูแลความปลอดภัยของเดนมาร์คจะมีการประยุกต์ใช้มาตรการต่างๆเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งต่างๆข้างต้นเหล่านั้นเกิดขึ้น แต่เดนมาร์คยังคงตระหนักถึงการให้เกียรติด้วยการพยายามไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ยกตัวอย่างเช่นเดนมาร์คจะไม่มีมาตรการตรวจค้นตัวบุคคลเมื่อเข้าประเทศ หรือเมื่อใดที่นักโทษคนหนึ่งเอามีดทำครัวไปแทงนักโทษอีกคน พวกเขาจะแก้ปัญหาโดยการเอามีดนั้นไปล่ามไว้บนผนังแทนการยึดหรือกำจัดมีดที่มีอยู่ทั้งหมดออกไป

คำถามต่อมาคงจะเป็น รูปแบบการดีไซน์คุกที่แสนจะมีมนุษยธรรมเช่นนี้จะสามารถใช้ได้ผลกับที่อื่นๆด้วยหรือไม่? ถ้าพูดถึงกรณีสหรัฐอเมริกาเราจะเห็นการกักขังจำคุกในประเทศนั้นมีระบบและมาตรการที่แตกต่างไปจากเดนมาร์คโดยสิ้นเชิง ประเทศอเมริกายังคงมีมาตรการเปลื้องผ้านักโทษอย่างไม่คำนึงถึงเกียรติและศักดิ์ศรี ยังคงมีการกักขังหน่วงเหนี่ยวนักโทษด้วยสภาพที่เสี่ยงต่ออันตรายและไร้ซึ่งมนุษยธรรมเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไป แต่กระนั้นนักปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในคดีก่ออาชญากรรมก็ยังคงตั้งคำถามต่อประสิทธิผลของข้อปฏิบัติเหล่านั้นด้วยเช่นกัน นับตั้งแต่ระบบการประกันตัวนักโทษไปจนถึงระบบการติดตั้งต่างๆตลอดจนภาพลักษณ์ของคุกในเมืองกรุงด้วยเช่นกัน แต่ปัจจุบันบางแห่งในประเทศสหรัฐอเมริกาเช่นในกรุงนิวยอร์คก็เริ่มพิจารณาอยากให้มีระบบคุมขังแบบแยกออกจากส่วนกลางและกำลังมองหาวิธีการใหม่ๆเพื่อจัดการและรับมือกับนักโทษให้ดียิ่งขึ้นแล้ว การนำรูปแบบของเดนมาร์คไปปรับใช้ก็น่าจะเป็นอีกก้าวหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสู่ทิศทางที่ดียิ่งขึ้นได้เช่นกัน

“หากคุณเชื่อว่าสถาปัตยกรรมการออกแบบสิ่งแวดล้อมสามารถส่งผลในเชิงบวกแก่สวัสดิภาพของมนุษย์ได้ หากคุณมีเป้าหมายโดยรวมคือพยายามเปลี่ยนแปลงอาชญากรให้กลับมาเป็นประชาชนปกติทั่วไปและสามารถมีที่ยืนในสังคมได้ สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นประโยชน์และน่าไปลองปรับใช้ดู” Mandrup กล่าว “หรือพูดๆง่ายคือ หากความมุ่งมั่นของเราคือการไม่ต้องเห็นหน้านักโทษคนเดิมซ้ำสองอีกครั้ง นี่คงจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของคุกร่วมสมัยที่ตระหนักถึงความสำคัญของแผนการฟื้นฟูสภาพนักโทษและการออกแบบด้านสถาปัตยกรรมให้หลอมรวมเป็นหนึ่งได้อย่างกลมกลืนและลงตัว

 

แปลและเรียบเรียงโดย : Andalas Farr
ที่มา :  Changing Inmates’ Behavior With Architecture

 

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Andalas Farr

Andalas Farr

คุณแม่ลูกสามผู้หลงใหลงานแปลภาษาเป็นชีวิตจิตใจ และรักงานเขียน งานสอนที่เชิญชวนสู่เส้นทางแห่งความดี ไม่ได้เป็นลูกครึ่งแต่รู้สึกผูกพันกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ชนิดเห็นประโยคแล้วสมองต้องประมวลภาษาโดยอัตโนมัติ Andalas จบการศึกษาระดับปริญาตรีและโทคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับครอบครัว ลูก และตัวอักษร

ปิดโหมดสีเทา