fbpx

กลับใจในคุก : เหตุใดนักโทษชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่ถึงหันมาเข้ารับอิสลาม

ภาพมุสลิมหลายสิบชีวิตร่วมกันละหมาด ศีรษะก้มกราบจรดพื้นภายในรั้วลวดหนามของคุกคุมขังพิเศษในเมืองกัลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เป็นภาพที่อาจทำให้หลายคนคาดไม่ถึงในสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักโทษเหล่านั้น และประเด็นดังกล่าวได้

กลายเป็นข้อกังขาให้กับหลายฝ่าย เมื่อ prison conversion หรือปรากฏการณ์เปลี่ยนศาสนาในขณะจำคุกเริ่มมีให้เห็นกันบ่อยขึ้นในประเทศออสเตรเลีย นักโทษผู้ต้องขังเกิดความสนใจและเลื่อมใสในหลักคำสอนศาสนาจนมีการเปลี่ยนศรัทธาและเข้ารับอิสลามกันมากขึ้น บ้างที่เข้าใจว่าอิสลามเป็นศาสนาแห่งความรุนแรง จึงเริ่มเกิดความหวั่นวิตกด้วยเกรงว่าความสุดโต่งกำลังเริ่มแพร่กระจายเป็นวงกว้างออกไป ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่กลับชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนศาสนาขณะจำคุกนั้นนำช่วยสร้างพลังบวกและความหวังให้กับเหล่านักโทษมากกว่าจะเป็นชนวนจุดปะทุความสุดโต่งทางศาสนาอย่างที่หลายฝ่ายอาจเข้าใจ

หนังสือพิมพ์บางฉบับของออสเตรเลียถึงกับประโคมพาดหัวข่าวเชิงปลุกปั่นว่า “ญิฮาดในตะราง” เพื่อพยายามสื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าปัจจุบันคุกของออสเตรเลียเริ่มกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลัทธิสุดโต่งนิยมไปเสียแล้ว และแม้ว่าการนำเสนอข้อมูลเชิงดังกล่าวจะเป็นความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่สามารถซึมซับเข้าสู่ความคิดของผู้อ่านได้คือความเข้าใจที่ว่า การเปลี่ยนศาสนาในขณะจำคุกนั้นสัมพันธ์กับคำว่าอิสลามและความสุดโต่งทางศาสนาที่ส่อเค้าไปสู่ความรุนแรง

บรรดานักวิชาการ, ผู้นำศาสนา, และเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลนักโทษต่างเห็นพ้องว่าการเปลี่ยนเข้ารับศาสนาอิสลามกลายเป็นเรื่องปกติที่เห็นได้บ่อยในคุกของประเทศออสเตรเลียจริงอย่างหลายฝ่ายเข้าใจ แต่การโยงประเด็นดังกล่าวให้สัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการสุดโต่งทางศาสนาอาจฟังดูเกินเหตุมากไป แม้ว่ามันอาจเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงจริงก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านกลับค้นพบข้อดีเสียด้วยซ้ำว่าการเปลี่ยนศาสนาขณะจำคุกนั้นสามารถสร้างพลังบวกให้กับผู้ต้องขังได้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความหวังกำลังใจ เพิ่มความแข็งแกร่งและเสริมสร้างแนวทางในการฟื้นฟูสภาพจิตใจให้กับผู้ต้องขังได้อีกด้วย แต่กระนั้นในขณะเดียวกัน ถ้าเมื่อใดที่มีการปล่อยให้ความแข็งกร้าวและการแบ่งแยกเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น โอกาสที่ความสุดโต่งทางศาสนาจะกลายเป็นประเด็นอันตรายก็มีมากขึ้นเช่นเดียวกัน

ประเด็นคำถามจึงอยู่ที่ว่า การเปลี่ยนศาสนาในคุกสามารถเป็นแรงขับที่ดีให้กับเหล่านักโทษได้จริงหรือ? และทำไมนักโทษส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเปลี่ยนศรัทธาและเข้ารับศาสนาอิสลามเมื่อถึงชีวิตจุดต่ำสุดด้วย?  เรื่องนี้ Michael Kennedy เจ้าหน้าที่สืบสวนผู้คร่ำหวอดในวงการกว่า 20 ปีน่าจะทราบที่มาที่ไปได้ดีที่สุด

 

หลังจากวางมือและอำลาวงการปราบอาชญากรรมประจำเมือง New South Wales อย่างเป็นทางการแล้ว Michael Kennedy ได้พยายามศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอิสลามและการกักขังจำโทษในฐานะนักวิชาการของมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นซิดนีย์  Kennedy ไม่ได้เป็นคนที่เลื่อมใสในศาสนา เขาเริ่มทำความเข้าใจถึงรูปแบบอาชญากรรมและการก่ออาชญากรรมจากสองทัศนะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  Kennedy ได้พยายามติดต่อกับ “นักโทษน้ำดี” ที่เขาเคยพบเจอเมื่อครั้งที่เคยทำงานในคุกด้วยการเขียนจดหมายถึงพวกเขา บางคนที่เขาติดต่อก็เคยเข้าออกคุกมากกว่าหนึ่งครั้ง การติดต่อคนพวกนี้ทำให้ Kennedy มีมุมมองเกี่ยวกับประเด็นการเปลี่ยนศาสนาในคุกที่แตกต่างออกไป

Kennedy เล่าว่า  “พวกนี้จะเป็นคนที่พูดกันได้ง่าย อย่างมีอยู่คนหนึ่งที่ผมจำได้ ผมถามเขาไปว่า “แกเคร่งศาสนาขึ้นบ้างไหม?”

คนนั้นตอบผมว่า  “โอ้ย ผมเปล่าเลย แต่หลายคนมันเริ่มเคร่งครัดกันมากขึ้นนะ ธรรมดาของชีวิตแหละ สิ่งเหล่านั้นมันเป็นอะไรที่ช่วยให้คุณสามารถรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตได้”

“คุณถูกแยกออกจากทุกคนที่คุณรู้จักในชีวิต ทั้งคนดีและคนไม่ดี คุณจึงอยากเชื่อมต่อกับใครบางคนเพื่อพูดคุยถึงบางสิ่ง”

นัยยะข้างต้นจึงบ่งบอกได้ว่าการค้นพบศาสนานั้นสามารถเป็นเครื่องมือในการรับมือกับชีวิตได้รูปแบบหนึ่ง เป็นวิธีในการเลียนแบบอัตลักษณ์ร่วมกันของคนคุกที่ต้องใช้ชีวิตในโลกที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน

Kennedy เล่าว่าโดยส่วนใหญ่แล้วการเปลี่ยนศาสนาในคุกนั้นส่งผลดีในทางบวกมากกว่าทางลบ เป็นช่องทางในการบำบัดฟื้นฟูสภาพจิตใจและเป็นแรงจูงใจให้นักโทษอยากวางตัวให้ห่างไกลจากสุราและสิ่งเสพติดอีกด้วย

“ผมคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นอะไรที่แย่เลยนะ แม้จะมีบางคนแย้งว่ามันไม่ดีก็ตาม” เขากล่าว  “หากคุณลองคิดในมุมมองที่ผมบอกคุณ คุณจะเห็นได้ว่ามันเป็นการให้ความหวังแก่เหล่านักโทษเสียมากกว่า”

 

Robbie Maestracci เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือด้านสังคมของคณะกรรมการอิสลามแห่งเมืองควีนส์แลนด์ ทำการตรวจเยี่ยมนักโทษชาวมุสลิมในเขตคุมขัง Brisbane สัปดาห์ละครั้ง เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่เชื่อว่ามีกระแสการเข้ารับอิสลามในหมู่นักโทษเกิดขึ้นจริง

“มันมีอยู่จริงนะ ไม่ต้องสงสัยเลย เรามักจะได้รับแจ้งว่ามีบุคคลเข้ารับอิสลามหรือมีผู้สนใจจะเข้ารับอิสลามอยู่เสมอ อย่างน้อยทุกสองอาทิตย์จะมีชื่อมุสลิมใหม่เพิ่มขึ้นในบัญชีของเราหนึ่งหรือสองราย”  Maestracci กล่าว

เขากล่าวต่อไปว่า ด้วยเพราะปราศจากความกดดันด้านสังคมและเศรษฐกิจ คุกจึงเป็นสถานที่ที่กระตุ้นให้คนเราเกิดการใคร่ครวญชีวิตกันมากขึ้น

“เมื่อนักโทษเหล่านี้ถูกสถานการณ์บังคับให้นั่งคิดไตร่ตรองถึงการกระทำที่ผ่านมาของตนเอง ผมคิดว่ามันต้องเกิดความรู้สึกสำนึกอะไรบางอย่างหรือเสียใจต่อการกระทำในอดีตขึ้น และผมคิดว่าในกระบวนการเดียวกันนี่แหละที่ทำให้การเดินทางเสาะแสวงหาคำขอโทษจากผู้คนและอำนาจเบื้องบนเริ่มเกิดขึ้นกับตัวนักโทษเหล่านี้”

Maestracci รับหน้าที่ในการเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษาและคำแนะนำให้แก่นักโทษมุสลิมทั้งในระหว่างที่อยู่ในคุกและหลังจากที่ถูกปล่อยตัวไปแล้ว รวมไปถึงคอยให้คำแนะนำแก่บรรดามุสลิมใหม่และบุคคลที่สนใจจะเข้ารับอิสลามอีกด้วย  “พวกเราพยายามช่วยเหลือสุดความสามารถเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะมีช่องทางทำมาหากินต่อไปได้ สามารถใช้ชีวิตปกติเช่นคนทั่วไป สามารถทำตัวให้ออกห่างจากปัญหาและพยายามประพฤติตัวดีเพื่อให้ห่างไกลจากการติดคุกอีกครั้งได้”

Maestracci ไม่ได้กังวลถึงประเด็นที่นักโทษมุสลิมจะกลายเป็นคนสุดโต่งทางศาสนาเลย และเขาก็ยังเชื่อด้วยว่าความกังวลดังกล่าวนั้น  “นอกเรื่องและเกินเหตุเกินจริง”

“หากจะพิจารณากันตามที่ผมรู้จักและคลุกคลีกับนักโทษเหล่านี้นะ ประเด็นความสุดโต่งหรือหัวรุนแรงหรือการใช้ศาสนาไปในทางที่ผิดคงจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจะเป็นห่วงพี่น้องเหล่านี้ เพราะผมไม่เห็นว่าประเด็นดังกล่าวมันจะเป็นปัญหาอะไรแต่อย่างใดเลย”  เขากล่าว

ผู้เชี่ยวชาญบางคนอาจมองประเด็นการเข้ารับอิสลามในคุกด้วยอีกมุมมองหนึ่งที่ไกลตัวออกไป ดังเช่นกรณีของคุก 2 แห่งใกล้กรุงมะนิลาของประเทศฟิลิปปินส์ที่มีกระทู้ไปในทางที่น่าเป็นห่วง แต่กระนั้นสภาพโดยรวมของคุกทั้งสองแห่งของฟิลิปปินส์ที่ว่านี้นั้นมีความแตกต่างจากสภาพคุกของออสเตรเลียเป็นอย่างมาก คุกในฟิลิปปินส์เป็นที่ร่ำลือในเรื่องของความแออัด มีการทะเลาะวิวาทในหมู่นักโทษให้ได้ยินบ่อยครั้ง มีนักโทษอาศัยเกินกำหนดและมีนักโทษก่อการร้ายซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่มอบูซัยยาฟและญามิอะห์อิสลามิยะห์กว่าร้อยชีวิต

 

Clarke Jones นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติของออสเตรเลีย ได้ทำการศึกษาคุกทั้งสองแห่งของฟิลิปปินส์และคุกอื่นๆ ในประเทศแถบอาเซียนกว่าอีกเก้าแห่งมาเป็นเวลานาน 10 ปี  เขาต้องการศึกษาและทำความเข้าใจว่าสิ่งแวดล้อมภายในคุกนั้นมีความสัมพันธ์กับการเข้ารับอิสลามและแนวโน้มการสุดโต่งทางศาสนาอย่างไรบ้าง  ผลการวิจัยของกรณีศึกษาดังกล่าวเป็นที่น่าสนใจยิ่งเมื่อ Jones ค้นพบว่า ทั้งการเข้ารับอิสลามและการสุดโต่งทางศาสนานั้นมีแนวโน้มจะเกิดสูงขึ้นในคุกที่มีสภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว และยิ่งนักโทษมีความเลื่อมใสและเข้าทางธรรมมากขึ้นเท่าใด โอกาสที่เขาจะกลายเป็นคนสุดโต่งทางศาสนาหรือประพฤติตัวไม่ดีในคุกกลับน้อยลงเท่านั้น

Jones ค้นพบว่าความสุดโต่งทางศาสนาเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยที่อาจเป็นองค์ประกอบรวมกัน เช่น ลักษณะสภาพแวดล้อมของคุก, วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของนักโทษ, การกีดกันทางสังคม และความจำเป็นในการเอาชีวิตรอด เป็นต้น

“ผมขอพูดได้เลยว่า เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุกในฟิลิปปินส์และหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ยิ่งสภาพแวดล้อมแข็งกร้าวขึ้นเท่าใด ยิ่งมีสภาพแวดล้อมเป็นปฏิปักษ์มากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสทำให้เกิดความสุดโต่งทางศาสนาในคุกมากขึ้นเท่านั้น” Jones กล่าว

 

Ali Kadri รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำเมืองควีนส์แลนด์กล่าวเสริมว่า ในที่สุดแล้วเราจะเห็นได้ว่าการเข้ารับอิสลามที่เกิดขึ้นในคุกนั้นเป็นสิ่งที่ดีเสียมากกว่า

“ไม่เพียงเท่านั้น เราค้นพบว่าคนที่ถูกสังคมแยกพวกและมีชีวิตพัวพันกับอาชญากรรม พวกเขากลับค้นพบศรัทธาเมื่อเข้าไปอยู่ในคุกแล้วรู้สึกกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอีกครั้ง และพวกเขาเหล่านี้ก็รู้สึกมีแรงจูงใจที่จะทำตัวให้ดีกว่าเดิมอีกครั้ง”

“เราเชื่อว่าความศรัทธาในศาสนาซึ่งไม่ใช่แค่เพียงอิสลาม มีศักยภาพในการช่วยทำให้คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นรู้สึกค้นพบหนทางแห่งสัจธรรมในชีวิตอีกครั้ง”

 

แปลและเรียบเรียงโดย   :   Andalas Farr
ที่มา   :   There’s a lot of repenting : why Australian prisoners are converting to Islam

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Andalas Farr

Andalas Farr

คุณแม่ลูกสามผู้หลงใหลงานแปลภาษาเป็นชีวิตจิตใจ และรักงานเขียน งานสอนที่เชิญชวนสู่เส้นทางแห่งความดี ไม่ได้เป็นลูกครึ่งแต่รู้สึกผูกพันกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ชนิดเห็นประโยคแล้วสมองต้องประมวลภาษาโดยอัตโนมัติ Andalas จบการศึกษาระดับปริญาตรีและโทคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับครอบครัว ลูก และตัวอักษร