จู่ๆ ผู้คนทั้งโลกต่างก็รู้ว่าซีเรียตั้งอยู่แห่งหนใดบนแผนที่โลก  จู่ๆ ทุกคนต่างก็ทำตามตัวราวกับเป็นผู้เชี่ยวชาญและช่ำชองในเรื่องราวของดินแดนนี้ แต่หากถามว่าพวกเขารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับซีเรีย คำตอบของพวกเขาก็คงเป็นแค่เพียงอะไรที่เกี่ยวข้องกับความตายและความพังพินาศเท่านั้นเอง

นั่นคือหนึ่งในหลายเรื่องที่ทำให้ฉันโกรธ มันเป็นอะไรที่เจ็บปวดที่ต้องมารับรู้ว่า ไม่มีใครเข้าใจว่าซีเรียนั้นไม่คู่ควรกับนิยามของคำว่า “สงคราม” เลยแม้แต่น้อย ซีเรียสำหรับฉันเคยเป็นแหล่งพักใจยามต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวาย เคยเป็นสวรรค์บนดินที่มองไปทางไหนก็มีแต่คนพูดจากันด้วยภาษารัก เช่นนี้แล้ว..คุณจะมาใช้นิยามแห่งความเกลียดชังกับซีเรียได้อย่างไรกันเล่า?

ฉันยังคงจำภาพนั้นได้ดี ภาพที่ตัวเองกำลังเดินเข้าไปตามตรอกซอกซอยของเมืองอะเลปโปอันแสนสวยงาม  ขณะที่กลิ่นหอมอบอวลของดอกมะลิโชยมาแตะจมูกเพื่อย้ำเตือนว่าฉันได้มาถึงที่นี่แล้ว ณ เมืองชามแห่งตะวันออกกลาง สถานที่ที่เหล่าคอลีฟะห์และผู้นำประเทศแต่ก่อนกาลล้วนต่างเคยเดินบนถนนเส้นเดียวกันกับที่ฉันกำลังเดิน

ยามสนธยาของเรามักจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาหกโมงเย็น เป็นชั่วโมงวิเศษที่เราจะเห็นทุกหนแห่งในตัวเมืองเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา และถึงแม้อาทิตย์จะตกดินไปแล้วบ้านเมืองก็ยังไม่สูญสิ้นความเจิดจ้าของแสงสีเหลืองไปแต่อย่างใด เสียงบีบแตรของรถแท็กซี่สีเหลืองดังก้อง แทบทุกมุมถนนในเมืองมีหม้อใบใหญ่บรรจุข้าวโพดต้มวางขายกันเรียงราย ใช่…ชาวซีเรียนั้นหลงใหลการกินข้าวโพดโรยเกลือหรือทาเนยในขณะเดินช้อปปิ้งเป็นยิ่งนัก ตามท้องถนนเต็มไปด้วยครอบครัวนั่งทานไอศกรีมด้วยกัน คู่รักเดินเลือกซื้อแหวนทองให้กัน และสาวๆ แต่งตัวคลุมฮิญาบสวยงามเดินช้อปปิ้งกันอย่างมีความสุข

และเช่นเดียวกัน ฉันยังคงจำภาพที่ตัวเองกำลังเข้าเยี่ยมชมป้อมปราการแห่งประวัติศาสตร์ของเมืองอะเลปโปกับคุณปู่ของฉันได้ดี ตอนนั้นไม่ได้นึกเลยว่ามันจะเป็นภาพคุณปู่กับป้อมปราการที่ฉันจะได้เห็นเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต  มันคือป้อมปราการแห่งประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่และแข็งแรงที่สุดในโลกที่เปิดให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชม มันคือความภาคภูมิใจของนักประวัติศาสตร์ทุกคน

1993, Aleppo, Syria — Aerial view of the citadel. — Image by © Frederic Soltan/Sygma/Corbis

การนึกย้อนกลับไปมองยามค่ำคืนของฉันในซีเรียทำให้ฉันอดที่จะรู้สึกปวดร้าว โหยหา อาลัยอาวรณ์เสียมิได้  ฉันยังคงจดจำเมื่อครั้งที่ฉันนอนบนดาดฟ้ากับญาติพี่น้องเพื่อมองดูดวงดาวและอธิษฐานขอพรด้วยกันร้อยพันอย่าง หนึ่งในคำอธิษฐานที่ฉันจำได้คือขอให้เราไม่มีวันพรากจากกัน ขอให้ฉันได้มีโอกาสมองเห็นรอยยิ้มของพวกเขา ช่างบังเอิญที่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี่เองฉันกลับได้รับข้อความหนึ่งจากญาติของฉันผู้ซึ่งขาดการติดต่อกันไปนานหลายปี มันนานนับแรมปีที่เขาห่างหายไปและพลัดหลงอยู่ใน ‘ดินแดนที่ไร้ซึ่งสัญญาณการติดต่อ’  เธอเล่าให้ฟังว่า “ถึงแม้จะมีอุปสรรคมากมายให้ฉันต้องพบเจอ” “วันเวลาของเราในซีเรียก็ยังคงเป็นอัญมณีอันล้ำค่าที่ฉันจะสวมใส่มันด้วยความรักตลอดไป ไม่มีอะไรจะลิดรอนความทรงจำเหล่านั้นไปจากเราได้อีกแล้ว”

แล้วเธอก็พูดถูก ไม่มีอะไรสามารถลิดรอนความงดงามของซีเรียไปจากเราได้จริงๆ และไม่มีอะไรที่จะทำให้เราหลงลืมรสชาดอันหอมหวานของซีเรียไปได้เลย ได้โปรด ขอให้ฉันได้ใช้พื้นที่ตรงนี้แบ่งปันเรื่องราวของประเทศที่ปรากฏในห้วงความคิดคำนึงของฉัน เมื่อใดที่ได้ยินใครเอ่ยคำว่า “ซีเรีย” ขอให้ฉันได้มีโอกาสพาคุณท่องไปยังดินแดนที่เต็มไปด้วยความหลากหลายแต่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดินแดนที่ยังคงมีหมู่บ้านเล็กๆ หมู่บ้านหนึ่งชื่อว่า มะลูลา ที่ยังคงมีผู้คนสื่อสารกันด้วยภาษาของพระเยซูที่ชื่อว่าอาราไมค์ ดินแดนที่เราจะได้เห็นภาพโบสถ์และมัสยิดถูกสร้างไว้ใกล้เคียงกัน ดินแดนที่บทเพลงของฟัยรูสยังคงครองหลายสถานีวิทยุ  ดินแดนที่ถั่วพิตาชิโอถูกนำมาใช้ปรุงอาหารในทุกเมนูของหวาน และดินแดนที่เราจะไม่ได้ยินตัวอักษร “ก็อฟ” (ในภาษาอาหรับ) ถูกอ่านออกเสียงดังในภาษาพูด ขอให้ฉันได้มีโอกาสแนะนำคุณให้รู้จักดินแดนของคุณปู่คุณตาของฉัน อันเป็นดินแดนแห่งตัวอักษรอุการิต ได้โปรดให้ฉันพาคุณท่องไปยังดินแดนแห่งนี้พร้อมกับดื่มด่ำอรรถรสแห่งบทกวีของ มะห์มูด ดาร์วิช  ในชื่อ ‘ณ ดามัสกัส’ ด้วยเถิด

ณ ดามัสกัส
ปัจจุบันกาลยังคงสืบสานผลงานแห่งอุมัยยะห์

และเราพร้อมก้าวสู่วันพรุ่งนี้ ด้วยความเชื่อมั่นในแสงอาทิตย์แห่งอดีตกาล
เราและความนิรันด์ล้วนเป็นพลเรือนแห่งดินแดนเดียวกัน

ณ ดามัสกัส
หมู่เมฆสลายในยามบ่าย พลันขุดบ่อน้ำ
เพื่อฤดูร้อนของคนรัก ณ เชิงเขากอซิยูน

และขลุ่ยนั้นยังคงครวญเสียงกังวาน
ปรารถนาโหยหาปัจจุบันกาล
และร่ำไห้ไร้ความหมาย

ณ ดามัสกัส
นักเดินทางคลอเพลงกับตัวเองเบาๆ และฉันกลับจากซีเรีย
มีชีวิตฤาไร้จิตวิญญาณ

แต่พลันเมฆเข้าแบ่งเบาจังหวะแห่งผีเสื้อ
จากวิญญาณชั่วขณะที่ฉันมี

ใช่..ฉันคิดถึงซีเรียเหลือเกิน ไม่มีวันใดที่ผ่านไปโดยที่ฉันไม่คิดถึงวันวานที่เคยใช้ชีวิตที่นั่น มันคือวันที่สวยงามที่สุดของชีวิต ฉันหวังว่าสักวันเราจะได้มีโอกาสกลับไปหาซีเรียกันอีกครั้ง ไปมอบความรักเป็นการตอบแทนให้กับประเทศที่เคยเติมเต็มหัวใจของเราด้วยความรักเสมอมา

และฉันหวังว่าทุกคนคงได้มีโอกาสประจักษ์ถึงความงดงามของมัน เพราะภายใต้เศษซากแห่งสงครามนั้นล้วนซุกซ่อนด้วยสมบัติอันล้ำค่าที่รอคอยวันได้กลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง ….


หมายเหตุ : รู้จักมะห์มูด ดาร์วิช โดย ซะการีย์ยา อมตยา

มะห์มูด ดาร์วิช (Mahmud Darwish ๑๙๔๒-๒๐๐๘) เป็นกวีอาหรับร่วมสมัยคนสำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน เขาเกิดที่หมู่บ้านอัลบิรวะห์ในกาลิลี ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ.๑๙๔๗ หมู่บ้านนี้ถูกทำลายเรียบลงกับพื้นโดยกองทัพอิสราเอล ผลจากการที่เขามีส่วนร่วมกิจกรรมทางการเมือง ทำให้ต้องต้องถูกจำกัดบริเวณอยู่แต่ในบ้านและจำคุกในที่สุด ดาร์วิชเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์อิตติฮาดก่อนที่จะไปศึกษาต่อที่สหภาพโซเวียตในปี ค.ศ.๑๙๗๑

ต่อจากนั้นเขาเดินทางไปยังอียิปต์ทำงานให้กับหนังสือพิมพ์อัลอะห์รอม ครั้นเมื่อไปพำนักในเลบานอน เขาเป็นบรรณาธิการวารสาร Palestinian Issues นอกจากนั้นยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ และเป็นกรรมการผู้บริหารองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ PLO ดาร์วิชใช้ชีวิตในการลี้ภัยระหว่างเบรุตและปารีส กระทั่งหวนคืนสู่ปาเลสไตน์ในปี ค.ศ.๑๙๙๖

บทกวีของดาร์วิชเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกอาหรับและบางบทถูกนำไปใส่ท่วงทำนองดนตรี เขามีผลงานประพันธ์ทั้งบทกวีและความเรียง ๓๐ กว่าเล่ม ซึ่งผลงานเหล่านี้ถูกแปลใน ๓๕ ภาษา นอกจากนี้เขายังเป็นหัวหน้าบรรณาธิการและผู้ก่อตั้งนิตยสารวรรณกรรม Al Karmel

มะห์มูด ดาร์วิช ได้เสียชีวิตลงเมื่อ ๙ สิงหาคม ค.ศ. ๒๐๐๘ ในสหรัฐอเมริกา ด้วยอาการแทรกซ้อนหลังผ่าตัดหัวใจ ประธานาธิบดี มะห์มูด อับบาส แห่งปาเลสไตน์ออกมาแสดงความเสียใจกับการจากไปของหนึ่งกวีผู้ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรที่สุดแห่งโลกอาหรับ พร้อมกับประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลา ๓ วัน และขอรับศพดาร์วิชกลับมาทำพิธี อีกทั้งติดต่อกับฝ่ายอิสราเอลเพื่อขอฝังศพกวีเอกยังบ้านเกิดของเขาที่เมืองกาลิลีซึ่งปัจจุบันตกเป็นของอิสราเอล

 

แปลและเรียบเรียงโดย : Andalas Farr
ที่มา : Let’s Not Forget the Syria That Was Once the Country of Jasmine and Pistachio

Comments

comments

Related Articles

About author View all posts

Andalas Farr

Andalas Farr

คุณแม่ลูกสามผู้หลงใหลงานแปลภาษาเป็นชีวิตจิตใจ และรักงานเขียน งานสอนที่เชิญชวนสู่เส้นทางแห่งความดี ไม่ได้เป็นลูกครึ่งแต่รู้สึกผูกพันกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ชนิดเห็นประโยคแล้วสมองต้องประมวลภาษาโดยอัตโนมัติ Andalas จบการศึกษาระดับปริญาตรีและโทคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับครอบครัว ลูก และตัวอักษร