no-space-for-violence

ทันทีที่สองมือปืนบุกโจมตีสำนักงานกลางกรุงปารีสของ ชาร์ลี แอปโด นิตยสารการ์ตูนที่มักตีพิมพ์ภาพล้อเลียนศาสนทูตมุฮัมมัด(ขอความสันติประสบแด่ท่าน) ต่อเนื่องด้วยความขยันขันแข็งในการสร้างความน่าสะพรึงกลัวให้กับผู้คนบนโลกของกลุ่ม ISIS ที่เผยแพร่ผ่านภาพและคลิปวิดีโอ โลกก็ตีตราอิสลามว่าเป็นศาสนาแห่งความรุนแรงอีกครั้ง

อันที่จริงการตีตราอิสลามว่าเป็นศาสนาแห่งความรุนแรงไม่ใช่เรื่องใหม่ โลกถูกตอกย้ำจากข่าวและสถานการณ์ความรุนแรงของมุสลิมที่เกิดขึ้นในโลกมานับสิบปี หลายทฤษฎีถูกหยิบยกขึ้นมาอธิบายและอภิปรายจนเกิดเป็นข้อถกเถียงในวงกว้าง รวมไปถึงทฤษฎีสมคบคิดที่พยายามเชื่อมโยงและจับผิดข้อมูลต่างๆ ว่าเป็นการจัดฉากของมหาอำนาจและองค์กรลับ เพื่อทำลายล้างอิสลามหรือสร้างความชอบธรรมในการบุกยึดดินแดนมุสลิมที่มักอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ

ท่ามกลางข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นมากมาย บางทีการหาคำตอบว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างภาพความรุนแรงและผู้ก่อการร้ายให้อิสลาม อาจสำคัญน้อยกว่าการตั้งคำถามว่า เราในฐานะมุสลิมผู้ศรัทธา ชิงชังความรุนแรงและการก่อการร้ายมากแค่ไหน และถึงที่สุดแล้วเราเข้าใจในแก่นแท้ของหลักคำสอนอิสลามหรือไม่

คงถึงเวลาแล้วที่เราต้องตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเราเอง

 

อิสลามศาสนาแห่งความรุนแรงจริงหรือ?

อิสลามเป็นศาสนาที่สอนให้มีความกรุณาปรานี และส่งเสริมให้มีความยุติธรรม และสันติภาพ นอกจากนั้นอิสลามยังรักษาเสรีภาพ เกียรติยศและความมีศักดิ์ศรี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เป็นเพียงคำขวัญแต่เป็นหลักการที่อิสลามยึดเหนี่ยวอยู่ด้วย ดังปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮ์อัลอันบียา โองการที่ 107 ความว่า “และเราไม่ได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด นอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย” และท่านศาสนทูตเองก็กล่าวเช่นเดียวกันว่า “ตัวฉันเองได้ถูกส่ง มาเพื่อทำให้จรรยาบรรณที่สูงส่งนั้นสมบูรณ์ยิ่ง”

อิสลามอนุญาตให้มนุษย์สามารถที่จะเลือกความเชื่อได้ รวมทั้งเรื่องของความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้า หรือปฏิเสธความเชื่อก็ตาม ดังมีหลักฐานปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮ์ กะห์ฟี โองการที่ 29 ความว่า “และจงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) สัจธรรมนั้นมาจากพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นผู้ใดประสงค์ก็จงศรัทธา และผู้ใดประสงค์ก็จงปฏิเสธ แท้จริงเราได้เตรียมไฟนรกไว้สำหรับพวกอธรรม ซึ่งกำแพงของมันล้อมรอบพวกเขา และถ้าพวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ ก็จะถูกช่วยเหลือด้วยน้ำเสมือนน้ำทองแดงลวกใบหน้า มันเป็นน้ำดื่มที่ชั่วช้าและเป็นที่พำนักที่เลวร้าย”

การเชิญชวนให้นับถือศาสนาอิสลามนั้น เป็นเรื่องของการเชิญชวนจิตใจคน โดยการเรียกร้องอย่างนิ่มนวลและด้วยการสนทนาอย่างฉันท์มิตร ไม่ใช่วิธีการบังคับขู่เข็ญใดๆ ในหลักการของอิสลามได้เรียกร้องให้บรรดาชาวมุสลิมรักษาความยุติธรรม และเสรีภาพ โดยห้ามสิ่งอยุติธรรมใดๆ ตลอดจนการทารุณ การฉ้อราษฎร์บังหลวง การกระทำการใดๆ ที่ชั่วร้ายอันเป็นการส่งเสริมความชั่วให้อยู่ในระดับเดียวกับความดี ดังปรากฏในอัลกุรอาน ซูเราะฮ์ ฟุซซิลัต โองการที่ 34 ความว่า “ความดีและความชั่วนั้นหาเท่าเทียมกันไม่ เจ้าจงขับไล่(ความชั่ว) ด้วยสิ่งที่มันดีกว่า แล้วเมื่อนั้นผู้ที่อยู่ระหว่างเจ้ากับระหว่างเขาเคยเป็นอริกัน ก็จะกลับกลายเป็นเยี่ยงมิตรที่สนิทกัน”

เมื่อครั้งที่ศาสดามุฮัมมัด  ได้รับชัยชนะเหนือประชาชนที่นครมักกะฮ์นั้น ท่านได้ให้อภัยกับบุคคลเหล่านั้น แม้ว่าพวกเขาเคยติดตามประหัตประหารท่านก็ตาม โดยได้กล่าวว่า “พวกท่านมีเสรีภาพที่สมบูรณ์แล้ว”

มีการเปรียบเทียบกันระหว่างความศรัทธาในศาสนาอิสลามและสันติภาพ ในภาษาอาหรับคำว่า อิสลามและสลาม นั้นแปลว่าสันติภาพ มาจากรากศัพท์เดียวกัน พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงบอกถึงคุณลักษณะของพระองค์เองในคัมภีร์อัลกุรานว่า พระองค์เป็นผู้สันติ เมื่อบรรดามุสลิมทักทายกันก็จะทักทายกันด้วยการให้สลาม (อัสลามุอลัยกุม แปลว่า ขอความสันติจงประสบแด่ท่าน) เสมือนเป็นการเตือนอยู่เสมอว่า ความสันตินั้นเป็นหลักการหนึ่งที่สำคัญของอิสลามที่จะต้องรักษาไว้ในจิตใจของมุสลิมทุกคน มุสลิมทุกคนเมื่อละหมาดวันละ 5 เวลา ก็จะจบการละหมาดด้วยการให้สลาม โดยหันหน้าไปทางขวาและทางซ้าย พร้อมกับกล่าวสลาม (ความสันติ)

จากข้อมูลที่ได้กล่าวมาข้างต้นเห็นได้ว่า อิสลามเป็นศาสนาที่รักความสันติ โดยไม่เปิดช่องว่างให้ใช้ความรุนแรง ความบ้าระห่ำ การก่อการร้าย หรือการโจมตีบุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม คำสั่งสอนและหลักการของอิสลามมุ่งที่จะพิทักษ์รักษาสิทธิมนุษยชน ซึ่งหมายรวมถึงสิทธิในชีวิต ครอบครัว ความเชื่อ ความคิด และทรัพย์สิน     หลักการศรัทธาในอิสลามห้ามไม่ให้มีการทำร้ายผู้อื่น ซึ่งการทำร้ายผู้อื่นนั้นเปรียบเสมือนการทำร้ายมนุษยชาติ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮ์ อัลมาอีดะฮ์ โองการที่  34 ความว่า “แท้จริงผู้ใดฆ่าชีวิตหนึ่งโดยมิใช่ทดแทนอีกชีวิตหนึ่ง หรือมิใช่เนื่องจากบ่อนทำลายในแผ่นดินแล้ว ก็ประหนึ่งว่าเขาได้ฆ่ามวลมนุษย์ทั้งมวล”

อ้างอิง : อิสลามส่งเสริมความรุนแรงหรือไม่ศาสตราจารย์ ดร. มะห์มูด ฮัมดี ซักซูก – http://islammore.com

no-space-for-violence-06

ความรุนแรงที่ฉันรู้จัก

 

no-space-for-violence-01

ผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี
หัวหน้าสาขาวิชาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยพายัพ จ.เชียงใหม่

หลังละหมาดซุบฮ์ ของเช้าวันนั้น (11 กันยายน 2544) ผมล้มตัวลงจะนอนต่ออีกสักงีบ ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ในห้องก็ดังขึ้น“พี่ รีบเปิดดูทีวีเดี๋ยวนี้!”เป็นโทรศัพท์จากเพื่อนซึ่งอยู่หอพักอีกตึกหนึ่งของ East West Center ณ เมืองโฮโนลูลู มลรัฐฮาวายอิ สหรัฐอเมริกา และภาพที่ผมเห็นยังคงติดตามาจนทุกวันนี้ ก็คือ เครื่องบินบินพุ่งเข้าชนตึกแฝดของเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ในมหานครนิวยอร์ค และทันทีที่ตึกถล่มลง ทีวีซีเอ็นเอ็นได้ตัดภาพไปที่สตรีมุสลิมกลุ่มหนึ่งไชโยโห่ร้องดีอกดีใจอย่างมีความสุข (ซึ่งมาทราบต่อมาภายหลังว่าเป็นภาพคนละเหตุการณ์กัน คือ เป็นภาพตั้งแต่สงครามอ่าวฯ ปี ค.ศ.1992 ที่สตรีชาวคูเวตโห่ร้องดีใจหลังจากทหารอิรักได้ออกไปจากคูเวต)  ผมจึงเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อติดตามข่าว และได้พบข้อความในเว็บบอร์ดรุมถล่มสาปแช่งมุสลิมอย่างยับเยิน มันเป็น 3 ภาพ (เครื่องบินชนตึก – มุสลิมดีใจ – มุสลิมถูกสาปแช่ง) ที่เกิดขึ้นกับผมในเวลาพร้อมๆ กัน จนผมรู้สึกสะทือนใจอย่างยิ่งจนนั่งร้องไห้อยู่หน้าจอทีวีและจอคอมพิวเตอร์ ในห้องพัก ผมในฐานะที่เป็นมุสลิมธรรมดาคนหนึ่งซี่งไม่มีความรู้เกี่ยวกับคำสอนของอิสลามอย่างลึกซึ้งมากมายอะไรไปกว่าขั้นพื้นฐานที่เรียนมาในมัสยิด อย่างไรก็ตาม จำได้ว่าเกิดคำถามขึ้นมาในใจมากมายในขณะนั้นว่า ทำไมมุสลิมจึงต้องดีใจในท่ามกลางความรุนแรงและความสูญเสียของผู้คนบริสุทธิ์มากมายจำนวนนับพัน  คำสอนของอิสลามให้ความชอบธรรมกับการใช้ความรุนแรงแบบนี้หรือ  อิสลามสอนให้รักและสันติแต่มุสลิมด้วยกันแล้วสามารถทำร้ายผู้อื่นกระนั้นหรือ และอิสลามสอนเรื่องการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างไร  เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาเพียงเดือนกว่าๆ ของการเดินทางมาถึงสหรัฐอเมริกาเพื่อศึกษาต่อของผม และมันได้เปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติต่อความรุนแรงของผมโดยสิ้นเชิงมาจนบัดนี้

นอกเหนือจากรายวิชาที่ผมต้องเรียนตามแผนการศึกษาสาขาสังคมวิทยาแล้ว ผมได้ใช้เวลาทุ่มเทเพื่อศึกษาหาคำตอบในคำถามข้างต้นด้วยการระดมค้นคว้าอ่านหนังสือเกี่ยวกับอิสลามมากมาย ยิ่งอ่าน ก็ยิ่งได้เห็นความงดงาม ความยิ่งใหญ่ของอิสลามจากเรื่องราวหลายหลากที่ไม่เคยได้ยินหรือเรียนรู้มาก่อน เป็นคำสอนแห่งความรักที่ไร้ขอบเขต เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งสันติที่ไร้พรมแดน และเป็นแนวทางที่ไม่เคยยอมรับการใช้ความรุนแรงอย่างไร้ขีดจำกัด ดังตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งในระหว่างสงคราม ขณะที่ท่านอาลีกำลังเงื้อดาบจะสังหารศัตรูแต่ถูกถ่มน้ำลายใส่หน้า แล้วท่านจึงวางดาบลงจนเป็นที่สงสัยของศัตรูที่น่าจะถูกสังหารไปแล้ว ท่านอาลีได้ตอบไปว่า การที่ท่านจะฟันในครั้งแรกนั้นเพราะเป็นการต่อสู้เพื่อปกป้องศาสนา แต่ทันทีที่ท่านถูกถ่มน้ำลายรดใบหน้าท่านรู้สึกโกรธขึ้นมาทันที แต่ก็พอมีสตินึกขึ้นได้ว่าหากท่านสังหารศัตรูในขณะนั้นจะเป็นไปเพราะอารมณ์โกรธของท่านมากกว่าเพื่อปกป้องศาสนา และท่านจะต้องถูกสอบสวนจากพระผู้เป็นเจ้าถึงการกระทำด้วยอารมณ์โกรธนั้น ท่านจึงวางดาบลงและให้ศัตรูจากไป ศัตรูผู้นั้นจึงถามท่านอาลีว่าอิสลามสอนเช่นนี้หรือ ท่านอาลีตอบ “ใช่ซิ” และเขาจึงขอเข้ารับอิสลาม

สิ่งที่น่าเศร้าใจในโลกทุกวันนี้ เราได้เห็นผู้คนจำนวนไม่น้อยมักกล่าวอ้างหลักการของศาสนาเพื่อเป็นเหตุผลรองรับการใช้ความรุนแรง ในขณะที่ความจริงแล้ว ศาสนายิ่งใหญ่ของโลกทั้งหลายไม่มีที่ว่างให้กับความรุนแรง โดยเฉพาะมุสลิมพึงจะต้องตระหนักเสมอว่า ท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ.ล.) ถูกส่งมายังโลกนี้เพื่อจะสอนเราว่า สำหรับผู้ที่เป็นมุสลิมนั้น เขาจะไม่สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ใดไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำ แต่กลับเป็นผู้สรรสร้างประโยชน์และความสุขให้กับเพื่อนมนุษย์ การศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าคือ การมอบความรักต่อเพื่อนมนุษย์

 

no-space-for-violence-03

อัศรี่ อิบรอเฮม
ช่างภาพประจำสปีดแชนแนล

ผมคิดว่าการใช้ความรุนแรงเพื่อโต้ตอบหรือห้ำหั่นฝายตรงข้ามนั้นเป็นเรื่องที่งี่เง่าพอๆ กับการดับไฟด้วยน้ำมัน แทนที่มันจะดับและมอดลงแต่กลับเพิ่มทวีคูณมันขึ้นอย่างรุนแรง มันยังมีอีกเป็นสิบๆ วิธีที่เราจะโต้ตอบเขาได้โดยไม่ใช้กำลัง แต่ให้ตายเถอะเปรโดร การใช้กำลังก็กลับถูกเลือกมาเป็นอันดับต้นๆ ในการโต้ตอบเสมอไป

สวนตัวแล้วผมคิดว่าหากคุณใช้กำลังโต้ตอบกลับไปคุณเองก็ไม่ต่างจากเขาหรอก วันนี้เราจะทำอะไร จะโต้อะไรก็สมควรมองย้อนมาดูบ้างว่าชายที่ขึ้นชื่อว่าศาสนทูตมูฮัมหมัดเขาทำอย่างไร มีคนมาด่าทอท่าน ท่านเอาหินไล่ขว้างเขาไหม? ท่านปฏิบัติกับเชลยศึกอย่างไร ท่านฆ่าไหม? อันนี้เห็นสมควรอย่างยิ่งที่เราต้องกลับมาดู อย่ามัวแต่เย้วๆตามชาวบ้านโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

 

 

no-space-for-violence-04

มาร์ท นรา
นักธุรกิจ และดีเจสองภาษา แดนใต้

สำหรับผมมองว่า ความรุนแรงไม่ใช่แนวทางและวิธีการแก้ปัญหา แต่มันกลับจะเป็นการเพิ่มปัญหา ให้มีมากยิ่งขึ้น ทับถมหมักหมม จนยากเกินเยียวยา อันที่จริง ความรุนแรง นั้นเกิดจากอารมณ์ล้วนๆ ซึ่งมันมีแนวทางปฏิบัติ หลีกเลี่ยงได้ หากคนเราเลือกที่จะหยุด ฉุกคิด หายใจเข้าลึกๆ แล้วจะเกิดวิทยปัญญา หนีห่างความรุนแรงได้เองแหละ  เชื่อเหลือเกินว่า ความรุนแรงจะไม่ใช่ทางออก และไม่ใช่วิธีการในการแก้ปัญหาอย่างแน่นอน ผมมองว่า การแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือ การสร้างความเข้าใจในอัตลักษณ์ระหว่างกันและกัน การยอมรับในความต่าง ไม่ว่าจะเป็นต่างทางความคิด กายภาพและชีวภาพของแต่ละบุคคล นี่จะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ดังที่ท่านศาสนฑูตฯ ได้เคยกล่าวไว้ อิสลามได้ว่าไว้เมื่อพันปีก่อนว่า  พระเจ้าได้สร้างมนุษย์ให้แตกต่างกัน เพื่อที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน…

อิสลาม ได้ให้แนวทาง แก่เรามาเป็นพันกว่าปีแล้ว เหตุใด เหตุไฉนเล่า เราจึงเลือกที่จะกลับไป ใช้แนวทาง ญาฮีลียะห์ ก่อนหน้าแสงสว่างของอิสลามจะเรืองรองไม่กี่ปีมาใช้แก้ปัญหาด้วย ผมจึงค่อนข้างจะไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ตัดสินกันด้วยความรุนแรง ผมมองว่า ยังมีอีกหลากหลายวิธีในการแก้ไขปัญหา หนึ่งในนั้นคือ ฮิกมะฮ ในการเจรจา ซึ่งผมมองว่าเป็นแนวทางที่คู่ควรสำหรับสถานการณ์โลกที่เป็นอยู่ทุกหย่อมหญ้าในปัจจุบัน

 

 

no-space-for-violence-02

ซัลมา บุญยงค์
เจ้าของร้านกาแฟ

“ความรุนแรง (อังกฤษ: violence) นิยามโดยองค์การอนามัยโลกว่าเป็น การใช้กำลังหรือพลังทางกายโดยเจตนาต่อตนเอง ผู้อื่น หรือต่อกลุ่มหรือชุมชนอื่น โดยข่มขู่หรือแท้จริง เพื่อให้เกิดหรือมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกิดการบาดเจ็บ การเสียชีวิต การทำร้ายจิตใจ การพัฒนาไม่เพียงพอหรือการริดรอน[1] นิยามนี้เกี่ยวข้องกับเจตนาของการก่อพฤติกรรมนั้น โดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา”

ส่วนตัวแล้วคิดว่า ความรุนแรงที่รู้สึกว่าเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเจ็บปวดที่สุด คือ การทำร้ายใจของกันและกัน ทั้งโดยมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไกลใจ จนเราอาจคิดไปได้ว่า มันไม่เคยเกิดขึ้น จนไม่สามารถรับรู้ เสียงทางความคิดที่อยู่ในใจของผู้อื่น สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปมนุษย์เรารู้สึกอยากมี อยากใช้ อยากสัมผัส เสรีภาพ ยิ่งขึ้น แต่ทว่าเรากลับนำเสรีภาพนี้ ไปใช้อย่างไร้สติ จนนำมาซึ่งความรุนแรง ความสูญเสียทางรากฐานทางสังคมอีกนานัปการ

มนุษย์ไม่ค่อยน้อมรับในการเห็นต่าง เมื่อไม่มีรับในความเห็นที่ต่าง มันก็เป็นเรื่องง่ายที่ความแตกแยกจะปรากฏ

บ่อยครั้งเหลือเกินที่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เกิดขึ้นจากการทำร้ายทางจิตใจโดยทางอ้อม และบ่อยครั้งเหลือเกินที่ความรุนแรงที่ว่านี้ก่อให้เกิดขึ้นซึ่งการต่อสู้ห้ำหั่น

สิ่งที่มีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์ ในโลกปัจจุบัน ชอบตีกันเรื่องความคิด ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน ไม่ว่าจะเรื่องมด เรื่องช้าง เรื่องแมลง เรื่องความรัก เรื่องที่มันควรเป็นเรื่องส่วนบุคคล เรื่องที่ไม่ต้องโหนกระแส ประเด็นใดที่เราควรมองผ่านเรากับนำมาตีรันฟันแทง แต่เรื่องที่มันควรจะเป็นเรื่องเรากลับนิ่งนอนใจ ไม่เดือดไม่ร้อน

เราต่างก็มีจุดยืนบนโลกใบนี้ ในบริบทที่แตกต่างกัน เรามีความรักที่ไม่เหมือนกัน เรามีความชอบที่ไม่เหมือนกัน เราถูกสร้างมาอย่างแตกต่างกัน … แต่จะทำอย่างไรให้สิ่งเราต่างกัน ดำเนินเดินไปอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนกันได้

จำเป็นไหมที่เราต้องตีรันฟันแทงเพื่อให้ชนะ เมื่อเราคิดเห็นไม่ตรงกัน

จะเป็นไปได้ไหม หากเราจะปล่อยให้พื้นที่ทางความรุนแรงในสังคม ตีกันอย่างเปิดเผยโดยใช้ความเงียบ ตีกันอยู่ในใจอย่างเงียบๆ โดยใช้สติที่พระเจ้าให้มา หรือเราเกรงว่ามันจะก่อให้เกิดความเก็บกด จนทำเกิดรอยแผลในใจ

เราเชื่อว่า ที่ว่างสำหรับความรุนแรงนั้นมีอยู่ทั่วทุกอณูใจ  คือการวางทุกอย่างไว้ด้วยการเคารพความเห็นต่างของกันและกัน… เราจักทำอย่างไรให้ความว่างในใจนั้นมันไม่มี … ให้มันไม่ต้องเกิดความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น หรือมันจะเป็นไปไม่ได้  หรือเพราะไม่มีที่ว่างสำหรับความรุนแรงนั้นมันไม่มีอยู่จริง… เราถูกสร้างมาอย่างแตกต่างกันอย่างมีเหตุมีผล . ถ้าเราเข้าใจคำนี้ทุกสิ่งบนโลกใบนี้จะเบาขึ้นอีกเยอะเลย

 

no-space-for-violence-05

ลาตีฟา เพศยนาวิน
นักศึกษาปริญญาโท

เมื่อเราพูดถึง “ความรุนแรง” มันจะหมายถึงการพูดถึง “ความขัดแย้ง”  เพราะพื้นที่ของความรุนแรงตลอดประวัติศาสตร์นั้นเกิดมาจากความขัดแย้งกันของมนุษย์ ความขัดแย้งจะนำไปสู่ความรุนแรงได้ถ้าควบคุมมันไม่ดี แต่ความรุนแรงโดยเนื้อแท้เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่พึงปรารถนา  เพราะฉะนั้นปัญหาคือเราจะรับมือกับความขัดแย้งอย่างไรโดยไม่นำไปสู่ความรุนแรง

อิสลามไม่ส่งเสริมให้จัดการกับความขัดแย้งด้วยความรุนแรง โดยกฎพื้นฐานอิสลามสอนให้จัดการกับความขัดแย้ง “ด้วยความดี” “ด้วยวิธีการที่ดีกว่า”

เช่นนั้นแล้วทำไมจึงมีเรื่องของสงครามปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์อิสลาม เราต้องเข้าใจให้ถูกว่า ความขัดแย้งมันปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ เป็นวิถีปกติของมนุษย์ที่ปฏิเสธไม่ได้

สงครามหรือความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ได้ก่อตัวขึ้นมาจากการสนับสนุนของคำสอนอิสลาม อิสลามไม่ได้แสวงหาสงครามและการหลั่งเลือด แต่มันเป็นสภาพการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อพบกับความขัดแย้งในระดับที่สร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน การกดขี่ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ความขัดแย้งในระดับนี้จึงเปิดให้มีการก้าวไปสู่พื้นที่ของสงครามได้ ไม่ใช่เพื่อขยายสงคราม แต่เพื่อยุติมันลง

การทำสงครามของอิสลามในแต่ละครั้งจึงเป็นการก้าวเข้าไปสู่ใจกลางของปัญหาในพื้นที่จำกัดเพื่อยุติมัน และเพื่อให้เกิดการวางอาวุธ เพื่อไม่ให้พื้นที่ความรุนแรงขยายไปสู่คนบริสุทธิ์ คนที่ทำหน้าที่ดังกล่าวจึงต้องมีการเสียสละสูง

แต่ความรุนแรงหรือสงครามก็มิใช่สิ่งที่มุสลิมปรารถนา สิ่งนี้ถูกกล่าวถึงไว้ในคำสอนอิสลามว่าเป็นสิ่งที่มุสลิมไม่อาจชื่นชอบมันได้

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งจำนวนมากที่เกิดขึ้นตลอดประวัติศาสตร์ เป็นแบบที่ต้องยุติลงด้วยการสนทนาแลกเปลี่ยน หาความลงตัวในการแก้ปัญหาอย่างสันติ แม้แต่บริบทที่พบเห็นความขัดแย้งในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีชาร์ลี เอ็บโด การคลุมหิญาบในที่สาธารณะ หรือการสร้างมัสญิดในจังหวัดน่าน มันไม่ใช่ความขัดแย้งในระดับนั้น  เป็นไปไม่ได้ที่จะลากพาไปสู่ระดับความรุนแรง

เราสามารถเลือกใช้วิธีที่จะนำไปสู่จุดที่ดีกว่าได้ สามารถที่จะใช้วิธีที่ไม่ต้องใช้กำลังได้ แก้ไขได้ด้วยการสร้างความเข้าใจ ด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยน โดยแต่ละฝ่ายพยายามจะศึกษาธรรมชาติของกันและกัน และหาระยะที่ลงตัว

ความขัดแย้งเป็นวิถีปกติของมนุษย์ แต่สิ่งที่ทำให้คนหนึ่งแตกต่างจากคนหนึ่งคือ เขารู้จักวิธีการนำพาความขัดแย้งให้ยุติลงเช่นไร จะเปิดพื้นที่ของความรุนแรง หรือจะเลือกวิธีการอื่น ?


 

 

ตีพิมพ์ใน Halal Life Magazine ฉบับที่ 30
มีนาคม 2558

 

[bws_related_posts]
อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts Author website

Halal Life

Halal Life

Halal Life Magazine เว็บไซต์แม๊กกาซีนที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งวิถีชีวิตของมุสลิมที่มีไลฟสไตล์ในแบบฮาลาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การแนะนำร้านอาหารฮาลาล และการเดินทางท่องเที่ยวแบบฮาลาล

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ปิดโหมดสีเทา