ครั้งหนึ่ง Gianpaolo Rando นักชีวโมเลกุลและนักชีวเทคโนโลยี เคยคิดอยากจะประยุกต์ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบ DNA แบบง่ายๆ เพื่อเอื้อประโยชน์แก่คนทั่วไป โดยเฉพาะแก่นักท่องเที่ยวชาวยิวหรือชาวมุสลิมที่จำเป็นต้องรับประทานอาหารในร้านอาหารต่างถิ่นที่ตนไม่คุ้นเคย เพื่อจะได้ตรวจสอบดูว่าอาหารที่อ้างว่าปราศจากสุกรนั้นในความเป็นจริงแล้วมีสุกรปนเปื้อนหรือไม่ เขาคิดอยากให้มีอุปกรณ์ที่ใช้งานง่ายเหมือนเครื่องตรวจครรภ์ แต่เปลี่ยนมาเป็นตรวจเนื้อสุกรแทน

ต่อมาในปี 2015 เขาจึงนำไอเดียดังกล่าวนี้ไปเสนอในงานพบปะนักลงทุนแห่งหนึ่งที่จัดขึ้นในกรุงเจนีวา “ตอนนั้น Rando Gianpaolo มีการ์ดตรวจสอบนั้นในมือ เขาจึงยืนขึ้นและพูดว่า “ผมอยากให้มีคนลองเอาการ์ดตรวจสอบนี้ไปถูกับอาหารที่รับประทาน แล้วรอประมาณ 30 นาที ถ้าพบว่ามีเนื้อสุกรปนเปื้อนก็จะได้ไม่ต้องรับประทานอาหารนั้น” Brij Sahi หนึ่งในนักลงทุนที่นั่งอยู่ในที่ประชุมวันนั้นเล่าให้ฟังพร้อมหัวเราะเสียงดัง “ผมแอบค้านในใจว่า…คงไม่มีใครอยากนั่งรอตั้งครึ่งชั่วโมงจนอาหารที่วางอยู่ต่อหน้าเย็นชืดซะก่อนถึงจะได้กินหรอกนะ!”

ไอเดียของ Rando ในวันนั้นไม่ได้รับคะแนนนิยมด้วยเหตุผลหลายประการ เพราะนอกจากจะไม่มีใครอยากรอจนอาหารเย็นชืดก่อนถึงจะรู้ว่าปลอดภัยบริโภคได้แล้ว ความจริงอีกอย่างหนึ่งคือ การมีเนื้อสุกรหรือไม่มีเนื้อสุกรเจือปนก็ไม่ใช่ประเด็นเดียวที่ผู้บริโภคบางกลุ่มจะพิจารณาในการเลือกรับประทานอาหารแต่ละครั้งด้วย แต่อย่างไรก็ตามไอเดียดังกล่าวก็ยังถือว่าน่าสนใจในแง่มุมที่ว่า หากมีเครื่องมือตรวจสอบ DNA แบบง่ายๆ ที่พอจะบอกได้ว่า “ใช่ หรือไม่ใช่” แล้ว มันจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับวงการอุตสาหกรรมอาหารในอนาคตได้บ้าง?

เนื่องจากการวิเคราะห์ DNA ได้กลายเป็นสิ่งที่ง่ายดายยิ่งขึ้นในปัจจุบัน มันจึงเริ่มกลายเป็นเครื่องมือที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้อุตสาหกรรมอาหารต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมตรวจสอบได้ทุกเวลา อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการและตัวแทนจำหน่ายสามารถทำหน้าที่เป็นตำรวจคอยสอดส่องห่วงโซ่อุปทานอาหารและช่วยรับรองด้านความสะอาดได้อีกด้วย แต่กระนั้นการเก็บตัวอย่างอาหารที่ต้องสงสัยและนำไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการดังเช่นที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่กระทำกันนั้นมักจะต้องใช้เวลานาน บางครั้งก็มากถึงหนึ่งสัปดาห์กันเลยทีเดียว

“ผมพูดกับตัวเองว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสมมุติว่าเจ้าหน้าที่โรงงานสามารถตรวจสอบอาหารได้ภายในเวลาเพียง 30 นาที?” Rando กล่าว “ผมแน่ใจว่าผมสามารถทำให้การวิเคราะห์ DNA เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นได้ ผมอยากให้มันง่ายพอๆ กับเครื่องตรวจครรภ์เลย”

ปัจจุบัน Rando และ Sahi เป็นผู้ก่อตั้งร่วมของบริษัท SwissDeCode ประจำกรุงเจนีวา ที่รับจัดทำอุปกรณ์ตรวจสอบ DNA ตามสั่งให้กับผู้ประกอบการอาหารต่างๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วกลุ่มผู้ใช้บริการจะเน้นในด้านสุขภาพและความปลอดภัยเสียมากกว่า ทางบริษัทเคยทำงานร่วมกับผู้ประกอบการจากหลายแห่งเพื่อออกแบบเครื่องมือที่สามารถช่วยให้พนักงานในโรงงานตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหารและวัตถุดิบที่อาจมีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้บริษัทยังเคยให้คำปรึกษาแก่โรงงานผลิตช็อกโกแลตต่างๆ ในสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อควบคุมส่วนผสมของแลคโตสในช็อคโกแลตที่ระบุว่าปลอดแลคโตสอีกด้วย

กระนั้นไอเดียตรวจสอบอาหารปลอดสุกรก็ยังคงไม่ได้ละเลิกแต่อย่างใด จนเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาทางบริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ชิ้นแรก นั่นก็คืออุปกรณ์ตรวจจับ DNA สุกรที่สามารถเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการต่างๆ เช่นผู้ผลิตไส้กรอกที่ต้องการสร้างความมั่นใจว่าไม่มีเนื้อสุกรเจือปนอยู่ในไส้กรอกไก่ เป็นต้น เนื่องจากภายใต้กฎข้อบังคับว่าด้วยส่วนผสมและวัตถุดิบในอาหารกำหนดว่า ผู้ประกอบการจะต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับฉลากที่ระบุส่วนผสมต่างๆ เพราะเหตุผลในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ผู้บริโภคแพ้อาหารหรือมีข้อจำกัดทางศาสนา หรือเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าได้รับประทานอะไรไปบ้าง เป็นต้น

อุปกรณ์ตรวจสอบที่วางจำหน่ายในรูปกล่องกระดาษนี้ถูกออกแบบเพื่อให้ใช้งานง่ายเป็นมิตรต่อผู้ใช้ เพียงผู้ประกอบการนำตัวอย่างของสิ่งที่ต้องการตรวจสอบมาบี้ลงบนภาชนะ จากนั้นทำการดูดเศษอาหารที่ต้องการตรวจสอบด้วยหลอดสูบที่เตรียมไว้ แล้วใส่ตัวอย่างอาหารลงไปท่อที่มีสารละลายบรรจุไว้ซึ่งจะเป็นตัวทำปฏิกิริยากับเศษอาหารจนสามารถพิสูจน์ DNA ออกมาได้ จากนั้นจึงนำทั้งหมดวางลงไปในน้ำอุ่น

หลังจากนั้น 20 นาทีผู้ใช้สามารถดึงท่อออกมาและจุ่มแผ่นกระดาษทำปฏิกิริยาลงไป บนกระดาษนั้นจะมีเส้นแสดงผล 2 เส้น โดยเส้นหนึ่งทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมในขณะที่อีกเส้นหนึ่งเป็นตัวแสดงผลที่จะบอกว่า DNA ที่คุณต้องการตรวจสอบนั้น (เช่น สุกร) มีปรากฏอยู่ในอาหารที่ตรวจสอบหรือไม่ หากมี DNA ของสิ่งเจือปนเครื่องจะแสดงผลออกมาเป็นสองเส้น กระบวนการทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 30 นาที และสามารถนำอุปกรณ์ตรวจสอบชนิดนี้ทิ้งลงในถังขยะได้เลย “เราอยากให้พนักงานโรงงานใช้มันได้…ดังนั้นกระบวนการแปรผลจึงต้องเป็นอะไรที่เข้าใจง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้” Rando อธิบาย

แน่นอนว่ามันอาจใช้ง่ายเหมือนเครื่องตรวจครรภ์แต่เครื่องตรวจจับสุกรนี้มีราคาค่อนข้างสูงกว่ามาก ปัจจุบันราคาขายตกอยู่ที่กล่องละ 990 ดอลล่าร์ โดยภายในบรรจุเครื่องตรวจจำนวน 5 ชุด สำหรับเครื่องตรวจแบบจัดทำขึ้นตามสั่งนั้นจะมีราคาแตกต่างกันออกไปตามลักษณะการออกแบบ แต่ก็ยังคงมีค่าใช้จ่ายวัสดุต่างๆ ในราคาที่ไล่เลี่ยกัน

การนำใช้อุปกรณ์ตรวจจับสุกรนี้มีความชัดเจนพอสมควร Sahi ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทกล่าวว่า “เรานำเสนออุปกรณ์นี้เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างหลักประกันความน่าเชื่อถือให้กับกลุ่มห่วงโซ่อุปทานอาหารที่รับรองตราฮาลาลและตราโคเชอร์ (บัญญัติด้านอาหารของชาวยิว) … ในปัจจุบันสิ่งเดียวที่คุณจะค้นพบได้ก็คือใบยืนยันเพื่อรับรองความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานนั้นๆ” Sahi กล่าวต่อไป “เรากำลังพยายามนำเสนอว่า ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนกระบวนการใดคุณก็สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ด้วยการลองสุ่มตัวอย่างออกมา แล้วพิสูจน์ดูได้เลยว่าเป็นจริงดังที่ได้รับการรับรองหรือไม่” เป็นที่น่าสนใจว่าตั้งแต่ปีค.ศ. 2010 เป็นต้นมา หน่วยงานโคเชอร์และฮาลาลในสหรัฐอเมริกามีการขยายตัวและเติบโตมากกว่า 1/3 ของประเทศเลยทีเดียว

แต่ SwissDeCode ต้องการครอบคลุมให้ได้มากกว่าการตรวจสอบอาหารฮาลาลและโคเชอร์และมากกว่าช็อคโกแลตปลอดแลคโตสเพียงอย่างเดียว “วิสัยทัศน์ของเราคือการสร้างความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือให้กับห่วงโซ่อุปทานอาหารทั่วทุกมุมโลก” Sahi กล่าว ผลลัพท์ที่คาดหวังคือการที่ผู้ประกอบการที่ได้รับอำนาจสามารถทำการตัดสินใจได้รวดเร็วทันท่วงที ณ สถานประกอบการนั้นเลย เพื่อให้แน่ใจว่าห่วงโซ่อุปทานของพวกเขานั้นมีความสะอาดบริสุทธิ์ อันจะส่งผลให้มีโอกาสเพิ่มรายได้มากมายมหาศาลให้กับองค์กรโดยรวม

เป้าหมายของบริษัท SwissDeCode มีความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อโลกปัจจุบัน หากมองกลับไปแค่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นข่าวคราวเกี่ยวกับอาหารปนเปื้อน อาหารเจือปน หรือแม้แต่อาหารปลอมพาดหัวข่าวตามสื่อต่างๆ เป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่นกรณีเบอเกอร์เนื้อที่มีส่วนผสมของเนื้อม้า กรณีเนื้อแกะที่ไม่ได้มีส่วนผสมของเนื้อแกะเลย กรณีเนื้อโคขุนปลอม พายฟักทองกระป๋องที่มีส่วนผสมจริงเป็นเพียงน้ำเต้าไม่ใช่ฟักทองดังที่อ้าง กุ้งมังกรที่ไม่ใช่กุ้งมังกรจริง ปลาที่ไม่ใช่ปลาจริง หรือแม้แต่ชีสที่ไม่ใช่ชีสจริงแต่เป็นเนื้อไม้ที่เพิ่มรสชีสลงไปแทน เหล่านี้เป็นต้น

แน่นอนว่าประเด็นอาหารเจือปนหรืออาหารแปลกปลอมนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ของวงการ เพราะยุคสมัยโรมันโบราณก็มีให้เห็นการใช้สารลีดอะซีเตทมาเพิ่มความหวานให้กับไวน์ที่ไม่ได้รสชาด หรือแม้แต่วงการเครื่องเทศในยุคกลางก็มีกรณีการลักลอบเจือปนส่วนผสมที่ราคาถูกให้เห็นกันเกลื่อนกลาด เช่นการเอาเปลือกไม้เก่าๆ มาผสมกับไม้หวานแท้ การนำเศษไม้แห้งไปผสมกับกานพลู หรือการผสมไม้จันทน์ในหญ้าฝรั่น เป็นต้น หรือแม้แต่ในช่วงศตวรรษที่ 18-19 ก็ยังมีกรณีขนมปังซื้อจากร้านที่พบว่ามีการฟอกสีด้วยชอล์คและสารส้มให้เห็นเช่นกัน

แต่ประวัติศาสตร์เหล่านั้นก็ถูกสร้างความสมดุลด้วยการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้พยายามต่อสู้กับพฤติกรรมคิดไม่ซื่อต่อกระบวนการผลิตอาหารดังกล่าว เช่นกรณีภารกิจสำคัญในยุโรปยุคกลางของกลุ่ม “กาบเลอร์” หรือนักเปิดโปงที่ทำหน้าที่คอยตรวจสอบเครื่องเทศที่มีลักษณะต้องสงสัย ดังเช่นการทำงานของผู้ตรวจสอบอาหารในยุคปัจจุบัน หรือกลุ่มสมาคมการพาณิชย์ที่พยายามผูกขาดทางการค้าในขอบเขตธุรกิจของตนก็ออกมาสร้างกฎข้อบังคับที่ชัดเจนเกี่ยวกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายระหว่างสมาชิกในสังกัดด้วยกัน เป็นต้น

ถือเป็นโชคดีของปัจจุบันที่เรามีเครื่องมือเพื่อตรวจสอบการฉ้อฉลในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารที่ทันสมัยและแม่นยำมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 เป็นต้นมาทางแผนกปฏิบัติการป้องกันและบริการทางวิทยาศาสตร์ในชายแดนและศุลกากรของสหรัฐอเมริกาก็ได้เริ่มประยุกต์ใช้การวิเคราะห์ DNA ในการตรวจสอบดูว่าผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามาในประเทศนั้นเป็นไปตามที่ระบุไว้ในฉลากหรือไม่ หรือตรวจสอบการฝ่าฝืนกฎข้อบังคับของการค้านานาชาติอย่าง CITES หรือการนำเข้าเนื้อสัตว์จากประเทศที่ต้องสงสัย เช่นการนำเข้าไก่จากประเทศที่มีการระบาดของโรคไข้หวัดนก เป็นต้น การนำมาใช้อย่างแพร่หลายขึ้นของนวัตกรรมบาร์โค้ด DNA (คือกระบวนการที่ใช้การจัดลำดับทางพันธุกรรมแบบสั้นจากกลุ่มจีโนมที่กำหนดให้เพื่อพิสูจน์หากลุ่มสปีชี่ส์ของมัน) ได้ทำให้คุณภาพของการจัดลำดับนั้นเป็นไปได้ดีขึ้นและส่งผลให้ขั้นตอนการทำงานของ CBP เป็นไปอย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

“ครั้งหนึ่งเราเคยเจอกรณีนำเข้าที่อ้างว่าสินค้าเป็นตาปลาทูน่าขนาดใหญ่ แต่จริงๆ แล้วกลับกลายเป็นครีบปลาทูน่าสีเหลืองแทน” Matt Birck หัวหน้าทีมตรวจสอบอาหารและสารเคมีออร์แกนิคของแผนก CBP เล่าให้ฟัง “คือทั้งสองเป็นส่วนจากปลาทูน่าก็จริง แต่เราค้นพบว่ามีการแทนที่ของวัตถุดิบจริงด้วยวัตถุดิบที่มีราคาถูกกว่า” หรืออีกกรณีหนึ่งที่เขานึกออกคือ “เราเคยเจอกรณีนำเข้าที่อ้างว่าเป็น ‘เสื้อผ้าสตรีถักทอจากผ้าฝ้าย’ แต่สิ่งที่เราเห็นจริงๆ กลับเป็นเนื้อสุกรแห้ง” เป็นต้น บางครั้งการตรวจสอบก็ไม่จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ DNA เพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่การตรวจสอบว่าสิ่งที่นำเข้ามาเป็นอะไรและตรงตามที่ระบุไว้หรือไม่นั้นคือภารกิจหลักที่ CBP ต้องทำตลอดที่ผ่านมา

Birck กล่าวว่าการวิเคราะห์ DNA นั้นถือเป็น “อุปกรณ์ที่อัจฉริยะมากชิ้นหนึ่งในกล่องอุปกรณ์ของเรา” “ด้วยเพราะว่าการวิเคราะห์ลักษณะรูปร่างของปลาทั้งลำตัวนั้นเป็นเรื่องยาก ครั้นจะวิเคราะห์บนเนื้อปลาก็เป็นไปไม่ได้อีก แต่พอได้นำใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ DNA แล้วผมสามารถบอกคุณได้เลยว่ามันคืออะไร” เขากล่าว

ไม่ใช่แค่องค์กรทางกฎหมายหรือกลุ่มผู้ผลิตด้านเทคโนโลยีชีวภาพหน้าใหม่ของวงการเท่านั้นที่หันมาใช้การวิเคราะห์ DNA เพื่อตรวจสอบหาความแปลกปลอมในอาหาร ในกรุงนิวยอร์คเมื่อปี ค.ศ. 2008 นักศึกษาวัยรุ่นสองคนได้สร้างความฮือฮาทั่วเมืองเมื่อพวกเขาใช้การตรวจสอบบาร์โค้ดแล้วค้นพบว่า ปลาส่วนใหญ่ที่เสริฟในภัตตาคารซูชิแห่งหนึ่งในแมนฮัตตันนั้นไม่เป็นไปตามระบุไว้ในฉลาก เช่นเมนูหรูหราชนิดหนึ่งที่ระบุว่าเป็นเมนูจากปลาทูน่าขาวสุดหรู แต่ที่จริงแล้วกลับกลายเป็นเพียงปลาหมอเทศที่ได้มาจากฟาร์มเพาะเลี้ยงทั่วไป ไม่ได้หรูหราดังที่อ้างไว้แต่อย่างใดเลย

นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ในสมัยนั้นนักศึกษาวัยรุ่นดังกล่าวต้องส่งตัวอย่างอาหารไปที่มหาวิทยาลัย Guelph ในออนตาริโอที่มีโครงการวิจัยด้านบาร์โค้ดของสิ่งมีชีวิตรองรับอยู่แล้ว แต่สำหรับปัจจุบันการปรากฏตัวของบริษัทอย่าง SwissDeCode ถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ระดับประชาชนเดินถนนทั่วไปก็สามารถวิเคราะห์ตรวจสอบหาความจริงได้ด้วยตนเองทั้งในแล็บชีวภาพของชุมชนหรือแม้แต่ที่บ้านของตนเองก็สามารถทำได้เช่นกัน

บริษัท SwissDeCode อาจจะพุ่งเป้าหมายไปยังผู้ประกอบการเป็นหลัก แต่เทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้มีเบื้องหลังที่ยืนหยัดอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ชีวภาพที่สามัญชนทั่วไปสามารถนำไปใช้ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นสิ่งที่จะแสดงให้เห็นเป็นผลตามมาจึงเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ร่วมกันสร้างพลังผลักดันให้วงการอุตสาหกรรมอาหารเกิดสำนึกรับผิดชอบมากยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต

 

แปลและเรียบเรียงโดย : Andalas Farr
ที่มา : New DNA food test could to help Halal and Kosher compliance

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Andalas Farr

Andalas Farr

คุณแม่ลูกสามผู้หลงใหลงานแปลภาษาเป็นชีวิตจิตใจ และรักงานเขียน งานสอนที่เชิญชวนสู่เส้นทางแห่งความดี ไม่ได้เป็นลูกครึ่งแต่รู้สึกผูกพันกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ชนิดเห็นประโยคแล้วสมองต้องประมวลภาษาโดยอัตโนมัติ Andalas จบการศึกษาระดับปริญาตรีและโทคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับครอบครัว ลูก และตัวอักษร