หากพูดถึงมุสลิมในประเทศเมียนมา หลายคนคงนึกภาพชาวโรฮิงญาที่มักมีข่าวถูกกระทำทารุณ หรือนึกถึงความเป็นชนกลุ่มน้อยที่ดูเหมือนไร้คุณค่าและไม่มีพื้นที่ยืนในสังคม แต่ทราบหรือไม่ว่า ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความไม่ลงรอยด้านความเชื่อและศาสนาที่เกิดขึ้นในเมียนมานั้น ยังคงมีสิ่งดีๆ สิ่งหนึ่งที่คอยส่องสว่างเอาชนะความมืดมนในพื้นที่สีเทาแห่งนั้นมาเนิ่นนาน และแสงสว่างที่ใช้ธารน้ำใจแห่งมนุษยธรรมเป็นเชื้อเพลิงดวงนี้ก็อยู่คู่บ้านคู่เมืองเมียนมามานานกว่า 80 ปีแล้ว

หากไม่ได้เงยหน้ามองป้ายที่ตั้งตระหง่านบนตึกอิฐสีแดงที่เขียนว่า Muslim Free Hospital หรือ “โรงพยาบาลมุสลิมเพื่อการกุศล” แล้ว หลายคนคงนึกไม่ถึงว่าในเมืองใหญ่อย่างกรุงย่างกุ้ง อดีตเมืองหลวงของเมียนมาจะมีโรงพยาบาลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นของมุสลิมตั้งอยู่ที่นั่นด้วย โรงพยาบาลมุสลิมแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปีค.ศ.1937 โดยชาวมุสลิมเมียนมากลุ่มหนึ่งที่มีความตั้งใจอยากสร้างโรงพยาบาลที่ให้บริการแก่ทุกคนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ พวกเขาจึงช่วยกันลงขันบริจาคและรวบรวมเงินเพื่อสร้างโรงพยาบาลแห่งนี้ขึ้น ภายใต้อุดมการณ์ง่ายๆ คือต้องการช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสในสังคมโดยไม่จำกัดเชื้อชาติและศาสนาใดๆ และอุดมการณ์นี้ก็ยังคงได้รับการสานต่อเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันรายได้หลักส่วนใหญ่ของโรงพยาบาลแห่งนี้มาจากเงินซะกาตที่พี่น้องมุสลิมร่วมกันบริจาคตามมัสยิดต่างๆ ทั่วประเทศ (เงินซะกาตคือเงินบริจาคที่มุสลิมจัดสรรปันส่วนจากทรัพย์สินที่ตนมีเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ด้อยโอกาสกว่า) ซึ่งในแต่ละปีจะมีเงินซะกาตจากชาวมุสลิมในเมียนมาหมุนเวียนให้กับโรงพยาบาลแห่งนี้ประมาณ 400,000 ดอลล่าร์ต่อปี ในขณะที่ค่าใช้จ่ายบางส่วนก็ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรมุสลิมในต่างประเทศ เช่นองค์กร TIKA ของรัฐบาลตุรกีที่บริจาคทุนทรัพย์เพื่อซื้อสาธารณูปโภคอย่างเตียงนอนผู้ป่วยจำนวน 130 เตียงให้กับทางโรงพยาบาลแห่งนี้เช่นเดียวกัน หลักคำสอนของศาสนาอิสลามด้านการบริจาคซะกาตเพื่อส่วนรวมจึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่โดดเด่นและสร้างความประทับใจให้กับชาวต่างศาสนิกที่รู้จักมักคุ้นกับโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นอย่างดี

ด้วยอุดมการณ์ไม่แบ่งแยกชนชั้นฐานะของโรงพยาบาลมุสลิม จึงทำให้ผู้เข้ารับบริการที่นี่มีความหลากหลายในพื้นเพและที่มา ผู้ป่วยมีตั้งแต่พระภิกษุสามเณรไปจนถึงสามัญชนทั่วไป ทั้งชาวพุทธนุ่งผ้าโสร่งและมุสลิมโพกศีรษะไปจนถึงชาวคริสต์และอินเดีย หรือแม้แต่อดีตนักต่อสู้เพื่อสันติภาพของเมียนมาที่เคยถูกจำคุกมานานหลายสิบปีและไม่สามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอื่นได้เนื่องจากข้อจำกัดทางการเมือง ก็นิยมมาใช้บริการที่โรงพยาบาลมุสลิมแห่งนี้เช่นเดียวกัน

ผู้ป่วยที่นี่จะได้รับการรักษาฟรีหากมีฐานะลำบากยากจน หรือหากพอมีกำลังทรัพย์ก็สามารถจ่ายเงินเพียงเล็กน้อยตามอัตภาพและความสมัครใจ แพทย์และพยาบาลต่างเชื้อชาติหลากศาสนาทำงานร่วมกันอย่างให้เกียรติและมีเป้าหมายเดียวกันคือพร้อมอุทิศตนเพื่อสังคมด้วยใจรัก เพราะคำว่าผู้ป่วยไม่มีจำกัดชนชั้นวรรณะและศาสนา และสามัญสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์คือการรักษาเพื่อนมนุษย์ด้วยกันให้หายจากป่วยไข้โดยไม่คำนึงถึงรากเหง้าที่มาอันแตกต่าง โรงพยาบาลมุสลิมแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนดินแดนโอเอซิสกลางทะเลทรายที่เป็นทั้งความหวังและที่พึ่งแก่ประชาชนชาวเมียนมาที่มีชีวิตท่ามกลางความแร้นแค้นและโหยหาธารน้ำใจ

ด้วยข้อจำกัดด้านการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศเมียนมาที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคส่วนใหญ่ถูกผลักให้ตกเป็นภาระของประชาชน อีกทั้งรัฐบาลก็มีนโยบายจัดสรรงบประมาณให้กับการแพทย์และการสาธารณสุขเพียง 2.8% ของงบบริหารแผ่นดินเท่านั้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงต้องรับภาระค่ายาไปจนถึงค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้วยตัวเองแทบทั้งสิ้น รายงานจากองค์การอนามัยโลกได้ระบุว่าระบบสาธารณสุขของประเทศเมียนมานั้นรั้งท้ายอยู่ที่อันดับ 190 ในจำนวน 191 ประเทศทั่วโลก ด้วยคุณภาพชีวิตด้านสุขพลานามัยที่ไม่ได้มาตรฐานเช่นนี้จึงทำให้โรงพยาบาลที่ให้การรักษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ กลายเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งในเมียนมา และนั่นจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้โรงพยาบาลมุสลิมแห่งนี้มีผู้เข้าใช้บริการเป็นจำนวนมาก

แทบทุกพื้นที่ของโรงพยาบาลเต็มไปด้วยผู้คนนับตั้งแต่ลานบันไดทางเข้าไปจนถึงห้องผู้ป่วยในที่แสนอบอ้าวและแออัดไปด้วยคนไข้กว่าร้อยชีวิต ในแต่ละวันทางโรงพยาบาลต้องรองรับผู้ป่วยนอกทั่วไปประมาณ 500 ราย ซึ่งแพทย์เฉพาะทางจากหลายแผนกสาขาไม่ว่าจะเป็นศัลยกรรม สูตินรีเวช จักษุแพทย์ และจิตเวชต้องคอยให้บริการผู้ป่วยเฉพาะทางประมาณ 300 เคสต่อวัน  ที่นี่มีเตียงนอนสำหรับผู้ป่วยในประมาณ 160 เตียงและในจำนวนนี้ก็แทบจะไม่มีว่างให้ได้เห็นกันเลยทีเดียว

“นโยบายของโรงพยาบาลนี้คือเราจะไม่มีการแบ่งแยกใดๆ เราไม่สนใจว่าผู้ป่วยจะรวยหรือจน หรือจะนับถือศาสนาใดก็ตาม”  Tin Myo Win แพทย์ชาวพุทธซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกประจำโรงพยาบาลเล่าให้กับสำนักข่าว AFP ฟัง  “ผมเป็นหมอศัลยกรรม หน้าที่ของผมก็คือรักษาคนไข้ที่ได้รับความเจ็บป่วย”  เขาเล่าต่อไป

กว่า 80 ปีที่โรงพยาบาลมุสลิมแห่งนี้คอยบริการรับใช้ประชาชนภายใต้อุดมการณ์ “ดูแลรักษาฟรีให้ทุกคนไม่จำกัดชนชาติและศาสนา” ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่เกิดเป็นดอกผลเบ่งบานจากสามัญสำนึกในความมีมนุษยธรรม คือความสามัคคีปรองดองและความเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้นของผู้คนในสังคม แต่น่าเศร้าที่วิกฤติการณ์แบ่งชนชั้นชาติพันธุ์และกระแสการเกลียดชังมุสลิมในประเทศเมียนมา ที่ถูกปลุกปั่นจากคนเพียงบางกลุ่มในสังคมกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกที จนสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลตามมาคือความหวาดระแวงและความไม่เข้าใจกันของผู้คนในสังคม จนส่งผลให้เกิดความแตกแยกในที่สุด  เป็นที่น่าสังเกตว่าสถิติการเข้ารับการรักษาของผู้ป่วยในโรงพยาบาลแห่งนี้นั้นเปลี่ยนแปลงตามความคุกรุ่นของสภาวะทางการเมืองในประเทศ เช่นในกรณีของปี 2015 ที่มีอัตราการเข้ารับการรักษาของประชาชนที่เป็นผู้ป่วยนอกทั้งสิ้น 70282 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นชาวมุสลิม 33,163 รายและชาวพุทธ 28,469 ราย

Abdul Rahman Yacoob Manjra เลขานุการของโรงพยาบาลมุสลิมบอกกับสำนักข่าว Anadolu Agency ว่า  “เมื่อก่อนเราเคยมีสถิติผู้ป่วยที่เป็นชาวพุทธมากกว่ามุสลิม แต่พักหลังมานี้ตัวเลขมันเริ่มเปลี่ยนไป อาจเป็นเพราะว่าโรงพยาบาลรัฐเริ่มมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะสาเหตุอื่น…”

Manjra ยอมรับว่าจำนวนผู้ป่วยชาวพุทธที่เข้ามารับบริการจากโรงพยาบาลเริ่มลดลงจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะไม่กี่เดือนหลังจากเกิดเหตุความรุนแรงขึ้นในเมียนมาเมื่อปลายปี 2012 โดยเมื่อกลางปีเดียวกันนั้นได้เกิดเหตุความขัดแย้งทางความเชื่อและศาสนาขั้นรุนแรงขึ้นระหว่างชาวมุสลิมและชาวพุทธในรัฐยะไข่ตะวันตก ความบาดหมางดังกล่าวสร้างความแตกแยกให้กระจายออกไปในหลายพื้นที่ของประเทศรวมไปถึงเมืองสำคัญที่ใหญ่เป็นอันดับสองใน Mandalay อย่างเมือง Meikhtila  จากนั้นมากระแสต่อต้านอิสลามกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนทำให้กลุ่มชาวพุทธรักชาติอย่าง Ma Ba Tha เริ่มออกมาประกาศขู่บังคับให้ประชาชนหันมาบอยคอตอิสลาม และเลิกคบค้าสมาคมกับทุกร้านรวงและทุกธุรกิจที่มีเจ้าของเป็นชาวมุสลิม เมื่อถูกถามว่ากระแสดังกล่าวทำให้เกิดผลกระทบต่อโรงพยาบาลอย่างไรบ้าง  “เราพยายามไม่คิดถึงเรื่องนี้ เราแค่อยากโฟกัสกับงานที่เราทำ”  Manjra นั่งนิ่งชั่วขณะก่อนจะให้คำตอบได้เพียงสั้นๆ สถานการณ์สั่นคลอนในเมียนมาทำให้เขาพูดอะไรได้ไม่มากนัก และความนิ่งดูเหมือนจะเป็นคำตอบในตัวของมันเอง

หากพิจารณาถึงความรุนแรงของอคติทางศาสนาและความเชื่อที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมาแล้ว การมีอยู่ของโรงพยาบาลเพื่อการกุศลที่ได้ชื่อว่าเป็นของมุสลิมนี้ถือเป็นสิ่งที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ด้วยประชากรมุสลิมที่มีอยู่เพียง 4% ของประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ ด้วยภาวะถูกข่มเหงรังแกที่ชาวมุสลิมในเมียนมาต้องประสบ ทั้งในรูปแบบของการถูกสังหารและถูกเนรเทศให้ออกจากบ้านเกิดของตนเองอย่างไร้ความปราณี  ด้วยสภาวการณ์ของโลกที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและความรุนแรงที่ยากเกินกว่าที่สติสัมปชัญญะของคนหนึ่งจะพอเข้าใจได้ การมีอยู่ของโรงพยาบาลมุสลิมเพื่อการกุศลเช่นนี้จึงถือเป็นตัวอย่างของความดีงามที่น่าชื่นชมยิ่งนัก เป็นเหมือนแสงสว่างในอุโมงค์มืดที่ไม่ยอมท้อถอย

และบทเรียนสำคัญที่สุดที่โรงพยาบาลแห่งนี้สามารถสอนเราทุกคนได้เป็นอย่างดี ก็คือการไม่ปล่อยให้การกระทำของผู้อื่นมากำหนดตัวตนที่เราเป็น การเอาชนะความมืดด้วยแสงสว่าง การเอาชนะความเกลียดชังด้วยความรัก และการทำตัวดั่งดอกไม้ที่ยังคงให้ความหอม แม้แต่กับมือที่บดขยี้มันเองก็ตาม…

 

แปลและเรียบเรียงโดย : Andalas Farr

ที่มา :

 

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Andalas Farr

Andalas Farr

คุณแม่ลูกสามผู้หลงใหลงานแปลภาษาเป็นชีวิตจิตใจ และรักงานเขียน งานสอนที่เชิญชวนสู่เส้นทางแห่งความดี ไม่ได้เป็นลูกครึ่งแต่รู้สึกผูกพันกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ชนิดเห็นประโยคแล้วสมองต้องประมวลภาษาโดยอัตโนมัติ Andalas จบการศึกษาระดับปริญาตรีและโทคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับครอบครัว ลูก และตัวอักษร

ปิดโหมดสีเทา