ทันทีที่เครื่องบินเหยียบท่าอากาศยานอินช็อน ประเทศเกาหลีใต้ สนามบินที่ได้ชื่อว่าทันสมัยที่สุดในโลก ผมรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันใด ที่ตื่นเต้นไม่ใช่แค่เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกสำหรับผมในฐานะคนเยอรมันที่ได้เดินทางมาไกลถึงขนาดนี้  แต่ด้วยเพราะผมรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นอะไรที่พิเศษไปกว่าที่แล้วมา มันคือการเดินทางของมุสลิมคนหนึ่งที่จะต้องใช้ชีวิตเป็นเวลา 5 สัปดาห์ในประเทศเกาหลีใต้ ที่ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบ้านของโบสถ์หลังใหญ่ที่สุดแห่งนิกายเพนเทอคอสต์ ที่ซึ่ง 46% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศไม่มีส่วนเกี่ยวพันกับศาสนาใดๆ เลย ดังที่อ้างอิงจากศูนย์วิจัยพิวอเมริกัน

มัสยิดกลางแห่งกรุงโซล

ความจริงที่ว่ามุสลิมเป็นเพียงประชากรส่วนน้อยมากของประเทศเกาหลีใต้ มันไม่ได้ทำให้ผมหยุดที่อยากจะเรียนรู้ให้มากที่สุดเกี่ยวกับวัฒนธรรมและเรื่องราวของประเทศนี้ ตั้งแต่เริ่มแรกที่หูของผมได้ยินภาษาเกาหลีและสายตาของผมได้มองเห็นตัวอักษรเกาหลีที่เรียกว่า “ฮันกึล” ผมก็เริ่มรู้ตัวทันทีเลยว่าผมจะต้องพูดภาษาอันมีเสน่ห์นี้ให้ได้ และแม้ว่าในขณะที่ผมถือว่าตัวเองยังเป็นเพียงผู้ฝึกภาษาในระดับเริ่มต้นเท่านั้น แต่ความรู้สึกที่ผู้หญิงคนหนึ่งในชุดฮันบกได้ให้กับผม เมื่อตอนที่ผมเดินเข้าไปถามเธอเป็นภาษาเกาหลีว่าจะขึ้นรถไฟจากสนามบินนานาชาติอินช็อนไปยังกรุงโซลได้อย่างไร แล้วเธอก็เข้าใจที่ผมพูดนั้น มันช่างจับใจผมจริงๆ มันคือสิ่งที่น่าประทับใจมากพอๆ กับอีกตอนหนึ่งขณะที่ผมนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินจากสถานีโซลไปยังอิแทวอน ที่มีชายชราชาวเกาหลีพร้อมกับเพื่อนอีกสามคนรีบกุลีกุจอเข้ามาช่วยผมมองหาบ้านพักของผมในกลางดึกของคืนนั้น

อิแทวอน เศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตมุสลิม ณ ใจกลางกรุงโซล

อิแทวอน ถือได้ว่าเป็นบ้านเกิดของประชากรมุสลิมราว 150,000 ชีวิตที่อาศัยอยู่กระจายทั่วไปในกรุงโซล โดยหนึ่งในสามของจำนวนดังกล่าวนั้นเป็นเชื้อสายเกาหลีแต่ดั้งเดิม ที่นี่คืออีกหนึ่งเขตยอดนิยมในเมืองหลวงสำหรับชาวเกาหลีในยุคสมัยช่วงปีค.ศ. 1920 และยังเป็นที่ตั้งของมัสยิดกลางแห่งกรุงโซล มัสยิดแห่งแรกของประเทศเกาหลีใต้ที่เริ่มใช้กันมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1976 อิแทวอนยังถือได้ว่าเป็นบ้านเกิดของบรรดาภัตตาคารและร้านค้าฮาลาลมากมายในประเทศ รวมไปถึง “Eid Halal Restaurant” ร้านอาหารเกาหลีที่กำกับดูแลโดยครอบครัวมุสลิมเกาหลีน่ารักครอบครัวหนึ่ง

Ola Bora Song (instagram @olaborasong

ปัจจุบันมัสยิดกลางแห่งกรุงโซลคือหนึ่งในมัสยิด 15 แห่งที่มีอยู่ทั่วประเทศเกาหลีใต้ นอกเหนือจากห้องละหมาด 60 แห่งที่คุณสามารถพบเห็นได้ตามสนามบิน มหาวิทยาลัย และตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป มัสยิดแห่งนี้ยังถือเป็นแหล่งพบปะพูดคุยสำหรับชาวมุสลิมและชาวต่างศาสนิกอีกด้วย ผมได้เจอ Ola Bora Song สาวมุสลิมเกาหลีคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นครูสอนภาษาอาหรับและคอยตอบคำถามเพื่อนชาวต่างศาสนิกถึงข้อสงสัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอิสลาม แต่การพบปะของผมกับเธอในมัสยิดแห่งนั้นเป็นไปได้ไม่นานนัก เมื่อผมต้องรีบไปประชุมกับมุสลิมเกาหลีอีกกลุ่มหนึ่งที่รออยู่ในห้องประชุมวันนั้น แต่นั่นก็เป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มเข้าใจว่าอิสลามนั้นเป็นอิสระจากวัฒนธรรมมากเพียงใด เธอเป็นสาวมุสลิม แต่เป็นชาวเกาหลี มันคือการผสมผสานที่อาจสร้างความประหลาดใจในแรกพบให้กับชาวเกาหลีและอีกหลายคนที่ไม่ใช่ชาวเกาหลี แต่สำหรับผมแล้ว ผมเริ่มเข้าใจมันได้ดีมากขึ้นก็ตอนที่ผมได้เห็นชุดฮันบก—ชุดแต่งกายดั้งเดิมของชาวเกาหลีนั่นเอง

สองสาวเกาหลีในชุดฮันบก

ฮันบก วิถีแต่งกายอันนอบน้อมของชาวเกาหลี

ผมเคยได้ยินหญิงสาวชาวเกาหลีคนหนึ่งได้กล่าวทางโทรทัศน์เกาหลีเมื่อไม่นานมานี้ว่า ทุกครั้งที่เธอได้สวมใส่ชุดฮันบกเธอจะรู้สึกมีเกียรติ รู้สึกปรารถนาอยากทำตัวให้ดีและอยากวางตัวอ่อนน้อมขึ้นมาทันที มันคือวิถีการแต่งกายที่สุภาพอ่อนน้อม อันเป็นสิ่งเดียวกันกับที่อิสลามส่งเสริมให้คุณประพฤติปฏิบัติ

ในอดีตสตรีชาวเกาหลียังเคยแม้กระทั่งปกปิดศีรษะด้วยผ้าคลุมชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Jang-ot (장옷) ด้วยเพราะเหตุผลเดียวกันกับที่สตรีมุสลิมหลายคนตัดสินใจคลุมฮิญาบในที่สาธารณะเช่นทุกวันนี้  ถึงแม้ว่าชุดฮันบกได้ถูกแทนที่ด้วยการแต่งกายร่วมสมัยสไตล์ตะวันตกดังที่เราได้เห็นกันมากมายในปัจจุบัน แต่มันก็กลับมาได้รับความนิยมมากขึ้นอีกครั้งในหมู่นักท่องเที่ยวและชาวเกาหลีเองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และปัจจุบันการเช่าชุดแต่งกายฮันบกพร้อมกับการเข้าเยี่ยมชมหนึ่งในพระราชวังสำคัญอย่าง Gyeong-bok-gung (경복궁) หรือ Chang-deok-gung (창덕궁)  กับเพื่อนชาวเกาหลีของคุณก็เริ่มกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องทำหากคุณได้มาเยือนประเทศเกาหลี  นอกจากนี้แล้ว หลายสถานที่ท่องเที่ยวมักจะให้คุณเข้าไปเยี่ยมชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ หากคุณแต่งกายด้วยชุดฮันบก และปัจจุบันแฟชั่นดีไซเนอร์ชาวเกาหลีต่างก็หันมาสร้างความนิยมใหม่ให้กับชุดแต่งกายประจำชาติดังกล่าวด้วยการเพิ่มความทันสมัยและให้ง่ายต่อการใช้สอยมากยิ่งขึ้น

เชื่อมสะพานระหว่างวัฒนธรรมเกาหลีและอิสลาม  

ปัจจุบันชาวมุสลิมเกาหลีได้พยายามเปลี่ยนแปลงมุมมองของคนทั่วไปที่มีต่ออิสลาม โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่ศาสนาอิสลามมักถูกมองว่าอันตรายและถูกเกี่ยวโยงกับความรุนแรงทุกครั้งดังเช่นที่สื่อกระแสหลักพยายามนำเสนอกัน หนึ่งในศิลปินที่ผมชอบคือ Muna Hyunmin Bae เธอเป็นสาวมุสลิมเกาหลีที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในประเทศอาหรับเอมิเรตส์ เธอใช้ทักษะแห่งศิลปะในการนำเสนอให้เราได้รับรู้ว่าอิสลามและวัฒนธรรมเกาหลีนั้นมีความใกล้ชิดกันได้มากเพียงใด

Muna Hyunmin Bae ศิลปินสาวชาวเกาหลี

สำหรับเธอ มันคือการค้นหาที่มั่นคงและต่อเนื่องหลังจากที่ได้รู้จักความเป็นตัวของเธอเอง ช่วงแรกๆ ที่เข้ารับอิสลามเธอเคยรู้สึกเหมือนตัวคนเดียวโดดเดี่ยว “แต่แล้วเมื่อฉันได้ศึกษาเกี่ยวกับซุนนะห์และฮาดิษ (วิถีและวัจนะของศาสนทูตมุฮัมมัด) มากขึ้น ฉันกลับได้ค้นพบว่า บางวิถีความเป็นอยู่ของอิสลามนั้นตรงกับสิ่งที่แม่ฉันเคยสอน และแม่ของฉันก็เคยร่ำเรียนสิ่งเหล่านั้นมาจากพ่อแม่ของท่านอีกทีเช่นกัน” เธอเล่าให้ฟังว่า ความสัมพันธ์และความเหมือนที่เชื่อมโยงกันเหล่านี้คือสิ่งเดียวกันกับที่เธอได้พยายามถ่ายทอดมันออกมาผ่านงานศิลปะภาพวาดของเธอ ที่ส่วนใหญ่สื่อถึงภาพหญิงสาวชาวเกาหลีสวมใส่ชุดฮันบก

“บางครั้งฉันก็ได้รับผลตอบรับเชิงลบจากคนในเกาหลีเกี่ยวกับคอนเซ็ปต์ที่ฉันพยายามสื่อ” เธอเล่าต่อไป  อิสลามยังคงเป็นศาสนาที่อ่อนวัยในเกาหลีอยู่อีกมาก “นั่นจึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ฉันต้องพยายามค้นหาที่มาที่ไป และข้อมูลที่จะสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างดินแดนตะวันออกกลางและตะวันออกไกลเข้าไว้ด้วยกัน” บางครั้งเธอถึงกับค้นหาหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ที่พอจะบ่งบอกได้ว่าวัฒนธรรมเกาหลีและอิสลามนั้นสามารถไปด้วยกันได้ คุณสามารถติดตามเรื่องราวความคืบหน้าของเธอได้จากเว็บไซต์และอินสตาแกรมของเธอ

การสนทนาของผมกับเธอในครั้งนั้น ทำให้ผมค้นพบความเป็นมุสลิมและความเป็นเกาหลีในตัวตนเดียวกันของเธอขึ้นอีกมาก และสาระความสำคัญที่เป็นสากลมากจนผมต้องนำมากล่าวย้ำเตือนกันในช่วงท้ายของบทความนี้คือ อิสลามนั้นไม่ได้ผูกติดกับเชื้อชาติหรือวัฒนธรรมใดๆ คุณสามารถเป็นมุสลิมและเป็นคนอาหรับได้ เช่นเดียวกันกับที่คุณสามารถเป็นมุสลิมและเป็นคนเกาหลี หรือประเทศใดก็ได้ที่คุณถือกำเนิดมา

แปลและเรียบเรียงโดย : Andalas Farr
ที่มา : Being Muslim and Korean – A Combination That Surprises Many

Comments

comments

Related Articles

About author View all posts

Andalas Farr

Andalas Farr

คุณแม่ลูกสามผู้หลงใหลงานแปลภาษาเป็นชีวิตจิตใจ และรักงานเขียน งานสอนที่เชิญชวนสู่เส้นทางแห่งความดี ไม่ได้เป็นลูกครึ่งแต่รู้สึกผูกพันกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ชนิดเห็นประโยคแล้วสมองต้องประมวลภาษาโดยอัตโนมัติ Andalas จบการศึกษาระดับปริญาตรีและโทคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับครอบครัว ลูก และตัวอักษร