fbpx

อัลฟะวาอิด หนังสือบันดาลใจ ของ….คุณครูขนมปัง

หากหนังสือเปรียบเสมือนเข็มทิศ การอ่านก็คงไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่จะพาเราไปสู่เป้าหมาย เป็นการนำตัวเองออกมาจากความเขลา ช่วยให้เราออกห่างจากความไม่รู้ หากเราอ่านเยอะขึ้นความคิดความอ่านของเราจะละเอียดมากขึ้นตามไปด้วย เราจะมองสิ่งรอบตัวด้วยสายตาที่ละเอียดมากขึ้น ด้วยเหตุนี้อัลลอฮ์จึงเน้นย้ำให้ผู้ศรัทธานั้นอ่าน ดังที่ปรากฏในโองการแรกของคัมภีร์อัลกุรอาน

คุณครูขนมปัง นักเขียนมุสลิมที่มีงานเขียนสร้างกำลังใจและแนวคิดในการใช้ชีวิตบนพื้นฐานความเป็นอิสลาม ด้วยข้อความที่สั้น กระชับ ภาษาที่เข้าถึงได้ง่าย และสอดแทรกไปด้วยความรู้ทางศาสนา ส่งผลให้งานเขียนคุณครูขนมปังเป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นมุสลิม

นอกจากจะเป็นนักเขียนที่รังสรรค์ผลงานมากมายแล้วคุณครูขนมปังยังเป็นนักอ่านตัวยง Halal Life จึงชวนคุณครูขนมปังมาร่วมแบ่งปันหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตและเป็นแรงบันดาลใจให้เธอลุกขึ้นมาเขียนหนังสือ และ อัลฟะวาอิด หนังสือจากปลายปากกา ของอิบนุก็อยยิม คือหนังสือเล่มนั้น คือหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตของเธอ และเป็นหนังสือที่เธออยากแนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก

อัลฟะวาอิด เป็นหนังสือวิชาการศาสนาที่ใช้ข้อความกระชับ สอดแทรกไปด้วยความรู้ แต่ในทุกข้อความล้วนแฝงไปด้วยความหมายอันลึกซึ้งชวนคิด จึงทำให้ผู้อ่านต้องคิดตามความหมายที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารทั้งในบรรทัดและระหว่างบรรทัด

“หนังสือศาสนาทั่วไปหากเป็นวิชาการส่วนมากจะพูดถึงกฎและข้อบัญญัติต่างๆ เรื่องข้อมูลจะซับซ้อน แต่อิบนุกอยยิม เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาเป็นข้อคิดหรือบทเรียน เป็นเกร็ดความรู้ที่เขาพยายามมองเรื่องหนึ่งเรื่องใดแล้วเขียนออกมา เขาอาจจะอ่านกุรอานอายะฮ์หนึ่งมา แล้วใคร่ครวญจากอายะฮ์นั้นมาเป็นข้อคิด เป็นข้อสรุป เหมือนคนใคร่ครวญหนึ่งเรื่องแล้วจดไว้ งานเขียนทั้งหมดในเล่มจะไม่มีการแบ่งหมวด หรือจัดบท เป็นการเขียนที่นึกได้แล้วก็จดบันทึก แล้วการจดทุกครั้งจะมีหลักฐานอ้างอิง และเป็นตรรกะที่มหัศจรรย์มาก”

อัลฟะวาอิด

อัลฟาวาอิดฉบับแปลไทย จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มิรอาต

คุณครูขนมปังบอกว่า อัลฟะวาอิด เป็นหนังสือที่สามารถเปิดอ่านได้เรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นต้องเรียงอ่านตามหน้าเหมือนหนังสือเล่มอื่น จะเปิดอ่านตรงไหนก็ได้ เหมือนกับอ่านไดอารี่ แต่เป็นไดอารี่ในมุมของอิสลาม ที่อิบนุก็อยยิมสามารถตกตะกอนออกมาเป็นเกร็ดความรู้และข้อคิด

อัลฟะวาอิด เป็นหนังสือเล่มโปรดและจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณครูขนมปังสนใจงานเขียนด้านศาสนา จนเป็นที่มาของผลงานที่ใครหลายๆ คนชื่นชอบ

“ตอนสมัยมัธยมเราเป็นคนที่มีความฝันอยากเป็นนักเขียนอยู่แล้ว ชอบนักเขียนต่างๆ ชอบที่จะเห็นงานเขียนของตัวเอง พอเราโตขึ้นเราอ่านหนังสือที่หลากหลายมากขึ้นจนกระทั่งเราได้หันกลับมาอ่านหนังสือศาสนา อัลฟะวาอิด เป็นหนังสือที่อ่านแล้วทำให้เรารู้สึกว่า เราอยากจะเป็นนักเขียน และในขณะเดียวกันเราอยากจะเป็นคนที่มีความรู้ทางด้านศาสนาด้วย”

คุณครูขนมปังบอกอีกว่า งานเขียนของอิบนุก็อยยิม ต้องอาศัยการไตร่ตรองและคิดวิเคราะห์ในการอ่านค่อนข้างมาก ด้วยการใช้ภาษาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คนที่อ่านภาษาอาหรับออกจะรู้ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่อ่านภาษาอาหรับออกจะอ่านงานเขียนของอิบนุก็อยยิมได้

“ตอนที่เริ่มศึกษาภาษาอาหรับ เวลาเดินไปเจองานของอิบนุกอยยิมตามบูธหนังสือ รู้สึกว่าไม่เหมาะกับเราเลยในตอนนั้น เพราะเราอ่านไม่ออก คำว่าอ่านไม่ออกคืออ่านแล้วแปลได้แต่ไม่รู้จะเอาอะไรจากหนังสือเล่มนี้ ซึ่งถ้าคนที่สงสัยจริงๆ ว่างานเขียนของอิบนุก็อยยิมเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือเปล่า ก็ต้องลองไปอ่านฉบับที่แปลไทยดูแล้วจะรู้ว่ากว่าจะผ่านไปแต่ละบรรทัดบางทีชั่วโมงหนึ่งอ่านได้ไม่กี่หน้า เพราะต้องคิดตามนานอยู่พอควรว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไรจากวรรคนี้ เพราะเป็นการเขียนที่สั้นละเอียด ในขณะที่ความหมายมีเยอะมาก”

คุณครูขนมปังยอมรับว่า งานเขียนของเธอส่วนหนึ่งก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแนวการเขียนของ อิบนุก็อยยิม ซึ่งเธอบอกกับเราว่า อิบนุก็อยยิมถือเป็นโมเดลต้นแบบที่ทำให้เธออยากเป็นนักเขียนที่ดี และเหตุผลที่เธอแนะนำหนังสือเล่มนี้ก็เพราะเธออยากให้ทุกคนได้สัมผัสข้อคิดและภาษาที่สวยงามในหนังสือเล่มนี้

“งานเขียนของอิบนุลก็อยยิม เป็นงานเขียนที่มีเอกลักษณ์มาก เป็นการรวมสองสิ่งที่สำคัญระหว่างการเป็นนักวิชาการศาสนากับนักเขียน อัลฟะวาอิด เป็นการเขียนแบบใคร่ครวญที่ผ่านการคิดโดยละเอียด เมื่อเราอ่านเลยรู้ว่าสิ่งที่เขาเขียนนั้นมันผ่านกระบวนการคิดแบบสุดๆ นี่เลยเป็นจุดที่ประทับใจ”

ด้วยกับภาษาที่กินใจผู้อ่าน และสไตล์การเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ของ อิบนุก็อยยิม ทำให้ อัลฟะวาอิด กลายเป็นหนังสือที่ใครหลายๆ คนให้การยอมรับด้วยเช่นกัน

“ขนาดคนอาหรับยังส่ายหัวยอมแพ้ให้กับภาษาที่อิบนุกอยยิมใช้ในงานเขียนของเขาเลย ละเอียดมากจนต้องอ่านทีละวรรค ทีละวรรค  แล้วนั่งคิดก่อน หนังสือเล่มนี้ช่วยทำให้เราเป็นคนที่ใคร่ครวญ งานของเขาบอกกับเราว่า ตัวหนังสือที่ออกจากปลายปากกาของเขาต้องผ่านความคิด ผ่านการไตร่ตรองเป็นอย่างมาก และละเอียดรอบครอบในระดับหนึ่ง แล้วเราจะดำเนินตามวิธีการคิดตรงนี้เราก็ต้องเป็นผู้ที่ใคร่ครวญในจังหวะการใช้ชีวิตหรือการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเช่นกัน สมมติว่าเรานั่งรถแล้วไปเจอบรรยากาศหรือเรื่องราวต่างๆ เราจะคิดและใคร่ครวญออกมาให้เป็นเชิงศาสนาได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิต อิบนุก็อยยิม สามารถใคร่ครวญออกมาเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับศาสนาได้หมดเลย อันนี้คือส่วนสำคัญที่หนังสือเล่มนี้ให้กับเรา คือการใคร่ครวญนั่นเอง”

และนี่คือหนังสือที่คุณครูขนมปังเลือกให้เป็นหนังสือในดวงใจของเธอ ใครที่ติดตามเธออยู่ต้องลองไปหาอ่านกันดูสักครั้ง เพื่อที่จะสัมผัสถึงความละเอียดอ่อนและการใช้ภาษาเล่าเรื่องที่มหัศจรรย์ อย่างที่คุณครูขนมปังได้สัมผัสมาแล้ว

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Nada Khongthon

Nada Khongthon