“อิสลามเป็นเรื่องง่ายแต่ตัวเรานั่นแหละที่ทำให้มันยากเอง การคลุมฮิญาบก็เช่นกัน ทุกคนรู้ว่าอะไรคือบาป แต่อยู่ที่ว่าเราจะเลือกทำมันไหม” หนึ่งประโยคสั้น ๆ ชวนคิดจากคุณครูกัสมา จันทะ คุณครูโรงเรียนสอนศาสนาควบคู่สามัญแห่งหนึ่ง ในบทสนทนาเกี่ยวกับการคลุมฮิญาบครั้งแรกของเธอ ที่มีจุดเริ่มต้นจากคำสัญญาที่มีต่อแม่ ทำให้เธอคลุมฮิญาบมาจนถึงปัจจุบัน แต่แน่นอนว่าระหว่างทางย่อมมีอุปสรรค เพื่อพิสูจน์ความศรัทธาและความมั่นคง นั่นคือ จิตใจของตัวเธอเอง และนี่เป็นเรื่องราวการตัดสินใจคลุมฮิญาบของเธอ

ฮิญาบผืนแรกของครูกัสมา

คลุมฮิญาบครั้งแรกจำความได้ก็ตอนอนุบาลเพราะเป็นยูนิฟอร์มของโรงเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนสามัญควบคู่ศาสนา จากนั้นก็คลุมมาตลอด แต่ด้วยสังคมที่เราอยู่ บางทีถ้าไม่ได้ไปโรงเรียน หรือไปเที่ยวก็จะไม่ได้คลุม พอเริ่มโตขึ้นก็เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง พอถึง ม.3 เริ่มมีความรู้สึกแล้วว่าตัวเองอยู่ในกรอบมาโดยตลอด เช้ามานั่งรถตู้นักเรียนไปโรงเรียน ตอนเย็นก็นั่งรถตู้นักเรียนกลับบ้าน ไม่เคยรู้ว่าคนข้างนอกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร ก็เลยขอแม่ไปเรียนต่อข้างนอก ตอนแรกแม่ก็ห้าม แต่สุดท้ายเขาก็เปิดโอกาสให้ในสิ่งที่เราอยากลอง

เราเป็นคนชอบศิลปะ มีความฝัน ณ เวลานั้นว่าอยากเป็นสถาปนิก เลยไปสมัครที่โรงเรียนสหศึกษาแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงเรียนสามัญ ตอนนั้นที่โรงเรียนยังไม่มีใครคลุมฮิญาบ ก่อนที่จะเข้าไปเรียนต่อที่นี่ แม่ให้เวลาเรา 3 ปี ที่จะไม่ต้องให้เราคลุมฮิญาบ ให้โอกาสเราในสิ่งที่เราอยากทำ อยากเรียนรู้ แต่หลังจาก 3 ปีนี้พอเข้ามหาวิทยาลัยแม่ยื่นคำขาดว่าต้องคลุมฮิญาบนะ ตอนนั้นก็คิดว่าสัญญาไปอย่างนั้นแหละ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราห่างจากการคลุมฮิญาบมากขึ้นไปเรื่อย ๆ และก็เป็นอีกจุดเริ่มต้นของประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยได้สัมผัส

จากที่คลุมฮิญาบมาตลอดแล้ววันหนึ่งต้องมาถอดฮิญาบ เปลี่ยนทั้งสังคม โรงเรียน และเพื่อน ชีวิตเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน

พอเริ่มไม่มีฮิญาบจากการที่เรากินอะไรเราต้องดูว่าฮาลาลไหม ร้านนู้นร้านนี้ไม่กล้ากิน สังคมใหม่ก็ค่อย ๆ กลืนเราไปทีละนิด มันจะค่อย ๆ ขยับไป ถือเป็นจุดเปลี่ยนและยอมรับว่าตัวเองก็เริ่มหลุดและห่างไกลจากศาสนาไปทีละนิด ๆ ใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอด 3 ปี จนกระทั่ง จบ ม.6

พอเรียนจบ ม.6 สัญญาที่เคยพูดไว้กับแม่ก็กลับมาดังก้องในหู ไปมหาวิทยาลัยวันแรกจึงตัดสินใจคลุมฮิญาบเลย แต่ก็ต้องกับอุปสรรคอยู่บ้าง เพราะเพื่อนสนิทตอน ม.ปลาย รวมถึงคนรอบข้างก็ทักท้วงว่าจะคลุมทำไม คลุมไปก็ไม่ได้เที่ยวไม่ได้สนุกกันเหมือนเดิม แต่ด้วยสัญญาที่ให้ไว้กับแม่สุดท้ายเราต้องทำตามสัญญา

มาถึงในรั้วมหาวิทยา วันแรกของการกลับมาคลุมฮิญาบอีกครั้งหลังจากห่างหายไป 3 ปีเต็ม ๆ ซึ่งตอนนั้นอยู่ในช่วงรับน้องพอดี ก็มีรุ่นพี่จากชมรมมุสลิมมารับเราไปละหมาด มันเป็นวินาทีหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกดี รู้สึกอบอุ่น เหมือนมีเกาะป้องกัน ฮิญาบทำให้เรารู้สึกว่าเรามีเกาะป้องกัน เราไม่ต้องไปคอยตอบคำถามกับใครว่าเรากินไม่ได้นะ เต้นไม่ได้นะ เพราะฮิญาบเป็นสัญลักษณ์ที่ยืนยันว่าเราเป็นมุสลิม เราสามารถทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้บ้างในสิ่งที่ศาสนาไม่อนุมัติ ตอนนั้นรู้สึกแบบนั้นนะ

แต่เอาเข้าจริงก็ยังไม่ได้คลุมฮิญาบติดสักเท่าไหร่ พอมานั่งนึกย้อนกลับไปก็เสียใจนะที่เคยเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย จากการที่เราตัดใจจากวิธีการใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ ไม่ได้  จนเป็นที่มาของคำถามจากเพื่อนต่างศาสนิก ที่คนหลาย ๆ คนมักจะเจอกับคำถามแบบนี้ว่า ทำไมคนนี้กินแบบนี้ร้านนี้ได้แต่เธอกลับกินไม่ได้ทั้งที่เป็นอิสลามเหมือนกัน อะไรประมาณนี้ เพราะช่วงนั้นยังมีคนคลุมฮิญาบไปนั่งตามร้านอาหารที่ไม่ฮาลาลตามห้างบ้าง แต่ก็พยายามไม่ให้น่าเกลียดเกินไปนะ เช่น เข้าไปนั่งที่โต๊ะใน ๆ หน่อย

ในช่วงมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตสักเท่าไหร่ แค่ปรับเปลี่ยนการแต่งกายเท่านั้น แต่พูดได้เต็มปากว่าสิ่งที่ดีที่เราได้จาการคลุมฮิญาบ คือ เราละหมาดไม่เคยขาด

หลังจบมหาวิทยาลัยคำสัญญากับแม่ยังอยู่หรือเปล่า ฮิญาบยังอยู่กับเราไหม

พอเรียนจบ ตัวเองก็ยังไม่ได้ดี รู้สึกว่าชีวิตยังทำอะไรยังไม่สุด เวลาคนเรายังทำอะไรไม่สุดก็จะคิดว่า พรุ่งนี้ ๆ ไปเรื่อย ๆ ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะเราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้สำหรับเรายังมีอยู่ไหม กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการหาตัวตนอีกครั้ง ช่วงนั้นติดเที่ยว ไปออกทริปเวสป้ากับพี่สาวบ่อยมาก จากละหมาดไม่ขาดก็เริ่มขาด  วันทั้งวันมาคิด ๆ ดู เลยรู้สึกว่าตัวเองขาดทุนอย่างมาก จากคลุมฮิญาบก็คลุมบ้างไม่คลุมบ้าง และถึงขั้นเคยมีความคิดว่าจะไม่คลุมแล้ว คลุมแค่ไปตามงานแต่งงานบุญแทน คลุมหัวแค่เป็นประเพณี

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้าย

วันนึงเราเดินผ่านเพื่อนบ้านที่เป็นต่างศาสนิกแล้วไม่ได้คลุมฮิญาบ เขาเอ่ยคำถามกับเราว่า ทำไมถึงไม่คลุมผม แค่คำถามสั้น ๆ แค่นั้นแหละมันสะกิดใจเรามาก เหมือนกับว่าอัลลอฮฺให้คำพูดของเขามาเตือนเรา หลังจากนั้นก็เลยพยายามคลุมมาตลอด บวกกับในช่วงเวลานั้นเราเริ่มมีอาชีพและบทบาทใหม่นั่นคือการเป็น ครู การคลุมฮิญาบมันจึงไม่ใช่แค่การคลุมฮิญาบอีกต่อไป ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ ตอนแรกจากแค่คลุมฮิญาบอย่างเดียว ไม่ใส่ถุงเท้า ใช้ผ้าผืนเล็ก ๆ แบบเก๋ ๆ เสื้อรัด ๆ พอมาเป็นครูมันต้องเป็นต้นแบบเป็นแม่พิมพ์ให้กับเด็ก ๆ อีกหลายคน  การคลุมฮิญาบของเรามันก็จะไม่ใช่แค่คลุมฮิญาบแบบประเพณี ไม่ใช่การคลุมฮิญาบสีสลิ่ม ๆ อันนี้ไม่ได้เจาะจงถึงใครนะ แต่พูดถึงหลักการที่แท้จริง ต้องคลุมผ้าผืนใหญ่หน่อย และที่สำคัญต้องใส่ถุงเท้า

เพราะมีสายตาจากพระผู้เป็นเจ้า และสายตาอีกหลายคู่ ๆ จากนักเรียนที่ต้องจับจ้องมาที่เรา นั่นคือจุดใหญ่ ๆ ที่ทำให้เราหันกลับมามองตัวเองอีกครั้งและเริ่มที่จะทำให้ได้อย่างจริงจัง แต่คงด้วยดุอาจากแม่ ดุอาจากคุณยาย คนรอบข้าง และตัวเราเอง ทำให้เราเปลี่ยนแปลงมาได้จนถึงทุกวันนี้ มีคนเคยบอกว่า อัลลอฮฺจะทดสอบเราด้วยเรื่องเดิม ๆ แล้วจะทดสอบต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อดูความอดทน และความยำเกรงของบ่าว มีเพื่อนคนหนึ่งพูดว่า  ถ้าสมมติเราผ่านอันนี้ไปได้ก็เหมือนกับเราได้คะแนน เพียงแค่เรามอบหมายจากพระองค์

บททดสอบหลังการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

บททดสอบครั้งนี้คือเพื่อนหาย หายในที่นี้คือ ไม่ได้หายไปเลย แต่จากที่เคยสังสรรค์กันบ่อย ๆ กลายเป็นเริ่มเจอเพื่อนน้อยลง ทั้งๆ ที่เรายังไปเที่ยวด้วยกันได้ก็กลับกลายว่าไปไม่ได้ ร้านอาหารที่เราเคยกินด้วยกันได้ก็ไม่สามารถไปนั่งกินกันแบบเดิมได้แล้ว จนทุกวันนี้เพื่อนจะรู้ว่าร้านนี้เรากินไม่ได้นะ กลายเป็นว่าเพื่อนเป็นคนสกรีนร้านให้เราอีก แต่ในบททดสอบพระองค์ก็ส่งคนอีกแบบรูปแบบหนึ่งมาให้เรา คนที่เขาคุยกับเรารู้เรื่อง คนที่เขาคอยมาเตือนเรา รู้สึกว่าตัวเองพอ และรู้สึกมีจุดหมาย มีอิสระในตัวเองและรู้สึกมีจุดหมายว่าเราควรเดินไปทางไหน

ฮิญาบ ในความรู้สึกของครูกัสมา

ฮิญาบเป็นเหมือนเกาะป้องกันตัวเราทุกอย่าง เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของสิ่งดีต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิตบนกรอบของศาสนา พอคลุมฮิญาบเราก็จะเสียดายละหมาด พอเราคลุมฮิญาบเราก็จะเสียดายการกินของเราถ้าเรากินไม่ดีมันก็จะเป็นเลือดเป็นเนื้อของเรา ทุกวันนี้ไม่ได้บอกว่าตัวเองดีแล้ว แต่เราก็พยายามที่จะทำตัวให้ดี คือ คนเราต้องปรับปรุงตัวเองทุกวัน เหมือนการทำกับข้าวอาหารจานหนึ่ง ที่เราปรุงแต่งขึ้นมาวัตถุดิบที่เราหาไปเสิร์ฟ พระองค์อัลลอฮฺ ถ้าเราเสิร์ฟของไม่ดีเขาจะชอบไหม เขาจะหลงรักเราไหมก็คงต้องปรับปรุงไปเรื่อย ๆ  ซึ่งตอนนี้มีสิ่งหนึ่งที่เราอยากทำอีกอย่างคือ อยากทำให้คนรอบข้างเห็นถึงความสำคัญ การที่เราเป็นแบบนี้อาจเป็นบททดสอบจากพระองค์ว่าเราจะไปเตือนคนอื่นอย่างไร เราจะเตือนญาติพี่น้องของเราอย่างไร แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่สำคัญ คือ ตัวเราเองต้องเป็นตัวอย่างที่ดีก่อน

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Nada Khongthon

Nada Khongthon