fbpx

คีต์ตา อิสรั่น ศิลปินผู้เริ่มคลุมฮิญาบจากงานศิลปะของตนเอง

ศิลปะนอกจากเป็นสิ่งที่ชอบและรักแล้ว ศิลปะยังเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วย

ศิลปะ + อิสลาม หรือ สิ่งที่รัก + ศาสนา = การเริ่มคลุมฮิญาบของ คีต์ตา อิสรั่น ผู้เป็นทั้ง ศิลปินมุสลิมะฮฺะ อาจารย์มหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ภัณฑารักษ์ เจ้าของร้านกาแฟ และคุณแม่ลูกหนึ่งวัย 32 ปี ที่หันกลับมาคลุมฮิญาบเพราะงานศิลปะที่เธอถ่ายทอดออกมา

งานหลักและชีวิตประจำวันของ คีต์ตา ล้วนเกี่ยวข้องและผูกพันกับศิลปะ โดยปัจจุบันเธอเป็นอาจารย์สอนศิลปะอยู่ที่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มอ. ปัตตานี  รวมถึงมีคาเฟ่ต์ที่จัดแสดงงานศิลปะเป็นของตัวเองที่นราธิวาส

คีต์ตา เป็นมุสลิมกรุงเทพฯ แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เธอเลยตัดสินใจสอบเอนทรานเข้าคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สุดท้ายเลือกเรียนทัศนศิลป์ และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงของเธอ

เดิมทีเราเป็นคนกรุงเทพฯ แต่เอนทรานซ์ติดที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะว่าไปอัลลอฮฺกำหนดให้เรามาที่นี่ สิ่งที่เราเลือกคือสิ่งที่อัลลอฮฺกำหนด และช่วงนั้นตรงกับเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะพอดี แต่อัลฮัมดุลิลลาฮฺที่บ้านไม่มีใครห้าม แล้วก็อัลฮัมดุลิลลาฮฺสิ่งที่เราได้กลับมามันคุ้มค่าจริงๆ ทั้งวัฒนธรรม ศาสนา มันให้อะไรมากกว่าชีวิตของเราตอนที่อยู่กรุงเทพฯ และที่สำคัญนั่นคือจุดเปลี่ยนแปลงตัวเองของเรา”

ที่ มอ.ปัตตานี คีต์ตา ได้คลุกคลีกับเพื่อนมุสลิมซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนที่ไม่ค่อยได้สัมผัสในวัยเด็ก เพราะที่กรุงเทพฯ เธอเรียนโรงเรียนสามัญ ภาพจำเธอในวัยเด็กของเธอคือวันจันทร์ถึงศุกร์จะเรียนโรงเรียนปกติ แต่ เสาร์ อาทิตย์ เธอต้องเรียนกุรอาน และต้องคลุมฮิญาบในสองวันนั้น  และนั่นคือความทรงจำการคลุมฮิญาบครั้งแรกของเธอ

 

มอ.ปัตตานี จุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลง

พอเราเริ่มเรียนปริญญาตรี ก็เริ่มมีการปรับตัว ปรับตัวตรงนี้คือไม่ใช่ว่าหยิบฮิญาบขึ้นมาใส่เลยนะ ด้วยบริบทสังคมทำให้เราเรียนรู้วัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ จากพื้นที่ตรงนั้น จนมาถึงช่วงที่ทำศิลปะนิพนธ์ปริญญาตรี เรื่องอาภรณ์ของสตรีมุสลิม เราต้องศึกษาเรื่องศาสนา การแต่งกาย ความสะอาด การแต่งกาย เลยได้มีโอกาสออกสัมภาษณ์พูดคุยกับคนในพื้นที่ ได้เห็นถึงความลำบากในการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพของเขา แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เขาดำเนินชีวิตอยู่ได้นั่นคือ ศาสนา ทำให้มองย้อนกลับมาหาตัวเอง มันอยู่ตรงข้ามกัน เราสร้างให้งานศิลปะมันมีชีวิต แต่ทำไมตัวเองถึงยังไม่รู้สึกตัว เราเปลี่ยนจากแค่งานศิลปะอย่างเดียวมาทำให้ตัวเรา มันมีพลัง ชีวิต ความศรัทธาเกิดขึ้น

 

กลับไปเป็นเด็กอีกครั้งเมื่อคลุมฮิญาบ

ก่อนหน้าที่จะคลุมฮิญาบเราเริ่มปรับตัวด้วยการแต่งตัวก่อน ใส่ขายาว แขนยาว แต่ก่อนหน้านั้นก็ไม่ได้แต่งตัวเปรี้ยวนะ แต่จะใส่เสื้อแขนสั้นตัวใหญ่ๆ ยาวคลุมข้อศอก และกางเกงขายาวขาดๆ เซอร์ๆ ตามสไตล์เด็กเรียนศิลปะ พอหันกลับมาคลุมฮิญาบ ครั้งแรกที่คลุมความรู้สึกเก่าๆ มันกลับมา เหมือนกับตอนที่เราเป็นเด็กคนนั้นในอดีตที่คลุมฮิญาบไปนั่งเรียนอัลกุรอานอีกครั้ง  เรากลับรู้สึกว่าสิ่งนี้มันทำให้เราเหมือนผ้าขาว คล้ายกับความบริสุทธิ์ของเด็ก พอเราคลุมฮิญาบเรารู้สึกว่าเราพร้อมที่จะเดินหน้า แยกแยะสิ่งที่เป็นอดีตกับปัจจุบันของตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่เราจะต้องอยู่บนแนวทางที่มันเกิดขึ้น

 

“ทำไมไม่คลุมผ้าออกมาด้วย” เสียงเตือนจากเพื่อนในคณะ

ปฏิกิริยาของเพื่อนเวลาแต่งตัวมาคณะจะเป็นคนชอบใส่กางเกงเล กับเสื้อแขนสั้น เพื่อนผู้ชายของเราที่เขาเป็นมุสลิม ก็จะพูดแซวๆ ตลอดว่า ไม่คลุมผ้าออกมาด้วยหละ เพราะตอนนั้นแต่งตัวเรียบร้อยแล้วเหลือแค่ใส่ผ้าคลุมผมก็เป็นการแต่งตัวที่สมบูรณ์  พอเพื่อนทักเราก็ฟังนะ เราไม่ได้มีปฏิกิริยาโต้ตอบ เราเข้าใจว่าเพื่อนหวังดี เขาพูดแบบนี้เกือบปี แต่ตอนนั้นก็คือเริ่มปรับ ใส่ผ้าคาดผม ใส่หมวก ที่ตอนนั้นยังไม่ตัดสินใจคลุม เพราะเรามีความตั้งใจว่าเรามาเรียนเราขอโฟกัสเรื่องเรียนก่อน

 

ศิลปะ มุสลิม ฮิญาบ สามสิ่งที่อยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัว

ตอนเรียน ป.โท เข้าคลาสเรียนเราจะเป็นจุดเด่นที่เป็นมุสลิมคนแรกที่คลุมฮิญาบ แล้วเป็นมุสลิมคนแรกที่เลือกเรียนศิลปะไทย  อาจไม่ตอบโจทย์กับที่อาจารย์สอนโดยตรงเพราะว่าจะมีการวาดภาพที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา พระพุทธรูป ซึ่งเราหาทางออกโดยการวาดภาพผู้หญิงใส่ฮิญาบ โดยถ่ายทอดความเป็นมุสลิม แต่เป็นมุสลิมที่เกิดบนแผ่นดินไทยแทนลงไปในงาน เรียกได้ว่าเป็นความต่างของการเรียนการสอน รวมถึงการปรับตัวของทั้งตัวเราและอาจารย์ ต้องขอบคุณอาจารย์ที่เข้าใจในความเป็นมุสลิมของเรา มันทำให้เห็นถึงการให้เกียรติกันระหว่าง 2 ศาสนา

 

ฮิญาบ แรงบันดาลใจในการถ่ายทอดผลงานศิลปะ

เรามีคอนเซปต์งานเพื่อเปลี่ยนความคิดตัวเองในเรื่องของศาสนา กลายเป็นว่าหลังจากคลุมฮิญาบเราเล่าเรื่องราวความรู้สึกผ่านผลงานได้มากขึ้น มีความมั่นใจในการแสดงงาน งานของเราถ้าเป็นภาพผู้หญิงเราจะสะท้อนภาพผู้หญิงที่คลุมฮิญาบแล้วเน้นสีดำ เพราะเรารู้สึกว่าสีดำมันมีความหมาย มีพลังอะไรบางอย่างในตัวงานศิลปะ เราเห็นภาพสะท้อนของตัวเองในงานศิลปะมากขึ้น ทำงานแล้วมีความอินกับงานมากขึ้น

 

บทบาทคุณแม่กับฮิญาบของลูกสาว

เราเจอเด็ก 2 แบบ เด็กที่คลุมฮิญาบตั้งแต่เกิด เราเลยถามพ่อแม่ว่าทำไมถึงให้ลูกคลุมฮิญาบแต่เด็ก กับเราถามอีกคนหนึ่ง ทำไมไม่เลือกให้ลูกคลุมฮิญาบ เขาตอบกลับมาว่าเดี๋ยวให้เขาปรับตัวพร้อม แล้วเขาก็คลุมเอง มันเลยทำให้เราหันมามองตัวเองว่าเราควรสอนลูกอย่างไร อันดับแรกเลย เราปลูกฝังสิ่งที่เราเห็นก่อน เรารู้สึกได้ว่าการปฏิบัติตัวของคนรอบข้างมีผลต่อเขา เรื่องการคลุมฮิญาบเราจะไม่บังคับ แต่เราเชื่อเหลือเกินว่าสิ่งที่เราทำอยู่จะทำให้เขาซึมซับไปเอง เมื่อเขาโตมาเขาจะแยกแยะเองได้

ฮิญาบเปรียบเสมือนการรักษาเกียรติตัวเอง เกียรติของการเป็นมุสลิมะฮฺ เราเชื่อว่าทุกคนมีความแยกแยะต่างกัน แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะให้เกียรติตัวเอง และรักษาเกียรตินี้ไว้ได้อย่างไร ปัจจุบันเราว่ามุสลิมะฮฺหลายๆ คนมีความเข้มแข็งมากขึ้น เข้มแข็งที่จะแสดงความสวยงามในตัวเองออกมา ความสวยงาม ณ ที่นี้ไม่ใช่ภาพลักษณ์ภายนอกแต่มันคือความบริสุทธิ์ ข้างในที่เราต้องแสดงมันออกมาผ่านฮิญาบ” (คีต์ตา  อิสรั่น)

 

ด้วยกับงานศิลปะที่เธอรักจึงทำให้เธอลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่เหนือไปกว่านั้นคือด้วยกับพระประสงค์ของอัลลอฮฺที่ทำให้เธอหันกลับมาคลุมฮิญาบ เพราะพระองค์ทรงรู้ว่าเธอจะสามารถเป็นแม่พิมพ์ที่มีคุณภาพ และเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่ลูกสาวตัวน้อยของเธอ

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Nada Khongthon

Nada Khongthon