fbpx

ศิลปะ อิสลาม และนิยามความเป็นมลายู ในมุมมอง เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ

หากเป็นเมื่อก่อน คำว่า ศิลปะ อิสลาม และมลายู อาจฟังดูไม่เข้ากันสักเท่าไหร่ แต่ด้วยความหวัง ความมุ่งมั่น และเจตนาที่ดีของ ผศ.เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ ที่นำเสนออิสลามและความเป็นมลายูผ่านผลงานศิลปะมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษา ก็ช่วยทำให้ภาพของคำว่า ศิลปะ อิสลาม และมลายู ในหัวของเราชัดเจนขึ้น

จากนักศึกษาศิลปะที่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการศิลปะ ด้วยการชนะรางวัลใหญ่ระดับประเทศด้วยผลงานที่นำเสนออัตลักษณ์ความเป็นมลายูท้องถิ่นที่แปลกตาผู้คนในยุคสมัยนั้น ปัจจุบัน ผศ.เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ส่งต่อความหวัง ความมุ่งมั่น และเจตนาที่ดีของเขาสู่น้องๆ และเยาวชนในพื้นที่ และมีส่วนช่วยให้ศิลปะมลายูหยั่งรากลึกลงไปในหัวใจของผู้คน ทั้งในและนอกพื้นที่

 

ศิลปะมลายูในแบบของอาจารย์เป็นอย่างไร มีจุดเริ่มต้นอย่างไร มีความคาดหวังอะไรบ้าง

ผมเป็นคนปัตตานี อยู่ที่บ้านดอนรัก อ.หนองจิก เป็นเมืองหน้าด่านของจังหวัด ตั้งแต่เล็กๆ เราได้ซึมซับอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ตั้งแต่วัฒนธรรมการกิน การแต่งกาย  ความเป็นอยู่ ความคิด ความอ่าน เราก็ผูกพันกับวัฒนธรรมดั้งเดิม พอช่วงหนึ่งของชีวิตก็มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมา โดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงที่เริ่มปะทุรุนแรงในปี 2547  ช่วงนั้นผมเริ่มเรียนปริญญาตรีพอดี ความงามที่เคยสัมผัส ความไว้เนื้อเชื่อใจ วัฒนธรรมที่เราสามารถเข้าถึงได้ง่าย การสัมพันธ์ผู้คนได้ง่าย เริ่มห่างหายเพราะมีความหวาดระแวงจากสถานการณ์  เราก็เลยเรียกหามัน อยากเรียกสิ่งเหล่านั้นกลับคืนมา

บังเอิญผมเรียนศิลปะมันเป็นเรื่องที่โชคดีมาก เพราะผมมองว่าที่นี่ต้นทุนทางวัฒนธรรมมีเยอะมาก ทั้งเรื่องของทรัพยากรทางธรรมชาติ  ทรัพยากรที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน การแต่งกาย ศิลปวัตถุ ผมว่าที่นี่มีเยอะมาก ผมเลยมองว่าทำไมเราในฐานะคนทำงานศิลปะ คนเรียนศิลปะไม่หยิบตรงนี้ออกมา ผมเลยเริ่มให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมอะไร เหล่านี้มาเชื่อมโยงกับชีวิตตัวเองโดยเฉพาะการทำงานศิลปะของผม

ผู้คนมักรับรู้เรื่องสถานการณ์ที่นี่เพียงมุมเดียวคือเรื่องของความรุนแรง เราเลยคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนมองเราในอีกมิติหนึ่ง มองในด้านบวก เพราะสมัยก่อนคุณก็รู้จักเราในด้านบวก แต่มาวันหนึ่งถูกสถานการณ์เหล่านี้ปิดบังมืดมิดทำให้มองไม่เห็นความงามเหล่านี้ ผมเลยคิดว่ามิติทางศิลปะน่าจะช่วยได้ดีที่สุด ผมก็เลยหยิบเรื่องวัฒนธรรมเหล่านี้มาทำงานในลักษณะศิลปะร่วมสมัย เอาเรื่องราว ความเชื่อ ความศรัทธา การใช้ชีวิตต่างๆ มาเกี่ยวข้อง แล้วมันก็ได้ผล เราใช้วิกฤติเป็นโอกาส ทำให้เขารู้จักคนปัตตานีในอีกมุมหนึ่ง คิดว่าวันหนึ่งคนจะรับรู้บรรยากาศเก่าๆ ที่เราเคยสัมผัส ทั้งด้านความรัก ความเอื้ออาทร มิติทางวัฒนธรรมต่างๆ

 เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ

ผลงานชิ้นแรกของอาจารย์ที่ทำให้คนวงกว้างได้รู้จักศิลปะมลายูคือชิ้นไหน

ในช่วงที่เรียนปริญญาตรี ผมนำเสนอภาพรวมวิถีชีวิตของชาวมลายู ทั้งอาหารการกิน การแต่งกาย ชีวิตความเป็นอยู่ในลักษณะภาพไทย ภาพจิตกรรมฝาผนัง และนำเสนอในมิติวิถีชีวิตมุสลิม คิดว่าน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่เขียนในมิติของมุสลิม ทำให้คนที่ดูรู้สึกตื่นเต้น เพราะบ้านที่เป็นลักษณะมุสลิมแบบเก่า บ้านไม้ การแต่งกาย มันเริ่มห่างหาย เราฟื้นมันขึ้นมาด้วยศิลปะ เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์

พอเรียนจบผมอยากนำเสนอเรื่องมิติของศิลปวัฒนธรรม ก็เลยหยิบเรื่อง เรือกอและ เพราะชีวิตผมตั้งแต่เด็กๆ ผูกพันกับแม่น้ำ อยู่กับเรือ พ่อก็เป็นช่างต่อเรือ ก็เลยรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้เรา เพราะอาชีพๆ หนึ่ง โดยเฉพาะอาชีพประมงที่ใช้เรือกอและเป็นพาหะนะ มันเกี่ยวข้องกับคนหลายๆ กลุ่ม ตั้งแต่ต้นน้ำของการทำเรือ ยันปลายน้ำคือคนขายปลา

ผมเคยสงสัยว่าทำไมเขาต้องจ้างเขียนลายเรือกันเป็นแสนๆ ทั้งๆ ที่ลงน้ำลงทะเลโดนแดดลายก็จะจางหาย  ตอนเด็กๆ ผมเข้าใจว่าลายนั้นมันจะช่วยดึงดูดปลาให้เข้ามาหาเพราะมันมีสีสัน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย ลายที่เห็นบนเรือมันคือความสุนทรียของเจ้าของเรือล้วนๆ เขายอมที่จะลงทุนในการสร้างเรือลำนี้ขึ้นมา เรือกอและเป็นสกุลช่างของที่นี่ เมื่อมองมาจะรู้เลยว่ามาจากที่นี่ ผมเลยหยิบสิ่งเหล่านี้มานำเสนอ โดยใช้สีอาครีลิคระบายลงบนกระดาษรีไซค์เคิล แล้ววาดรูปเรือกอและลงไป

หลังจากนั้น 2 ปี ผมเอางานชุดนี้ไปสอบตอนเรียนปริญญาโท ประจวบกับมีงานแสดงจิตกรรมบัวหลวงพอดี ก็เลยลองนำไปส่งประกวดปรากฏว่าได้รางวัลที่ 1 ผมก็งงว่าได้ได้อย่างไร และที่สำคัญไม่มีใครได้รางวัลนี้มาแล้ว 5 ปี ผมเลยมีคำถามว่าทำไมผมถึงได้รางวัลนี้ จนผมมาได้รับรู้จากกรรมการว่า เรือลำหนึ่งมันสามารถบอกได้ทุกอย่างเกี่ยวกับคนที่นี่ มันก็เข้ากับความรู้สึกที่ผมรู้สึกกับอาชีพนี้ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ได้วิเคราะห์ว่ามันเป็นความงามทางความคิดที่เขาได้เอาสัญลักษณ์ง่ายๆ มาสะท้อนให้คนรับรู้ว่าความงามที่นี่เป็นอย่างไร แล้วกำลังประสบปัญหาอะไรอยู่

เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ

หลังจากผลงานที่นำเสนอความเป็นท้องถิ่นมลายูได้รับรางวัล มันมีผลอะไรตามมาบ้าง

มันมีผลมากๆ อับดับแรกคือมันเป็นสิ่งใหม่ในวงการศิลปะของประเทศไทย เพราะถ้าพูดถึงศิลปะ คนจะนึกถึงศิลปะไทย ศิลปะในกรุงเทพ ศิลปะทางล้านนา แต่คนจะไม่นึกถึงที่นี่ โดยเฉพาะศิลปะของมุสลิม ถ้าพูดถึง Islamic art คนจะนึกถึงลายการเขียนค็อต(ตัวอักษรอาหรับ) ลายเลขาคณิต ลายที่เกี่ยวข้องกับอาหรับ แล้วถ้าเป็นอิสลามที่อยู่ในเมืองไทยเขาจะทำงานศิลปะอย่าง ถ้าเราใช้ลายที่เป็นเลขาคณิตมันจะเป็นอาหรับไหม ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า ศิลปะมาลายู เราเคยได้ยินศิลปะเขมร ศิลปะล้านนา แต่เราไม่เคยได้ยินคำว่า ศิลปะมลายู มีชาวมาเลย์คนหนึ่งเขาเห็นสูจิบัตรงานแสดงเดี่ยวของผมที่ประเทศจีนแล้วตื่นเต้นมาก เพราะเขาเป็น บก. เกี่ยวกับหนังสือศิลปะ เขาจะไปหาศิลปะทั่วโลกแล้วนำไปลงหนังสือ เขาบอกว่าเขาอยากเห็นศิลปะของมาลายูของปัตตานีมาก แล้วเขาก็ได้เห็นมันจากงานของผม นั่นทำให้ผมรู้สึกว่าผมมาถูกทาง และเป็นงานชิ้นแรกที่ทำให้คนได้เห็นว่าศิลปะที่นี่เป็นอย่างไร

มีเสียงตอบรับจากคนในพื้นที่บ้างไหม

ยังไม่ค่อยมีมากนักเพราะว่ามันยังเป็นสิ่งใหม่ ผมมองมนุษย์มักจะฟีดแบ๊คอะไรที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ตอนนี้ศิลปะมันยังไม่เกี่ยวข้องอะไรกับผลประโยชน์อะไรมากมันก็เลยยังไม่ค่อยมีฟีดแบ๊ค ถ้าวันหนึ่งมันมีตัวเลขหรือมันสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในสังคมได้ มันก็น่าจะเกิดฟีดแบ๊คได้ ตัวอย่างเช่นตอนที่ผมไปเขียนภาพที่ปอเนาะญิฮาด มันก็มีฟีดแบ๊คมหาศาลเลย ผมไม่คิดว่ามันจะเกิดเป็นกระแสขนาดนี้ ทั้งจากฝ่ายความมั่นคงและจากคนในพื้นที่ เขาเริ่มเห็นความสำคัญว่าศิลปะมันก็มีพลังมากนะ มันสามารถแรงสั่นสะเทือนบางอย่างได้

ส่วนฟีดแบ๊คในมิติศาสนาก็จะมีบ้างในเรื่องของความเชื่อที่ว่า ศิลปะในมิติของอิสลามห้ามเขียนรูปเคารพ ห้ามเขียนภาพสิ่งมีชีวิต คน สัตว์ ซึ่งผมก็เคยเชิญ อ.อับดุลเลาะห์ อับรู มาคุยประเด็นนี้ เพราะผมเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางศาสนา อารย์ท่านก็เปรียบเทียบได้ดีนะ ท่านบอกว่า ในมิติศิลปะของอิสลามจะต้องเชื่อมโยงกับพระเจ้าด้วย เชื่อมโยงในที่นี้หมายความว่า ศิลปะแบบอิสลามต้องทำไปเพื่ออัลเลาะห์

เพื่อนชาวสิงคโปร์เคยถามผมว่า อะไรคือตัวชี้วัดว่านี่คือศิลปะอิสลาม เพราะเวลาเขาค้นหาข้อมูลจากคำว่า Islamic Art  เขาจะเจอแต่ลวดลายต่างๆ แต่ผมบอกเขาว่า ของพวกนี้มันวัดไม่ได้หรอกว่ามันเป็นศิลปะอิสลามหรือไม่ สิ่งที่จะวัดได้ก็คือเจตนา ซึ่งการตั้งเจตนานั้นเป็นสิ่งสำคัญในอิสลาม ทีนี้ในเรื่องการห้ามวาดภาพคนเพราะมันสุ่มเสี่ยงต่อการกลายเป็นรูปเคารพบูชา ผมมองว่าในอดีตผู้คนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ มันจึงสุ่มเสี่ยงเค้าจึงตัดปัญหาเลยด้วยการห้าม แต่คนสมัยนี้เข้าถึงความรู้กันมากขึ้น มันน่าจะมีวิจารณญาณ มีการวิเคราะห์ สังเคราะห์มากขึ้น ผมเลยคิดว่าเรื่องนี้มันต้องดูที่เจตนาด้วยว่าเค้าเขียนไปเพื่ออะไร

ถ้าเขียนภาพคนไม่ได้ผมคิดว่าการถ่ายภาพหรือการถ่ายวิดีโอน่าจะสุ่มเสี่ยงมากกว่าอีก เพราะฉะนั้นมันต้องดูที่เจตนา คุณทำหนังเพื่ออะไร คุณทำข่าวเพื่ออะไร ทำนิตยสาร ถ่ายภาพ หรือวาดรูป ไปเพื่ออะไร แม้กระทั่งเปิดปอเนาะ เปิดสถาบันการศึกษา คุณเปิดไปเพื่ออะไร ถ้าคุณเปิดไปเพียงเพื่อหวังค่าหัวรายคน หวังวัตถุเงินทอง มันก็ไม่ถูกแล้ว แต่ถ้าคุณเปิดเพื่อให้องค์ความรู้แก่มวลมนุษยชาติ คุณจะบรรลุเป้าหมายของมัน ผมคิดว่าเจตนาสำคัญต่อทุกศาสตร์ ไม่ว่าคนที่จะเป็นนายก เป็นรัฐมนตรี หรือเป็น อบต. ต้องถามตัวเองว่าคุณขึ้นมาเพื่ออะไร เจตนาของคุณคืออะไร ถ้าคุณเจตนาไม่ดีผมคิดว่าคุณไม่มีทางไปถึงเป้าหมาย

ถ้ามองว่าคนทำงานศิลปะวาดภาพสิ่งมีชีวิตเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ผมคิดว่ามันไม่ยุติธรรมสักเท่าไหร่ มันจะต้องมองหลากหลายมิติ ยิ่งในยุคปัจจุบันทุกคนมีความรู้ มีวิจารณญาณ ทุกคนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ทางศาสนาได้ ผมคิดว่ามันต้องมามองกันใหม่ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคืออะไร ซึ่งผมมองว่าเจตนาสำคัญที่สุด อัลเลาะห์ให้สมองแก่มนุษยชาติ ให้เราได้ไตร่ตรอง ได้วิเคราะห์ ว่าอะไรถูกอะไรผิด อัลเลาะห์ให้สมอง ให้หัวใจ ให้คุณได้คิด ให้คุณได้รู้สึก ให้คุณได้เหนียต(ตั้งเจตนา) คุณก็ต้องเอามันไปใช้ในทางที่ดี

หมายความความศาสนาไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำงานศิลปะ

ผมว่ามันไม่ใช่อุปสรรคแต่เป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ ขอบเขตของอิสลามมันทำให้เราสโคปงานได้ง่ายขึ้น ผมเคยเรียนกับ ศาสตราจารย์ชลูด นิ่มเสมอ  ท่านบอกว่า คนอิสลามนี้ได้เปรียบนะ เพราะมีกรอบขอบเขตชัดเจน เวลามองเรื่องอินสไปเรชั่น เรื่องของคอนเซ็ปต์ มันจะง่ายมาก เพราะมันจะมีกรอบของมัน ไม่ต้องไปจับนู่นจับนี่แล้วก็มากรอง ศาสนาเขากรองมาให้เรียบร้อยแล้ว เราค่อยหยิบมาแปลงมัน นั่นคือมุมมองของคนต่างศาสนิก

แล้วก็ผมเคยฟังบรรยายของ ดร.อิสมาแอลลุตฟี่ จะปะกียา ท่านบอกว่า ถ้ามีศิลปินมาแปลงเนื้อหาในกุรอานให้เป็นภาพให้คนเข้าถึงง่ายขึ้นเป็นรูปธรรมขึ้นน่าจะดี ผมมองว่าเราโชคดีที่มีธรรมนูญชีวิตนั่นคือกุรอาน ที่เราสามารถหยิบเอามาเป็นแรงบันดาลใจในการถ่ายทอดงานศิลปะ เช่น ผมทำงานศิลปะเกี่ยวกับเรื่องคน ผมพยายามให้คนตระหนักเรื่องความเป็นและความตาย อย่าลุ่มหลงกับความงามให้คนตระหนักถึงความตาย อย่างเช่นภาพนี้

เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ

ผู้หญิงสองคนซึ่งเป็นตัวแทนของความงามหันหน้าเข้าหากัน และช่องว่างระหว่างทั้งสองคนจะมีรูปฟอร์มเหมือนกับเสากุโบร์(หลุมฝังศพ) เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าช่องว่างระหว่างความเป็นกับความตายนั้นมันเป็นเพียงเส้นบางๆ เท่านั้น เพื่อสอนว่าอย่าลุ่มหลงกับความงามเพียงอย่างเดียว ให้ตระหนักต่อความตายด้วย

 

คิดว่างานศิลปะของอาจารย์มีผลอะไรต่อคนในพื้นที่บ้าง ?

มิติแรกเลยคือคนให้ความสนใจมากขึ้น มาเรียนศิลปะกันมากขึ้น เพราะผมเชื่อว่าโดยธรรมชาติมนุษย์ต้องการแสดงออก แล้วจะแสดงออกด้วยอะไรดีละ ศิลปะก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่จะแสดงถึงอัตลักษณ์ความคิดของตัวเอง ความรู้สึกของตัวเอง เริ่มมีคนในความสนใจมาเรียนมากขึ้น สังคมเองก็เห็นความสำคัญของศิลปะมากขึ้น

ผมมองว่าศิลปะเป็นรองแค่ศาสนานะ เพราะคนที่ทำงานศิลปะเขาทำด้วยศรัทธา ทำด้วยความรู้สึกภายใน ไม่มีเงินค่าจ้าง ที่สำคัญเราสามารถเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม ทำให้คนหวงแหน รักในวัฒนธรรมของตัวเอง คือคนรุ่นใหม่พยายามรักษาวัฒนธรรมแต่ไม่รู้จะรักษาอย่างไร เพราะคนรุ่นใหม่โตมาในอีกยุคหนึ่ง จะทำแบบเก่าก็ไม่ได้ ก็ต้องแสดงออกในมิติใหม่ ศิลปะก็เป็นอีกมิติหนึ่งที่จะช่วยรักษาวัฒนธรรม อย่างผมจะรักษาลายกอและ ผมต้องรักษาอย่างไรในเมื่อผมไปเขียนลายพื้นบ้านไม่ได้ ก็รักษาด้วยการนำแรงบันดาลใจตรงนั้นมาทำเป็นศิลปะร่วมสมัย ก็เป็นการรักษาวิธีหนึ่ง

ดูจากสถานการณ์ปัจจุบันก็มีเยาวชนมีผู้หลักผู้ใหญ่ให้ความสำคัญมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นคำถามอยู่ว่าจบแล้วจะไปทำอะไร ประกอบอาชีพอะไร ผมคิดว่าศิลปะจะให้คำตอบยากหน่อย ผมเลยชอบเปรียบเทียบว่า มันเหมือนเราละหมาดแล้วได้ผลบุญแล้วได้ไปสวรรค์ แต่เราก็ไม่เคยเห็นว่าสวรรค์มันเป็นอย่างไร แล้วก็ไม่รู้ว่าผลบุญมันเป็นอย่างไร เช่นเดียวกันเราทำงานศิลปะเรารู้ว่าเรามีความสุข เรารู้ว่าในอนาคตมันอาจช่วยทำให้เราประสบความสำเร็จได้ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง แต่เราเชื่อเราศรัทธามัน เราทำแล้วมีความสุข ความสุขนั้นอาจแทนผลบุญก็ได้ ส่วนความสำเร็จมันอาจแทนค่าสวนสวรรค์ก็ได้ ที่เรายังมองไม่เห็นมันแต่เรายังทำมันอยู่

เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ

แล้วกับคนนอกพื้นที่ มีเสียงตอบรับอย่างไรบ้าง

คนนอกพื้นที่เขาไม่เคยเห็นและไม่นึกด้วยว่าคนที่อยู่ท่ามกลางหมอกควันและความรุนแรงจะยังมีจิตใจทำงานศิลปะ เขาได้เห็นมิติเหล่านี้เขาก็อึ้งเหมือนกัน กระแสก็ดี เพราะมามาจากพื้นที่ที่คนไม่ค่อยพูดถึง ตรงนี้ผมก็ดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขารู้จัก ผมคิดว่าคนไทยโชคดีที่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย เราไม่ควรมองว่าเขาเป็นชาติพันธุ์นั้น ชาติพันธุ์นี้ ศาสนานั้น ศาสนานี้ เราต้องช่วยกันยกไม่ใช่กดขี่ อย่าอคติ เรื่องอคติสำคัญมากเพราะมันมีผลต่อการพัฒนา

ผมเชื่อว่าปัญหาที่เกิดบนโลกใบนี้อันดับแรกคือความอคติ รองลงมาคือความหวาดระแวง ความหวาดระแวงก็เกิดจากความอคติ เพราะฉะนั้นพื้นที่สามจังหวัดที่มีความต่าง ถ้าหากลดอคติลงไปได้ ถ้าคุณก้าวข้ามไปได้ มันก็อาจจะมีแต่ความเจริญ ถ้ามนุษย์ตัดความอคติออกไป ความเจริญเกิดขึ้นแน่นอน ความอคติมันเกิดจากข้างใน คือหัวใจ ถ้ามนุษย์จัดการหัวใจตัวเองได้มนุษย์จะจัดการทุกสิ่งบนโลกใบนี้ได้ ปัญหาที่เกิดขึ้น ความรุนแรงที่เกิดขึ้นผมคิดว่าเกิดจากความอคติ

ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีที่เรานำเสนอ เรื่องอัตลักษณ์ เรื่องวัฒนธรรม ให้คนภายนอกได้รับรู้ ให้เค้าได้เห็นแง่มุมอื่นๆ ของคนสามจังหวัด ของคนมลายู ให้เค้าได้เห็นความงาม คนอาจมองเห็นที่นี่เต็มไปด้วยความรุนแรง แต่ทำไมเค้าถึงทำงานศิลปะ ประดิดประดอย เขียนลายกอและได้

เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ

ช่วงหลังมานี้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ตื่นตัวเรื่องอัตลักษณ์ความเป็นมลายูสูงมาก อาจารย์คิดว่าศิลปะมีส่วนในเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า

ผมว่าการให้ความสำคัญเรื่องอัตลักษณ์นั้นสำคัญมาก ความเป็นมาลายูคือรากเหง้าของที่นี่ ตามวงสนทนาหรือเวทีวิชาการต่างๆ ก็พยายามที่จะหาคำตอบว่าจริงๆ แล้วความเป็นมาลายูมันอยู่ตรงไหน การใส่หมวกซอเกาะ การแต่งกาย อาหารการกินหรือภาษาการพูด แต่ผมคิดว่าในยุคปัจจุบันมันไม่สามารถใช้เรื่องเหล่านี้มาบ่งบอกว่าได้ว่าใครเป็นมาลายู เพราะในขณะที่บางคนใส่เสื้อยีนส์ กินแมคโดนัล แต่บอกว่าตัวเองเป็นมาลายู บางคนบอกว่าตัวเองเป็นมาลายูจ๋าเลย แต่หัวใจนึกถึงหนังฮอลลีวูด ฟังเพลงเดอะบิทเทิล ผมคิดว่ามาลายูมันคือลมหายใจ มันคือหัวใจ มันไม่สามารถเอาอะไรมาแทนได้ หรือเราจะไปใช้ลมหายใจคนอื่นก็ไม่ได้ การแต่งกายหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ มันเป็นเพียงเปลือกนอก ผมมองว่าอย่างอื่นเราสามารถเอามาแทนที่ได้ เช่นแขนเราขาดเราเอาแขนอื่นมาใส่ได้ แต่ลมหายใจเราเอาของคนอื่นไม่ได้ ของเราก็คือของเรา ผมมองว่าให้เรารู้อยู่แก่ใจให้ทุกช่วงลมหายใจของเราว่าเราคือมาลายู

แต่ศิลปะนี่แหละที่จะช่วยจุดชนวนความคิดให้เค้ารักษามรดกทางวัฒนธรรมของเค้า อัตลักษณ์ของเค้า ศิลปะจะเป็นตัวบอกเรื่องราวบอกรากทางวัฒนธรรมของเค้า ผมเชื่อว่าถ้าคนรุ่นหลังได้เสพศิลปะอย่างน้อยมันจะเป็นชนวนให้เขากลับมาย้อนดูอดีตของตัวเองว่าตัวเองมาจากไหน เราต้องรู้ว่าเรามาจากไหนแล้วเราจะไปที่ไหน ผมคิดว่างานศิลปะจะเป็นงานสำคัญของมนุษย์ชาติที่จะดำรงอยู่ในเรื่องของอัตลักษณ์ของวัฒนธรรม

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts Author website

Halal Life

Halal Life

Halal Life สื่อออนไลน์ที่นำเสนอแนวคิด และองค์ความรู้ที่ฮาลาล ผ่านเรื่องราว ผ่านมุมมอง และผ่านประสบการณ์ของหลากหลายผู้คน เพื่อเชื่อมโยงผู้คนที่ใช้ชีวิตในแบบฮาลาลเข้าไว้ด้วยกัน