อิหม่ามบุคอรี เป็นหนึ่งในนักปราชญ์แห่งฮะดิษ(วจนะและการกระทำของศาสนทูต)ที่เลื่องลือที่สุดแห่งประวัติศาสตร์อิสลาม หนังสือ Sahih al-Bukhari ของท่านที่กล่าวถึง วจนะ การกระทำ และกิจวัตรของท่านศาสนทูตมุฮัมหมัด (ซ.ล.) นั้นถือเป็นหนึ่งในแหล่งความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับท่านศาสนทูต

อิหม่ามบุคอรี มีชื่อเต็มว่า Abu Abdullah Mohamed bin Ismail Al-Bukhari เกิดเมื่อปี ฮ.ศ. 194 ที่เมือง Bukhara ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศอุซเบกิสถาน บิดาของท่านเสียชีวิตตั้งแต่ท่านยังเยาว์วัย ท่านจึงเป็นเด็กกำพร้าที่ได้รับการเลี้ยงดูจากมารดาผู้ซึ่งอบรมสั่งสอนและให้การศึกษาแก่ท่านเป็นอย่างดี และถือเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมให้ท่านรักและหลงใหลในศาสตร์ต่างๆ เรื่อยมา

เมื่อครั้งที่ท่านยังเด็ก ท่านเคยเป็นโรคติดต่อทางสายตาที่สร้างความวิตกกังวลให้กับท่านว่า อาจสูญเสียการมองเห็นได้ แต่ในที่สุดท่านก็หายจากโรคนั้น ท่านเป็นเด็กที่มีไหวพริบดี ฉลาด และความจำเป็นเลิศ ซึ่งต่อมาสิ่งนี้จึงเป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยให้ท่านสามารถเก็บรวบรวมคำพูดและการกระทำของท่านศาสนทูตได้มากมาย

ในช่วงวัยรุ่น ท่านสามารถท่องจำคัมภีร์อัลกุรอานและเรียนรู้บัญญัติอิสลามเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี ท่านสามารถท่องจำฮะดิษนับพันบทตั้งแต่ยังเล็ก และด้วยบรรยากาศของเมือง Bukhara ในขณะนั้นที่ถือเป็นศูนย์กลางแห่งความรู้ก็ช่วยหนุนนำท่านได้เป็นอย่างมาก ที่นั่นทำให้ท่านได้มีโอกาสพบปะกับบรรดานักปราชญ์และนักวิชาการศาสนาอยู่เป็นเนืองนิจ

ประกอบพิธีฮัจญ์ตั้งแต่ยังหนุ่ม

เมื่ออายุได้16 ปี ท่านพร้อมด้วยมารดาและน้องชายของท่านได้มีโอกาสเดินทางไปยังเมืองมักกะฮ์เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ และปักหลักอยู่ที่นั่นเพื่อศึกษาหาความรู้เพิ่ม ท่านได้อาศัยอยู่ในเมืองศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้นนานถึงหกปี และได้เริ่มทำการรวบรวมฮะดิษ

ต่อมาท่านได้เดินทางไปยังหลายประเทศเพื่อเหตุผลเดียวกัน คือรวบรวมฮะดิษ ท่านรอนแรมตั้งแต่กรุงแบกแดดไปจนถึงเมืองกุฟา ดามัสกัส อียิปต์ คูรอซาน(เปอร์เซีย) และอีกหลายเมือง ท่านร่ำเรียนอย่างไม่ย่อท้อและมุ่งมั่นพยายามที่จะเรียนรู้ฮะดิษให้ได้มากที่สุด เป็นที่พูดกันว่าท่านจะไม่ยอมลงมือเขียนฮะดิษใดจนกว่าท่านจะได้อาบน้ำละหมาด (ขั้นตอนการชำระร่างกายในแบบของอิสลาม) และทำการละหมาดสุนัต 2 รอกะอัต (วิธีการละหมาดเสริมในแบบของอิสลาม) ก่อนทุกครั้ง

รูปแบบที่เคร่งครัด

ด้วยความเคร่งครัดในหลักการฮะดิษของท่าน ที่ท่านจะต้องรู้ที่มาของผู้รายงานและต้องมีการอ้างอิงที่ชัดเจน ท่านจึงกลายเป็นหนึ่งสัญลักษณ์แห่งวงการฮะดิษว่า มีความละเอียดในการจัดจำแนกและตรวจสอบพิจารณาความน่าเชื่อถือมากที่สุด

นอกจากหนังสืออ้างอิงเบื้องต้นอย่างฮะดิษ “Sahih al-Bukhari” แล้ว ท่านยังจัดจำแนกหนังสือมากกว่า 20 เล่มซึ่งรวมไปถึงหนังสือวรรณกรรมอย่าง “the odd-literature” (วรรณคดีแปลก)  และ “the great history” (ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่) ซึ่งเป็นหนังสือแปลชื่อผู้รายงานแห่งยุคปัจจุบันที่ถูกจัดเรียงลำดับตามตัวอักษรของคำศัพท์ และยังมีหนังสือ “the small history” ที่รวบรวมประวัติย่อของท่านศาสนทูตมูฮัมหมัดและมิตรสหายของท่านตลอดจนผู้รายงานต่างๆ ที่ตามมาหลังจากนั้นอีกด้วย

เรื่องราวเบื้องหลังงานเขียนหนังสือ ‘Sahih al-Bukhari’

อิหม่ามบุคอรี กล่าวด้วยตัวท่านเองว่า “ตอนนั้นผมอยู่กับท่าน Ishaq Ibn Rahawi แล้วท่านก็บอกว่า ผมน่าจะเป็นคนที่เก็บรวบรวมบรรทัดฐานต่างๆ ของท่านศาสนทูตมูฮัมหมัด (ซ.ล) ได้ แล้วผมก็ชอบแนวคิดดังกล่าว ผมจึงเริ่มเก็บรวบรวมฮะดิษในหนังสือ “Al-Jama’ah Al Sahih” เป็นต้นมา Ibn Rahawi เป็นหนึ่งในครูและศาสตราจารย์ของท่านอิหม่ามบุคอรี

ท่านไม่ได้รีบเร่งในการผลิตหนังสือออกมา และท่านก็พยายามตรวจทาน ทบทวน และตรวจสอบเนื้อหาก่อนจะออกมาเป็นเล่มจริง ที่รวบรวมฮะดิษไว้ถึง 7,275 บท จากฮะดิษที่ท่านได้รับมาทั้งสิ้น 600,000 บท

เงื่อนไขในการคัดเลือกฮะดิษของท่านคือ ผู้รายงานฮะดิษแต่ละคนจะต้องมีชีวิตอยู่ร่วมสมัยเดียวกัน และสนับสนุนให้มีการได้ยินคำพูดดังกล่าวจากตัวผู้รายงานด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขหลักเพิ่มเติมจากคุณสมบัติความน่าเชื่อถือ ความยุติธรรม ความมีวินัย ความชำนาญการ มีความเป็นรู้ และความซื่อสัตย์ ที่เป็นคุณสมบัติของผู้รายงานฮะดิษ

 

แปลและเรียบเรียงโดย : Andalas Farr
ที่มา : Who was Imam Al-Bukhari, the most famous Muslim to document Islamic hadiths?

Comments

comments

Related Articles

About author View all posts

Andalas Farr

Andalas Farr

คุณแม่ลูกสามผู้หลงใหลงานแปลภาษาเป็นชีวิตจิตใจ และรักงานเขียน งานสอนที่เชิญชวนสู่เส้นทางแห่งความดี ไม่ได้เป็นลูกครึ่งแต่รู้สึกผูกพันกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ชนิดเห็นประโยคแล้วสมองต้องประมวลภาษาโดยอัตโนมัติ Andalas จบการศึกษาระดับปริญาตรีและโทคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับครอบครัว ลูก และตัวอักษร