อิบนิ ค็อลดูน (Ibn Khaldun) เป็นชาวอาหรับมุสลิม เป็นนักประวัติศาสตร์และนักประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่นับได้ว่าเป็นบิดาแห่งสังคมวิทยา, ประวัติศาสตร์นิพนธ์ และเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ ท่านเป็นชาวตูนิเซียแห่งทวีปแอฟริกาเหนือ

จุดเริ่มต้นและหนังสือ มุก็อดดิมะฮ์

ผลงานที่ดีที่สุดของท่านคือหนังสือที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายภายใต้ชื่อ “มุก็อดดิมะฮ์” (ซึ่งแปลว่า อรัมภบท) ท่านเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นเมื่อปีค.ศ.1377 มันคือหนังสืออรัมภบทและเป็นหนังสือเล่มแรกที่ชักนำท่านเข้าสู่สายงานด้านประวัติศาสตร์สากล แต่กระนั้นในช่วงยุคสมัยของท่านหนังสือเล่มดังกล่าวก็เรียกได้ว่าเป็นงานอิสระในตัวของมันเองอยู่แล้ว นักคิดร่วมสมัยบางท่านมองว่า “มุก็อดดิมะฮ์” คืองานเขียนชิ้นแรกที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาด้านประวัติศาสตร์, สังคมศาสตร์ในสังคมวิทยา, ประชากรศาสตร์, ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม, และศาสตร์อื่นๆ อีกมากมาย

อิบนิ ค็อลดูน เริ่มต้นงานเขียนในหนังสือ “มุก็อดดิมะฮ์” ด้วยการตั้งข้อวิพากษ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนถึงความผิดพลาดที่นักประวัติศาสตร์ทั่วไปมักจะยึดถือปฏิบัติกันและอุปสรรคความยากลำบากต่างๆ ที่อาจต้องเจอในแวดวงประวัติศาสตร์ ท่านได้สรุปข้อวิพากษ์ไว้เป็น 7 ประเด็นสำคัญด้วยกัน

“โดยธรรมชาติของทุกการบันทึกเรื่องราวนั้นมีแนวโน้มที่จะเกิดความผิดพลาดเสมอ…

  1. การแบ่งพรรคแบ่งพวกตามหลักความเชื่อหรือความคิดเห็น
  2. การมั่นใจกับที่มาของข้อมูลของตนเองมากเกินไป
  3. ความล้มเหลวในการทำความเข้าใจต่อสิ่งที่ผู้อื่นต้องการสื่อ
  4. ความเชื่อที่ผิดต่อความจริง
  5. การไม่สามารถจัดวางเหตุการณ์หนึ่งให้เข้ากับบริบทของความเป็นจริง
  6. ความปรารถนาอยากได้รับความดีความชอบจากกลุ่มชนชั้นสูง ด้วยการยกย่องสรรเสริญพวกเขาหรือการทำให้ชื่อเสียงของพวกเขาระบือไกล…
  7. สิ่งสำคัญที่สุดคือความเขลาหรือความไม่รู้ในกฎเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ในส่วนของประเด็นข้อที่ 7 (ความเขลาในกฎเกณฑ์ทางสังคม) นั้น อิบนิ ค็อลดูน ได้แตกแขนงออกมาเป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยสังคมมนุษย์ที่กล่าวถึงในงานเขียน “มุก็อดดิมะฮ์” ของเขาเช่นกัน Al Husri (นักคิดยุคอ็อตโตมันแห่งศตวรรษที่ 20) กล่าวว่าหนังสือ “มุก็อดดิมะฮ์” ของ อิบนิ ค็อลดูน นั้นเป็นงานเขียนด้านสังคมวิทยาที่สำคัญชิ้นหนึ่งซึ่งร่างอธิบายออกมาเป็นผลงาน 6 เล่มดังเช่น สังคมวิทยาทั่วไป สังคมวิทยาการเมือง สังคมวิทยาวิถีชีวิตเมือง สังคมวิทยาเศรษฐศาสตร์ และสังคมวิทยาองค์ความรู้

อิบนิ ค็อลดูน

การยอมรับซึ่งข้อมูลข่าวสาร  

บ่อยครั้งที่ อิบนิ ค็อลดูน มักจะวิพากษ์วิจารณ์ถึง “ความเชื่อที่งมงายไร้สาระและการยอมรับซึ่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์โดยไม่ใช้วิจารณญาณใดๆ” ด้วยเหตุนี้ท่านจึงแนะนำกระบวนการเชิงวิทยาศาสตร์ต่อศาสตร์สังคมวิทยา ซึ่งนับได้ว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ในยุคสมัยนั้น ท่านมักจะอ้างอิงถึงสิ่งนั้นว่าเป็น “ศาสตร์ใหม่” และท่านยังได้พัฒนาศัพท์บัญญัติใหม่ๆ เพื่อการนั้นอีกด้วย

นอกจากนี้แล้วกระบวนการเชิงประวัติศาสตร์ของท่านยังได้วางรากฐานการตั้งข้อสังเกตต่อบทบาทของรัฐชาติ, การติดต่อสื่อสาร, การโฆษณาชวนเชื่อและความอคติอย่างเป็นระบบในประวัติศาสตร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้นำมาสู่การพัฒนาด้านประวัติศาสตร์นิพนธ์ของท่านในที่สุด

การถือกำเนิดของแนวคิด อัศศอบียะห์

แนวความคิดแบบ อัศศอบียะห์ (ซึ่งมีความหมายว่า ‘ความเป็นกลุ่มชนนิยม’ ‘ความเป็นเผ่าพันธุ์นิยม’ หรือ ‘ความเป็นชาตินิยม’ ในบริบทปัจจุบัน) คือหนึ่งในแนวคิดซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดของหนังสือ “มุก็อดดิมะฮ์” อิบนิ ค็อลดูน ใช้นิยามของคำว่า อัศศอบียะห์ เพื่ออธิบายถึงพันธนาการระหว่างมนุษย์ที่ก่อตัวเป็นสังคมขึ้นมา พันธนาการ หรือ อัศศอบียะห์ ที่ว่านี้มีอยู่ทั่วไปไม่ว่าจะระดับชั้นใดของความเป็นอารายธรรมก็ตาม นับตั้งแต่สังคมที่ร่อนเร่พเนจรไปจนถึงรัฐประเทศหรืออาณาจักรและจักรวรรดิ  อัศศอบียะห์ จะมีความแข็งแกร่งมากที่สุดในกลุ่มชนร่อนเร่พเนจรและลดหลั่นน้อยลงไปเรื่อยๆ ตามระดับความก้าวหน้าของอารายธรรม เมื่อใดที่ อัศศอบียะห์ หนึ่งเริ่มลดตัวลงก็จะมี อัศศอบียะห์ ที่น่าสนใจกว่าเกิดขึ้นแทนที่

ทฤษฎีด้านเศรษฐศาสตร์

นอกจากนี้แล้ว อิบนิ ค็อลดูน ยังได้เขียนทฤษฎีเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์และการเมืองไว้ในหนังสือ Muqaddimah โดยได้เชื่อมโยงความคิดของเขาเกี่ยวกับแนวคิด อัศศอบียะห์ ไว้กับการแบ่งแยกของแรงงานว่า ยิ่งมีความเหนียวแน่นทางสังคมมากขึ้นเท่าใด ก็อาจมีความซับซ้อนของการแบ่งแยกมากขึ้นเท่านั้น และการเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะยิ่งใหญ่มากขึ้นตามด้วย

อิบนิ ค็อลดูน ตั้งข้อสังเกตว่าการเติบโตและการพัฒนานั้นสามารถกระตุ้นอุปสงค์และอุปทานได้เป็นอย่างดี และกำลังของอุปสงค์และอุปทานเดียวกันนี้จะเป็นตัวกำหนดราคาของสินค้าในสังคม ท่านยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า macroeconomic forces of population growth, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, และการพัฒนาด้านเทคโนโลยีนั้น จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศโดยรวม อิบนิ ค็อลดูน เชื่อว่าการเติบโตของจำนวนประชากรนั้นคือความมั่งคั่ง

อิบนิ ค็อลดูน ตระหนักดีว่าเงินตรานั้นคือมาตรฐานของมูลค่าต่างๆ คือตัวกลางของการแลกเปลี่ยนและเป็นตัวสงวนมูลค่า แม้ท่านจะไม่ได้ตระหนักว่ามูลค่าของทองคำและเงินนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงตามกำลังอุปสงค์และอุปทานได้ก็ตาม นอกจากนี้แล้ว อิบนิ ค็อลดูน ยังแนะนำทฤษฎีแรงงานที่ว่าด้วยมูลค่า ท่านได้อธิบายว่าแรงงานนั้นคือแหล่งกำเนิดของมูลค่าที่จำเป็นต่อกำไรและการสะสมเงินทุนทั้งมวล

ทฤษฎีแนวคิด อัศศอบียะห์ ของท่านมักถูกเปรียบเทียบกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ของ Keynes โดยทฤษฎีของ อิบนิ ค็อลดูน นั้นครอบคลุมแนวความคิดเรื่องตัวทวีคูณได้อย่างชัดเจน แต่สิ่งแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่งคือในทฤษฎีของ John Maynard Keynes นั้นชนชั้นกลางที่แสดงแนวโน้มในการประหยัดได้ดีกว่าในสภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำคือสิ่งที่น่าตำหนิ แต่สำหรับทฤษฎีของ อิบนิ ค็อลดูน แล้วมันคือแนวโน้มในการประหยัดของรัฐบาล ในช่วงเวลาที่โอกาสทางการลงทุนไม่สามารถแก้ปัญหาความซบเซาทางการค้าที่นำไปสู่อุปสงค์มวลรวมได้

อิบนิ ค็อลดูน ได้สร้างความรู้จักให้กับแนวคิดซึ่งเป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันด้วยชื่อ Laffer Curve ซึ่งหมายถึงการเพิ่มขึ้นของอัตราภาษีที่จะทำให้รายได้ภาษีของรัฐเพิ่มขึ้นในช่วงแรก แต่การเพิ่มขึ้นของอัตราภาษีนี้จะเป็นเหตุให้มีการลดลงของรายได้ภาษีของรัฐในที่สุด สิ่งเหล่านี้มักเกิดขึ้นเนื่องจากอัตราภาษีที่สูงจนเกินไปนั้นมักจะขัดขวางความต้องการผลิตของผู้ผลิตในทางเศรษฐศาสตร์

อิบนิ ค็อลดูน ใช้รูปแบบวิภาษวิธีในการอธิบายความเกี่ยวพันทางสังคมวิทยาของตัวเลือกภาษี (ซึ่งปัจจุบันถือเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์) ว่า:

“ในระยะแรกของรัฐประเทศนั้น ภาษีอากรเป็นสิ่งที่ไม่หนักหน่วงแต่สามารถเรียกรายได้ให้กับรัฐได้มากมาย (…) จนเมื่อระยะเวลาผ่านไปและกษัตริย์ผู้ครองแผ่นดินเอาชนะกันและกันได้ พวกเขาเริ่มสูญเสียพฤติกรรมฝักใฝ่เผ่าพันธุ์และเริ่มที่จะชื่นชอบสิ่งที่เป็นอารยธรรมมากกว่า ความต้องการและความจำเป็นของพวกเขาเริ่มเติบโตขึ้น (…) และเริ่มผูกพันกับความหรูหรามีระดับที่ชีวิตของพวกเขาเคยเติบโตมา นั่นจึงทำให้พวกเขาเริ่มออกมาตรการภาษีใหม่ให้กับผู้คน (…) แล้วเพิ่มอัตราภาษีเก่าให้สูงขึ้นเพื่อที่จะทำให้รายได้ภาษีของพวกเขาเพิ่มพูนขึ้นไปอีก (…) แต่กระนั้นผลกระทบต่อธุรกิจจากการเพิ่มขึ้นของอัตราภาษีเหล่านี้ทำให้พวกเขาเริ่มรู้สึกกระทบ ไม่นานต่อมานักธุรกิจจึงเริ่มรู้สึกไม่อยากลงทุนอันเนี่องมาจากการเปรียบเทียบผลกำไรกับภาระค่าธรรมเนียมภาษีที่พวกเขาต้องแบกรับ (…) จนในที่สุดการผลิตจึงตกต่ำลงและรายได้ภาษีก็ลดลงเช่นกัน”

บทวิเคราะห์นี้มีความละม้ายคล้ายคลึงกับแนวคิดเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ที่เรียกว่า Laffer Curve เป็นอย่างมาก ซึ่ง Laffer เองก็ไม่ได้อ้างว่าเขาคิดค้นแนวคิดดังกล่าวด้วยตัวเขาเอง ความคิดดังกล่าวนั้นปรากฏขึ้นในผลงานของ อิบนิ ค็อลดูน มาก่อนหน้าและล่าสุดในผลงานของ John Maynard Keynes ด้วยเช่นกัน

ผู้บุกเบิกในศาสตร์หลายแขนง

อิบนิ ค็อลดูน ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในปัญญาชนมุสลิมที่ฉลาดและอัจฉริยะที่สุดของโลก ท่านได้สร้างผลงานไว้กับศาสตร์หลายแขนง นักวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบันเชื่อว่าศาสตร์สังคมวิทยาที่เรารู้จักกันทุกวันนี้นั้นอาจไม่มีวันได้ไปถึงระดับที่สูงขึ้นหากไม่ได้รับการช่วยเหลือจาก อิบนิ ค็อลดูน ผมเชื่อว่าท่านคือแบบอย่างที่ดีสำหรับนักวิทยาศาสตร์ทุกแขนงวิชา (ดังเช่นอีกหลายท่าน) ท่านคือต้นแบบที่เลอเลิศของการผสมผสานระหว่างความเป็นมุสลิมและนักวิทยาศาสตร์ในคนเดียวกัน ท่านได้พิสูจน์ว่าอิสลามและวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้เป็นอะไรที่ขัดแย้งกันตามที่บางคนอาจเชื่อและเข้าใจ

 

แปลและเรียบเรียงโดย : Andalas Farr
ที่มา : Why Ibn Khaldun is Called One of the Greatest Thinkers of the Muslim World

Comments

comments

Related Articles

About author View all posts

Andalas Farr

Andalas Farr

คุณแม่ลูกสามผู้หลงใหลงานแปลภาษาเป็นชีวิตจิตใจ และรักงานเขียน งานสอนที่เชิญชวนสู่เส้นทางแห่งความดี ไม่ได้เป็นลูกครึ่งแต่รู้สึกผูกพันกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ชนิดเห็นประโยคแล้วสมองต้องประมวลภาษาโดยอัตโนมัติ Andalas จบการศึกษาระดับปริญาตรีและโทคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับครอบครัว ลูก และตัวอักษร