I Saw Palestine

บันทึกเรื่องราวการเดินทางออกนอกเขตกาซ่าครั้งแรกของเด็กหนุ่มชาวปาเลสไตน์ที่มีความทะเยอทะยานด้วยไฟฝัน กับความรู้สึกครั้งแรกเมื่อได้เห็นโลกที่แตกต่างของอีกฟากหนึ่ง ที่กั้นกลางเพียงประตูชายแดน ความรู้สึกที่ได้เห็นดินแดนที่เคยเป็นของตัวเอง…ในบ้านของคนอื่น

…ผมฝันถึงการเดินทางมาเสมอ

สำหรับคนในกาซ่าพวกเราเกิดมาด้วยความเชื่อที่ว่า ความสุขอยู่ข้ามโพ้นชายแดนที่เห็นนั่น เราเรียนหนังสือ ทำมาหากิน แต่งงาน มีลูก แล้วก็ตายจากโลกนี้ไป มันคือวัฎจักรชีวิตที่ไม่มีพื้นที่ให้สัมผัสกับคำว่าความสุขที่แท้จริงเลย

ผมพยายามค้นหาความสุขที่แท้จริงในชีวิต ผมเคยแม้กระทั่งตั้งวงดนตรีขึ้นมากับเพื่อนๆ ผมเคยได้เป็นนักข่าวขณะยังเป็นนักเรียน ได้งานดีๆ ในเมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีอัตราการว่างงานสูงที่สุดในโลก ได้จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยด้วยผลการเรียนที่ดีเลิศไม่น้อยหน้าใคร

…แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าชีวิตมันขาดบางสิ่งอยู่เรื่อยมา

…มันคืออิสรภาพ

เมื่อปี 2014 ผมเคยได้รับเลือกให้เข้าร่วมคอร์สเรียนภาษาที่ฝรั่งเศส แต่แล้วผมก็ไม่มีโอกาสเดินทางไปร่วมเรียนเนื่องจากปีนั้นเป็นปีที่อิสราเอลโจมตีเมืองกาซ่าพอดี และแทนที่จะได้ไปฝรั่งเศสผมกลับต้องมาเสี่ยงชีวิตกับความตายนานถึง 51 วัน ประสบการณ์อันยาวนานและแสนเหนื่อยล้าในครั้งนั้นมันบังคับให้ผมเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตและทางเลือกของตัวเอง

ผมจึงลองสมัครขอทุนศึกษาต่อปริญญาโทที่ฝรั่งเศส และผมก็ได้เป็นเด็กปาเลสไตน์ในกาซ่าคนเดียวที่ได้รับทุนการศึกษาในปีนั้น ผมชนะการสอบแข่งขันเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขานิเทศศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัย Paris8 ผมทำได้สำเร็จ

 

มูลค่าของคำว่าอิสรภาพ

สำหรับคนปาเลสไตน์ในกาซ่า การเลือกที่จะมีอิสรภาพนั้นหมายถึงการอาจต้องยอมสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต

อันดับแรก ผมต้องยอมแลกกับการจากบ้านเกิดอันเป็นที่รักของตัวเอง ครั้งหนึ่งแม่ของผมเคยพูดว่า “เมื่อใครคนหนึ่งจากกาซ่าไป มันจะรู้สึกเหมือนกับว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เห็นหน้าเขาคนนั้น”

นักศึกษาคนอื่นๆ อาจมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมบ้านในวันหยุด แต่สำหรับผมคงทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะมันอาจจะทำให้ต้องติดกับอยู่ในกาซ่าจนออกมาไม่ได้อีก

การจะได้เป็นอิสระและมีความสุขสำหรับผมนั้นคือการต้องยอมเริ่มนับศูนย์ใหม่ในชีวิตอีกครั้ง

ผมใช้เวลาในช่วงเดือนสุดท้ายของชีวิตในกาซ่าไปกับการครุ่นคิดว่า ผมอาจจะไม่มีโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อได้ เนื่องจากสงครามล้อมเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ผมอยากใช้เวลาที่เหลือตอนนั้นดื่มด่ำไปกับรสชาติอาหารจานโปรดฝีมือคุณแม่ หรือได้เดินรอบเมืองเพื่อเก็บภาพบ้านเกิดของผมไว้เป็นความทรงจำดีๆ

แต่ด้วยเพราะความที่ไม่แน่ใจว่าผมจะสามารถออกนอกประเทศได้ทันเวลาพอดีกับคอร์สเรียนที่ฝรั่งเศสหรือไม่ สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือเฝ้ารออย่างมีความหวัง ผมจึงหมดเวลาไปกับการนั่งกลัดกลุ้มใจว่าจะได้ไปหรือไม่ แทนที่จะได้เตรียมตัวบอกลาเหมือนคนปกติทั่วไป

คอร์สเรียนของผมจะเริ่มขึ้นในเดือนกันยายน ผมจึงตัดสินใจเตรียมออกเดินทางจากกาซ่าตั้งแต่เดือนสิงหาคม เหมือนจะฟังดูแล้วง่ายกว่าตอนปฏิบัติจริง

 

ผมพยายามเข้าประเทศอียิปต์ผ่านชายแดน Rafah ซึ่งเป็นด่านเข้าออกเพียงจุดเดียวสำหรับชาวกาซ่ากว่าสองล้านชีวิต แต่การขยายเวลาปิดทำการของประตูชายแดนไคโรห์มันทำให้ผมไม่สามารถการันตีได้ว่าจะออกเดินทางได้หรือไม่ ผมอยู่ในลำดับที่ 17,000 ของรายชื่อผู้ลงทะเบียนเพื่อรออนุมัติให้ข้ามชายแดน นั่นแปลว่ายังมีหลายหมื่นพันชีวิตก่อนหน้าผมที่กำลังอยู่ในลิสต์รอการอนุมัติให้ข้ามประเทศได้

ผมตัดสินใจแอบจ่ายสินบนให้กับผู้ลักลอบขนคนเข้าออกเป็นการล่วงหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าผมจะสามารถออกไปจากกาซ่าในครั้งนี้ได้ กับการเดินทางที่ต้องข้ามชายแดนจากกาซ่าไปอียิปต์ ต้องยอมนอนค้างแรมบนพื้นทรายหนึ่งคืนเพื่อรอข้ามเขาสิไนยในวันถัดไป มันคือการเดินทางที่แสนอันตรายและท้าทายที่เป็นผลพวงมาจากความไม่มั่นคงและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภูมิภาคแห่งนี้เรื่อยมา

แต่ภายหลังจากที่ผมบอกลาครอบครัวและกำลังเดินทางไปยังชายแดน Rafah ได้ไม่นานนัก ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากสายหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผมในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่กงสุลฝรั่งเศสโทรมาบอกกับผมว่า

“มูซา ไม่ต้องเข้ามาทางชายแดน Rafah นะ เรามีใบอนุญาตเข้าเมืองของอิสราเอลและจอร์แดนเตรียมไว้ ให้คุณได้ออกมาทางด่าน Erez ของอิสราเอลแทน”

ผมลังเลและไม่แน่ใจกับสิ่งที่ได้ยินในตอนแรก แต่ก็ต้องยอมรับความจริงในที่สุดเมื่อเจ้าหน้าที่คนนั้นบอกว่า ผมจะต้องรับผิดชอบตัวเองหากผมเลือกที่จะข้ามชายแดนทางฝั่ง Rafah

ด่านตรวจ Erez เป็นเพียงด่านเดียวที่ให้สิทธิในการผ่านทางให้แก่นักเดินทางที่เข้าออกระหว่างกาซ่ากับอิสราเอล และมันเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะได้สิทธิ์ออกจากกาซ่าผ่านทางด่านนี้

 

เมื่อปลายเดือนสิงหาคมในช่วงนั้น เจ้าหน้าที่อิสราเอลได้ออกมาตรการคุมเข้มใหม่สำหรับชาวปาเลสไตน์ที่ต้องการจะออกจากกาซ่าผ่านทางด่าน Erez ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่ได้รับอนุญาตให้พาอุปกรณ์อิเลคโทรนิคใดๆ เข้าไปนอกจากโทรศัพท์มือถือของผมเท่านั้น และผมก็จำเป็นต้องใส่สิ่งของสัมภาระของผมทุกชิ้นลงไปในกระเป๋าถือเพียงเท่านั้น เนื่องจากกระเป๋าเดินทางชนิดแข็งถือเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับด่าน Erez

สิ่งที่ผมกังวลมากก็คือผมอาจไม่ได้รับอนุญาตให้พากีต้าร์โบราณตัวเก่งของผมเข้าไปด้วย แต่ผมก็ตัดสินใจลองเสี่ยงดู

วันที่ 7 กันยายน ผมมุ่งหน้าไปยังชายแดน Erez พร้อมกระเป๋าหิ้วสองใบในมือและกีต้าร์โบราณอันแสนบอบบางที่บรรจุในกระเป๋าผ้านิ่ม ซึ่งมันไม่เหมาะกับการไปปารีสที่ต้องใช้เวลาเดินทางถึงสามวันเอาเสียเลย

หลังจากที่ใช้เวลายาวนานหลายชั่วโมงกับการตรวจสแกนกีตาร์โบราณอย่างละเอียดยิบ ในที่สุดผมก็ได้รับอนุญาตให้เข้าด่าน Erez ได้ ผมถูกบังคับให้เซ็นต์เอกสารเพื่อยินยอมว่าผมจะไม่กลับเข้ามาเยือนกาซ่าอีกเป็นเวลาหนึ่งปี และพวกเขาก็ไม่ได้อธิบายให้ผมฟังว่าทำไม

 

มูซา โมเสส โมเช

การมีชื่อเหมือนกับพระศาสดาของศาสนายิวนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติสำหรับชาวมุสลิม เพราะเรามีความเชื่อดั้งเดิมอยู่แล้วว่าทั้งศาสนายิวและคริสต์ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของศาสนาอิสลาม

ตอนแรกผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญที่เจ้าหน้าที่ด่าน Erez ทุกคนหันมายิ้มให้ทุกครั้งหลังจากได้เห็นชื่อของผม แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ผมรอดจากการต้องนั่งรอสองชั่วโมงแต่อย่างใดเลย แม้จะเป็นมูซาจากกาซ่า ก็ยังต้องมีหนังสืออนุญาตให้เข้ามลรัฐยิวอย่างอิสราเอลอยู่ดี

 

“รู้สึกยังไงบ้าง?” พนักงานขับรถชาวปาเลสไตน์ในอิสราเอลถามไถ่เพื่อทักทายผมในขณะที่เรากำลังนั่งรถออกจากด่าน Erez และมันคงเป็นคำถามที่ฟังดูแย่ที่สุดสำหรับนักโทษคนหนึ่งที่เพิ่งได้ออกจากดินแดนที่เขารู้จักเพียงแห่งเดียวในชีวิต

ผมใช้เวลาในการปรับตัวสักพักก่อนที่จะเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ต่างที่ แต่แล้วผมก็อึ้งกับภาพที่เห็นนอกหน้าต่างนั้น  นี่คือโลกใบใหม่ ที่อยู่ไม่ไกลเพียงแค่ข้ามด่าน Erez นั้นไปเท่านั้น

นี่มันโลกอะไรกันนะ! โลกที่มีผู้คนอีกกว่าสองล้านชีวิตตกเป็นผู้ต้องขังอยู่ข้างหลังประตูชายแดนแห่งนั้น

ผมไม่ได้ตอบคำถามคนขับรถคนนั้น ผมรู้สึกพูดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ

 

“มีความสุขกับปาเลสไตน์นะ”

ผมนั่งถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่านี่มันใช่ปาเลสไตน์ใช่ไหม? หรือนี่คืออิสราเอล? พ่อของผมเคยต่อสู้เพื่อดินแดนแห่งนี้ นี่มันเป็นดินแดนของเราใช่ไหม?

แล้วจู่ๆ โทรศัพท์จากพ่อก็ดึงผมออกจากความคิดเหล่านั้น

“ลูกได้เห็นดินแดนนั่นไหม?” พ่อถาม

“ดินแดนอะไร? ทุกอย่างที่ผมเห็นตรงหน้าคือพื้นที่ราบที่ไกลออกไปสุดลูกหูลูกตาเท่านั้นเอง” ผมตอบพ่อ

“Al-Masmiyya อยู่ถัดจากที่ราบนั่นออกไปเพียงนิดเดียว ลูกอย่าพลาดชมเชียวล่ะ” พ่อตอบกลับมา

“มันผ่านมานานหลายปีขนาดนี้ ผมว่าแม้แต่พ่อเองก็คงจะจำมันไม่ได้หรอก แต่ผมจะลองหาดูละกัน” ผมตอบพ่อไป

“มีความสุขกับปาเลสไตน์นะไอ้ลูกชาย” พ่อผมพูดทิ้งท้าย

 

Al-Masmiyya คือหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ปู่ย่าตายายของผมเคยถูกขับไล่ออกจากพื้นที่เมื่อปี 1948 ในอดีต แม้ว่าผมจะหามันไม่เจอว่าอยู่ตรงตำแหน่งไหน แต่การที่ได้มองหามันก็รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองได้อยู่ในปาเลสไตน์แล้ว มันไม่ใช่ที่อื่นใดเลยนอกจากปาเลสไตน์จริงๆ

ในช่วงเวลาที่ผมอยู่เมืองอัมมานประเทศจอร์แดน และช่วงที่ผมต้องรอเที่ยวบินจากอัมมานไปกรุงโรมเพื่อจะไปต่อที่ปารีส ผมเฝ้าถามตัวเองว่าชีวิตผมจะคุ้นเคยกับคำว่าอิสรภาพหรือเปล่านะ

มันคือความรู้สึกที่สับสน ผมเป็นอิสระ แต่ครอบครัวของผมยังคงติดกับอยู่ในคุกกาซ่านั่น หลายคนที่นั่นต่างเฝ้ารอวันที่จะหนีออกมาดูโลกภายนอกที่อยู่ห่างไกลออกไป พวกเขาเพียงแค่อยากมีโอกาสได้สัมผัสความอิสระกับใครเขาบ้าง

ที่มีมันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ไม่มีแม่ ไม่มีเจ้าหลานชายผู้น่ารัก และไม่มีแม้แต่ทะเล แต่ความรู้สึกถึงคำว่าอิสรภาพนั้นมันคุ้มค่ากับน้ำตาที่ไหลออกมาทุกครั้งเมื่อได้วีดีโอคอลล์กับครอบครัวของผมจากบ้านอันแสนอบอุ่นของเรา

 

การเดินทางของผมครั้งนี้มันอาจไม่ได้เป็นการเดินทางของวีรบุรุษ ผมเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีไฟฝันอันแรงกล้า ที่พร้อมจะทุ่มเทเต็มที่เพื่อสร้างฝันของตัวเองให้เป็นจริง ความทุกข์ยากที่พวกเราเผชิญในกาซ่าไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นคนวิเศษเหนือมนุษย์แต่อย่างใด พวกเราก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดา ที่ฝันอยากเห็นความชอบธรรมและหวังอยากเห็นทุกสิ่งจะกลับคืนสู่สภาพเดิม

แปลและเรียบเรียงโดย : Andalas Farr
ที่มา : https://electronicintifada.net/content/i-saw-palestine/22431

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Andalas Farr

Andalas Farr

คุณแม่ลูกสามผู้หลงใหลงานแปลภาษาเป็นชีวิตจิตใจ และรักงานเขียน งานสอนที่เชิญชวนสู่เส้นทางแห่งความดี ไม่ได้เป็นลูกครึ่งแต่รู้สึกผูกพันกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ชนิดเห็นประโยคแล้วสมองต้องประมวลภาษาโดยอัตโนมัติ Andalas จบการศึกษาระดับปริญาตรีและโทคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับครอบครัว ลูก และตัวอักษร