ปีที่เจ็ดของสงคราม

ในขณะที่ความขัดแย้งในซีเรียกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่เจ็ด ความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อพลเรือนก็ยังดูท่าว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ตัวเลขอัตราการสูญเสียยังคงไม่แน่นิ่ง ยอดผู้เสียชีวิตโดยคาดการณ์อยู่ระหว่าง 300,000-500,000 ราย และ 1 ใน 3 โดยประมาณของประชากรทั้งประเทศในช่วงก่อนวิกฤติความขัดแย้ง (21.5 ล้านคน) กำลังตกอยู่ในสภาพไร้ที่อยู่อาศัย (6.6 ล้านคน) ในขณะที่ชาวซีเรียร่วม 5 ล้านชีวิตต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปหลบอาศัยเป็นผู้ลี้ภัยชั่วคราวอยู่ตามประเทศเพื่อนบ้านและอีกหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก  รายงานหนึ่งจากศูนย์เพื่อการวิจัยนโยบายแห่งซีเรีย (ค.ศ.2014) พบว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากจำนวนประชากรทั้งหมดในซีเรียที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งอยู่ในอัตราไม่แน่นิ่งที่ 11.5% จึงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการได้ว่าผู้คนในซีเรียจะยังคงสุขสันต์กับการเฉลิมฉลองวันอีดท่ามกลางบรรยากาศเหล่านี้ได้อย่างไร

 

อุปสรรคในการฉลองวันอีด

แม้ว่าค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งจะพยายามสร้างบรรยากาศเฉลิมฉลองด้วยวิธีการต่างๆมากมาย แต่นอกจากการละหมาดในวันอีดและการแจกลูกอมขนมนมเนยให้กับเด็กๆ แล้ว ก็ไม่มีร่องรอยอื่นใดที่พอจะบ่งบอกถึงความพิเศษของวันรื่นเริงนั้นได้เลย พ่อแม่บางคนที่ผมสัมภาษณ์เล่าให้ฟังว่า พวกเขาไม่ได้ร่วมฉลองอีดมาตั้งแต่เริ่มเกิดวิกฤติความขัดแย้งในซีเรียเมื่อเดือนมีนาคม 2011 เรื่อยมา มันเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าผู้คนจะต้องรวบรวมขวัญกำลังใจให้อยู่ในบรรยากาศงานฉลอง ท่ามกลางความขัดแย้งอันแสนโหดร้ายที่สุดแห่งยุคสมัยที่ต้องจบด้วยการใช้ชีวิตไกลบ้านหมื่นพันไมล์เช่นนี้ได้อย่างไร

“เราไม่ค่อยได้กลิ่นอายของบรรยากาศงานฉลองอีดมาร่วม 5 ปีแล้ว” พ่อคนหนึ่งเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงต่ำในลำคอ

 

ครอบครัว

หนึ่งในสิ่งสำคัญพื้นฐานของคำว่าวันหยุดโดยเฉพาะวันแห่งการเฉลิมฉลองอีดของชาวมุสลิม ที่ผู้คนทุกชนชั้นฐานะสามารถร่วมสังสรรค์รื่นเริงได้ไม่แตกต่างกัน ก็คือการได้มีโอกาสใช้เวลาร่วมกันกับสมาชิกในครอบครัว แต่ความจริงที่น่าเศร้าคือผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในประเทศกรีก (และประเทศอื่นๆ) อีกมากมายกลับต้องแยกจากครอบครัวของตนเองไปคนละทิศละทาง บางคนที่โชคดีหน่อยก็มีสมาชิกในครอบครัวอยู่ด้วยกันบ้างประปรายหนึ่งหรือสองคน หลายคนเล่าให้ฟังว่าครอบครัวของพวกเขากระจัดกระจายไปทั่วทุกแห่ง พี่ชายคนหนึ่งต้องอยู่ประเทศเยอรมัน น้องสาวอีกคนหนึ่งอยู่ประเทศตุรกี ในขณะที่พ่อแม่ยังคงอยู่ที่ซีเรีย พ่อคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองเทสซาโลนีกี(ประเทศกรีซ) เล่าให้ฟังว่าเขามีลูกชายคนหนึ่งอยู่ในประเทศเยอรมัน ในขณะที่ลูกชายอีกคนอยู่ในประเทศสวีเดน และภรรยาของเขาอยู่ในประเทศตุรกี

ผมถามเด็กหนุ่มชาวเคิร์ดวัย 16 ปีคนหนึ่งว่าเขาอยากทำอะไรกับอิสรภาพของเขา หากวันหนึ่งเขาได้รับใบอนุญาตรับรองการอยู่อาศัยแล้ว ทีแรกผมคิดว่าคำตอบของเด็กหนุ่มคนนี้จะเป็นอะไรที่เกี่ยวกับอาชีพการงานที่เขาฝันอยากจะทำ หรือความทะเยอทะยานในวัยหนุ่มที่เขาต้องการไล่ล่า แต่เปล่าเลย คำตอบที่ได้จากเด็กหนุ่มคนนี้กลับกลายเป็น “ผมอยากรวมตัวทุกคนในครอบครัวกันใหม่อีกครั้ง”

 

บ้าน

ผมพบว่าความหวังอันดับหนึ่งของบรรดาผู้ลี้ภัยคือการฝันอยากมีบ้านเป็นของตนเอง หลายคนบอกว่าไม่อยากจะฉลองเทศกาลอีดจนกว่าจะได้ฉลองที่บ้านของตนเอง ในขณะที่บางคนที่ผมคุยด้วยกลับบอกบางสิ่งซึ่งคุณอาจไม่อยากเชื่อ ว่าผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่เหล่านั้นอยากกลับไปยังถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเองในซีเรียและอิรักเสียมากกว่า หากวันหนึ่งวันใดที่อิสรภาพเป็นจริงขึ้นมา “ไม่มีที่ใดดีกว่าบ้านเกิดของคุณอีกแล้ว” คือประโยคที่ผมได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยสภาพลักษณะที่ดูชั่วคราวและซอมซ่อราวกับรอวันรื้อถอนของค่ายผู้ลี้ภัย มันจึงทำให้การเรียกมันว่าบ้านหรือความรู้สึกอยากจัดงานฉลองข้างในนั้นเป็นอะไรที่ยากเย็นมากขึ้นเท่าตัว

 

สุขภาพจิต

เมื่อประเด็นสุขภาพจิตถูกปล่อยปะละเลย มันจึงทำให้ปัญหาเกิดความยุ่งยากซับซ้อนและลุกลามยิ่งขึ้นไปอีก แม้ว่าการบริการให้คำปรึกษาทางด้านสุขภาพจิตจะมีให้เห็น แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการและมักตั้งอยู่ห่างไกลออกไป อีกทั้งเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีก็ไม่พอเพียงที่จะรองรับปริมาณและลักษณะความเจ็บป่วยที่ประชาชนส่วนใหญ่พบเจอ หากพิจารณาอัตราผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากความขัดแย้งในซีเรียที่มีจำนวน 11.5% ของจำนวนประชากรทั้งหมด มีกี่มากน้อยแล้วที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจเนื่องจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป กี่มากน้อยแล้วที่ต้องเผชิญชะตากรรมเลวร้ายจากการถูกโจมตี กี่มากน้อยแล้วที่ต้องทนอยู่กับความคิดวิตกว่าตนเองกำลังจะถูกโจมตีอยู่ตลอดเวลา กี่มากน้อยแล้วที่ต้องเจอกับเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ภาพอาคารบ้านเรือนพังถล่มทลายพร้อมเสียงร่ำไห้ของผู้คนรอบตัว ปัญหาความเครียดที่เกิดขึ้นหลังเกิดเหตุวินาศภัยสงครามและความโศกเศร้าวิตกกังวลจึงมีให้เห็นกันมากมาย มันคือสิ่งที่ไม่มีบทเรียนใดในโลกนี้สามารถสอนให้คุณรู้จักเตรียมตัวกับความรู้สึกที่คุณมี เมื่อคุณต้องเจอกับภาพเด็กผู้หญิงวัยเพียง 6 ขวบที่ต้องปัสสาวะรดที่นอนและตื่นจากภวังค์แทบทุกคืนเพราะฝันร้ายจากสงครามที่คอยหลอกหลอนเธออยู่ตลอดเวลา โรคภัยไข้เจ็บเช่นโรคจิตเสื่อมและจิตเภทสามารถประทุร้อนเป็นเพลิงด้วยภาวะตึงเครียดจากสงครามได้ทุกเมื่อ หนำซ้ำสภาพอันเลวร้ายของค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งที่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งเพาะเชื้อต่อความผิดปกติทางสภาพจิตของประชาชนผู้ซึ่งต้องเผชิญกับบาดแผลแห่งสงครามและการขับไล่ที่โหดร้ายรุนแรง มันคือที่สุดของมรสุมชีวิตจริงๆ

 

ความหวัง

ความท้าทายอันหนักหน่วงที่เราต้องเผชิญทำให้เราตระหนักยิ่งขึ้นว่า การไม่สิ้นหวังคือสิ่งสำคัญที่สุด ยังคงมีอีกหลายสิ่งดีๆ ในชีวิตที่เราสามารถนึกทดแทนได้ ผมได้สัมผัสถึงความสวยงามอีกนานัปการที่เกิดขึ้นในค่ายผู้ลี้ภัย ภาพความมานะบากบั่นอันไม่สิ้นสุดของคนเป็นพ่อแม่ที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้แน่ใจว่าลูกๆ ของตนจะต้องอยู่รอดปลอดภัยและได้มีชีวิตที่ดีกว่า ภาพพ่อแม่ที่คอยทำทุกหนทางที่เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์เพื่อคอยเติมเต็มความต้องการและความจำเป็นในการดำรงชีวิตของลูกๆ ผมได้เห็นมนุษย์จิตอาสามากมายจากทั่วทุกมุมโลกที่อุตส่าห์สละเวลาและอุทิศกำลังทรัพย์ของตนเองเพื่อหยิบยื่นไมตรีจิตรให้กับผู้คนที่นั่น คอยช่วยเหลือเท่าทักษะและกำลังที่ตนมีผ่านวันแล้วคืนเล่า เพื่อหวังจะได้เห็นชีวิตที่ดียิ่งขี้นของเหล่าบรรดาผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในประเทศกรีก ความใส่ใจและความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ตลอดจนความผูกพันที่เกิดขึ้นทั้งหมดในค่ายนั้นล้วนเป็นบ่อเกิดแห่งความหวังทั้งสิ้น การที่ประเทศกรีกคอยหยิบยื่นความช่วยเหลือสุดกำลังตนให้กับผู้ลี้ภัย ทั้งๆ ที่สันหลังของประเทศตนเองกำลังสั่นสะเทือนเนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจตลอดสิบปีที่ผ่านมาก็ควรค่าแก่การกล่าวถึงทั้งสิ้น และสิ่งสำคัญที่สุดคือ เราจะต้องไม่ลืมนึกถึงความสามารถของชนรุ่นถัดไปในการบำบัดตนเองและเติบโตต่อไปท่ามกลางความทุกข์ยากที่พวกเขาต้องเผชิญกับสภาวะในปัจจุบัน และเพื่อให้กระบวนการสร้างชนรุ่นใหม่ที่แข็งแกร่งเหล่านี้สามารถดำรงคงอยู่ต่อไปได้นั้น เราจะต้องช่วยกันหยิบยื่นพื้นที่และสภาพความเป็นอยู่ที่เอื้ออำนวยและสามารถทำให้การเยียวยาชีวิตและหัวใจเหล่านั้นเกิดขึ้นได้จริง

 

ความรับผิดชอบร่วมกันของเราทุกคน   

  • อย่าลืมเก็บพี่น้องของเราที่นั่นไว้ในหัวใจและความคิดคำนึงของเราเสมอ เปิดกระเป๋าสตางค์ให้ทานบริจาคแก่พวกเขาหากคุณไม่สามารถอุทิศด้วยเวลา
  • บริจาคเงินให้กับองค์กรต่างๆ ที่ทำงานเพื่อผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะที่ปักหลักอยู่ในประเทศเลบานอน จอร์แดน ตุรกี และกรีก
  • ติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของคุณเพื่อขออนุญาตให้พวกเขาได้มีโอกาสเข้ามาลี้ภัยในประเทศของคุณ ซึ่งตรงส่วนนี้บางประเทศก็ได้แบ่งปันจัดสรรพื้นที่บางส่วนให้แล้ว บ้างก็แบ่งปันมากกว่าพื้นที่ลี้ภัย ในขณะที่บางประเทศก็ยังมัวแต่ยืดเยื้ออยู่กับการตัดสินใจ –จากจำนวนผู้ลี้ภัยกลุ่มน้อย 60,000 รายที่รอนแรมไปยังทวีปยุโรป ค้นพบว่าประเทศอังกฤษรับไปเพียง 20 เท่านั้น
  • ทำงานร่วมกับผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของคุณ มีความเป็นไปได้สูงว่าคุณจะมีผู้ลี้ภัยชาวซีเรียหรืออิรักใกล้ตัวคุณ นอกเสียจากว่าคุณอาศัยอยู่ในประเทศเยเมนหรือกาซ่าในปาเลสไตน์ ลองมองหาองค์กรที่ทำงานร่วมกับกลุ่มผู้ลี้ภัยแล้วลองเสนอตัวเพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น นอกจากเงินของคุณแล้ว สิ่งหนึ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือเวลาและความอบอุ่นจากคุณ
  • หากไม่มีตัวเลือกหรือช่องทางใดๆ ที่จะสามารถปฏิบัติตามที่กล่าวมาข้างต้นนี้ได้เลย ลองคุณเริ่มต้นและเดินหน้าด้วยตัวคุณเอง เริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ ด้วยการทำให้คนที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนหรือไร้ที่พึ่งพารู้สึกอบอุ่นและได้รับการต้อนรับจากเรา แค่เพียงสิ่งเล็กๆ อย่างรอยยิ้มและใบหน้าที่สดใสก็สามารถสร้างความหมายอันมีค่ามากมายได้ และมันจะสามารถทำให้บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ค่อยๆ เบ่งบานออกมาอย่างสวยงาม

 

แปลและเรียบเรียงโดย : Andalas Farr
ที่มา : Far Away From Home – How Refugees Spent Their Eid

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Andalas Farr

Andalas Farr

คุณแม่ลูกสามผู้หลงใหลงานแปลภาษาเป็นชีวิตจิตใจ และรักงานเขียน งานสอนที่เชิญชวนสู่เส้นทางแห่งความดี ไม่ได้เป็นลูกครึ่งแต่รู้สึกผูกพันกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ชนิดเห็นประโยคแล้วสมองต้องประมวลภาษาโดยอัตโนมัติ Andalas จบการศึกษาระดับปริญาตรีและโทคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับครอบครัว ลูก และตัวอักษร