แล้วฮิจเราะห์ศักราชก็เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง…

ดังเช่นปีที่ผ่านๆ มา มันเป็นช่วงเวลาที่เรามักจะวุ่นอยู่กับการลิสต์สิ่งที่ตัวเองอยากทำในปีที่จะมาถึง เราใช้เวลาใคร่ครวญอดีตในปีที่ผ่านมาเพื่อวางเป้าหมายใหม่ให้ชีวิตในปีข้างหน้า บางคนอาจวางแผนจะใช้ชีวิตกับครอบครัวให้มากขึ้น บ้างก็วางแผนจะจัดการระบบการเงินของตัวเองใหม่เสียที รวมไปถึงคำมั่นสัญญากับตัวเองว่าจะดูแลตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วยการลดน้ำหนักให้เหลือน้อยลงกว่าที่เป็นอยู่

แต่ช่างน่าเสียดายที่เรามักจะรู้สึกสับสนกับเป้าหมายเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องมองหาบางสิ่งที่พอจะช่วยกระตุ้นตัวเองครั้ง และสิ่งที่พอจะช่วยได้ก็คือการตัดสินใจปล่อยอดีตให้ผ่านพ้นไป และเริ่มต้นก้าวใหม่ไปข้างหน้าด้วยหัวใจที่เป็นบวกและแรงขับเคลื่อนที่ดีต่อหัวใจ

ในความเป็นจริง เป้าหมายของเราควรจะเป็นอะไรที่ช่วยปลุกไฟให้กับชีวิตของเราในแต่ละวัน ไม่ใช่แค่ช่วงแรกของปีใหม่ในแต่ละปีเท่านั้น พวกเราส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะใช้ฮิจเราะห์ศักราชใหม่ไว้เป็นนิมิตรหมายสร้างแรงกระตุ้น ที่จะเร่งปฏิกิริยาให้ตัวเองได้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าและก้าวข้ามผ่านคืนวันต่างๆ ไปได้ด้วยดี

พวกเราส่วนใหญ่มักตั้งปณิธานกันว่าจะละหมาดให้มากขึ้นกว่าเดิม จะเริ่มอ่านอัลกุรอานทุกวัน และจะพยายามจัดสรรเวลาไปร่วมฟังบรรยายศาสนาให้บ่อยขึ้นกว่าเดิม ก็ไม่ปฏิเสธว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายที่ดีงามทั้งสิ้น แต่กระนั้นเราจะสังเกตได้ว่า บ่อยครั้งที่ปณิธานเหล่านี้มักจะล้มเหลวไม่เป็นท่า ไม่ต่างจากอีกหลายปณิธานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตวิญญาณ สาเหตุก็ด้วยเพราะปณิธานของเราเหล่านั้นขาด “พลังขับเคลื่อน” นั่นเอง

การตัดสินใจเริ่มต้นหรือหยุดทำอะไรบางอย่างจะไม่มีคุณค่าหากเราไม่สร้างแรงกระตุ้นที่ดีไว้คอยผลักดัน ในขณะที่การเชื่อมั่นและศรัทธาอันแรงกล้าในการหยุดทำบางสิ่งหรือเริ่มต้นทำบางอย่างก็สำคัญไม่แพ้กัน

ยกตัวอย่างเช่น ลองถามตัวเราเองว่าทำไมเราจึงอยากอ่านอัลกุรอานทุกวัน? เราอยากทำมันเพื่อให้เกียรติคัมภีร์แห่งอัลลอฮและเพื่อให้ตัวเองได้เติบโตด้านจิตวิญญาณ หรือเราอยากทำเพราะเคยได้ยินว่ามันดีและเป็นสิ่งที่ใครๆ เขาก็ทำกัน? ลองถามตัวเองว่าทำไมเราจึงอยากลดน้ำหนัก? เพราะเราอยากดูแลสุขภาพตัวเองเพื่อให้เกียรติอัลลอฮผู้เป็นเจ้าของร่างกาย หรือเราอยากทำเพื่อสร้างความภาคภูมิใจในตัวเองหรือเพื่อเพิ่มเกียรติแก่ตัวเองเท่านั้น?

หากเราลองมามองย้อนกลับไปถึงแนวคิดของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) และมิตรสหายของท่านเมื่อครั้งที่พวกเขาตัดสินใจฮิจเราะห์ (อพยพ) ในครั้งนั้น เราจะพบว่า ปณิธานอันแนวแน่ของพวกเขา ณ ตอนนั้นคือพร้อมยอมทิ้งและเสียสละทุกอย่างในชีวิตเพื่อศาสนาอันเป็นที่รักเท่านั้น พวกเขามีศรัทธาอันมุ่งมั่นและความรักอันแรงกล้า มากจนทำให้การตัดสินใจฮิจเราะห์ในครั้งนั้นเป็นจริงในที่สุด

มุสลิมคือคนที่มุ่งมั่นและเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ

เป็นที่รู้กันดีว่าการอพยพของท่านนบีในครั้งนั้นคือจุดเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของอิสลามและประชาชาติมุสลิม จนมันได้รับเลือกให้เป็นเครื่องหมายแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่ในอิสลามเป็นเวลาต่อมา ตรงนี้จึงชี้ให้เห็นว่า การฮิจเราะห์นั้นสามารถสอนเราให้รู้จักบทเรียนอันล้ำค่า ในเรื่องของการเป็นคนที่สร้างคุณประโยชน์และมีประสิทธิภาพต่อสังคม

เมื่อการทารุณกรรมในมักกะฮ์เริ่มรุนแรงสาหัสมากขึ้นและบรรดาผู้บูชาเจว็ดต่างต้องการจะสังหารศาสนทูตแห่งอัลลอฮให้ได้ มลาอิกะฮ์ญิบรีลจึงนำสารคำบัญชาจากอัลลอฮ (ซ.บ.) มาบอกกับท่านศาสดาว่าพระองค์ได้อนุมัติให้ท่านศาสดาอพยพไปเมืองมาดีนะห์ได้แล้ว

จากตรงนี้เราจะเห็นว่า ในขณะที่การศรัทธาในการกำหนดของอัลลอฮ และการเชื่อมั่นว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือแผนการของอัลลอฮนั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่กระนั้น การรู้จักหาแนวทางป้องกันตนเองทุกวิถีทางนั้นก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันเลย

ฮิจเราะห์คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงสู่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มันคือบทเรียนอันทรงพลังที่ช่วยผลักดันให้เราเป็นคนที่สร้างคุณประโยชน์มากขึ้นและมุ่งมั่นจริงจังกับชีวิตบนโลกใบนี้ให้มากขึ้น มันคือบทเรียนที่สอนให้เรารู้จักการลงมือทำและการมองโลกในแง่บวกในเวลาเดียวกัน มันจึงจำเป็นที่เราต้องรู้จักนำเอาบทเรียนเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับปณิธานสู่ศักราชใหม่ของเราด้วยเช่นกัน

จงลงมือทำ แล้วเชื่อมั่นในอัลลอฮ

อีกหนึ่งบทเรียนที่เราสามารถตักตวงได้จากนัยยะของการฮิจเราะห์คือการตระหนักถึงความหมายของคำว่าสมดุล คือการรักษาสมดุลในชีวิตระหว่างการรู้จักมองหาแนวทางและการเชื่อมั่นในอัลลอฮผู้ทรงดูแล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับแนวทางที่มาพร้อมกับการหมั่นฝึกฝนและการรู้จักวิเคราะห์ประเมินการกระทำของเราเองอยู่ตลอดเวลา

เมื่อเรามีเป้าหมาย เราจำเป็นต้องบังคับตนเองให้รู้จักเตรียมตัวให้ดีที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมที่จะขอดุอาอ์ภาวนาต่ออัลลอฮให้มากราวกับว่าเราไม่มีหนทางอื่นใดอีกเลย

มันเป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การนำไปใคร่ครวญว่า ศักราชใหม่ในอิสลามนั้นไม่ได้เริ่มต้นด้วยวันประสูติของท่านนบีมูฮัมหมัด ดังเช่นคริสต์ศักราชที่เริ่มต้นด้วยวันประสูติของพระเยซู และมันก็ไม่ได้เริ่มต้นด้วยวันแรกที่พระเจ้าประทานวิวรณ์แก่ท่านนบีมูฮัมหมัดด้วยเช่นกัน หากแต่มันเริ่มต้นด้วยการอพยพที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเป้าหมายของท่านนบีมูฮัมหมัดจากเมืองมักกะห์สู่เมืองที่เราเรียกกันว่ามาดีนะห์ สิ่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งนัยยะที่สำคัญต่อการใคร่ครวญ

ฮิจเราะห์จึงเป็นตัวอย่างแห่งการศรัทธาที่เต็มเปี่ยมในพลังอำนาจของอัลลอฮผู้ยิ่งใหญ่ พร้อมๆ ไปกับการลงมือทำในสิ่งที่มนุษย์อย่างเราพึงกระทำ เพื่อไขว่คว้าซึ่งเป้าหมายที่ต้องการ

เราจะหยุดพักได้ไหม?

หากแก่นสำคัญของการฮิจเราะห์คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นฉันใด ปณิธานของเราก็ควรจะมีแก่นสารเดียวกันฉันนั้น การฮิจเราะห์และปณิธานของเราไม่ควรมีไว้เพื่อให้เราค้นหาที่ที่สุขสบายเพื่อให้เราได้นั่งพักและหยุดพัฒนาตัวเอง แต่หากมันควรจะเป็นการค้นหาสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เราเกิดความพยายามที่ต่อเนื่อง และเกิดการพัฒนาที่สร้างคุณประโยชน์ต่อไป สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เราไม่หยุดไว้เพียงแค่ “ฝัน” อยากจะเปลี่ยนแปลง แต่หากมันต้องเอื้อให้เราสามารถ”ลงมือทำ” ปณิธานที่วางไว้ได้สำเร็จ และเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่องจนถึงเป้าหมายที่วางไว้ในที่สุด

บทความนี้จึงเป็นบันทึกช่วยจำให้กับตัวเราทุกคนให้จริงจังกับปณิธานที่เราวาดหวังไว้ ว่าเราจะต้องรู้จักโฟกัส ไม่ลืมเป้าหมาย และทุ่มเทให้สุดความสามารถ เพราะแท้จริงแล้วการก้าวให้ไกลถึงความฝันและการเดินหน้าต่อไปของชีวิตนั้นคือล้วนเกี่ยวข้องกับการลงมือทำ การลงมือทำที่มาจากตัวเราเอง

ฉะนั้น จงอย่าลืมเป้าหมาย จงฝึกตัวเองให้อดทน จงคิดบวก และรู้จักมองโลกในแง่ดี และสิ่งสำคัญที่สุดคือ “จงผูกศรัทธาและการลงมือทำไว้ด้วยกัน” จงเดินทางออกสู่โลกกว้างแล้วสร้างปณิธานที่วาดหวังนั้นให้เป็นจริงด้วยการลงมือทำ

 

แปลและเรียบเรียงโดย : Andalas Farr
ที่มา : How Hijrah Can Inspire Your New Year Resolutions

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Andalas Farr

Andalas Farr

คุณแม่ลูกสามผู้หลงใหลงานแปลภาษาเป็นชีวิตจิตใจ และรักงานเขียน งานสอนที่เชิญชวนสู่เส้นทางแห่งความดี ไม่ได้เป็นลูกครึ่งแต่รู้สึกผูกพันกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ชนิดเห็นประโยคแล้วสมองต้องประมวลภาษาโดยอัตโนมัติ Andalas จบการศึกษาระดับปริญาตรีและโทคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับครอบครัว ลูก และตัวอักษร