fbpx

เนาวาล มีมิตรกิจ กับ ฮิญาบผืนแรกของโรงเรียนมัธยมชื่อดัง

ฮิญาบอยู่ที่มุมมองของเรา หากมองว่าฮิญาบคืออุปสรรคมันก็เป็นอุปสรรค แต่ถ้าเรามองว่าฮิญาบเป็นเรื่องง่ายดายมันก็จะง่ายดาย

ย้อนกลับไปประมาณ 8 ปีที่ก่อน เด็กผู้หญิงอายุ 12 ปี จากโรงเรียนบูรณาการศาสนาและสามัญต้องเริ่มต้นก้าวเข้าสู่สังคมของโรงเรียนสามัญในชั้นมัธยมต้น แน่นอนแค่การปรับตัวกับสังคมใหม่ สถานที่เรียนใหม่ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายสำหรับใครหลายคนในตอนอายุเท่ากับเธอ เนาวาล มีมิตรกิจ ก็เช่นกัน เธอเริ่มก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนมัธยมเหมือนกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันเป็นปกติ แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือเธอมียูนิฟอร์มไม่เหมือนเพื่อนคนอื่น ยูนิฟอร์มนี้มีชื่อเรียกว่า ฮิญาบ ซึ่งเป็นการแต่งกายตามหลักการของมุสลิม และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเธอ และฮิญาบผืนแรกของโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

“ปกติสมัยเด็กๆ เราก็คลุมฮิญาบมาโดยตลอด ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าต้องคลุมทำไม ต้องคลุมเพราะอะไร รู้แต่ว่าพ่อให้คลุมก็คลุม จนมาถึงชั้นประถมเราเรียนโรงเรียนศาสนาควบคู่สามัญสังคมของเราก็อยู่แต่กับชุดยูนิฟอร์มของฮิญาบ แต่ช่วงนั้นก็พอเข้าใจแล้วว่าทำไมต้องคลุมฮิญาบ คลุมเพราะเป็นคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺนะ เลยเลือกที่จะคลุมโดยเปลี่ยนความคิดจากตอนเด็กๆ ว่า คลุมเพราะพ่อให้คลุม”

 

จุดเริ่มต้นของฮิญาบผืนแรกในโรงเรียน

ด้วยความที่เราสอบติดโรงเรียนแห่งนี้ซึ่งค่อนข้างจะมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง ตอนนั้นแอบยอมรับว่าเรามีถอดใจเรื่องคลุมฮิญาบเหมือนกันเพราะด้วยกับในโรงเรียนแห่งนี้ยังไม่เคยมีใครคลุมฮิญาบ ไม่อยากเป็นจุดเด่นของใคร แอบกลัวทุกอย่างตามประสาเด็ก แต่พ่อกับแม่ไม่อยากให้ถอดฮิญาบเลยตัดสินใจเข้าไปพบกับ ผอ.โรงเรียนเรื่องการขอคลุมฮิญาบ เพื่อที่ตัวเราเองจะได้คลุมแล้วน้องๆ รุ่นต่อไปก็จะได้คลุมด้วย เมื่อเข้าไปพบ ผอ. เรื่องการขออนุญาตคลุมฮิญาบ สุดท้ายมันง่ายดายมาก ยังจำคำพูดของ ผอ. ได้เลยว่า “มันเป็นสิทธิในการแสดงออกของคุณ เราไม่ได้ปิดกั้นถ้าอยากจะคลุมก็คลุมมาได้เลย”

 

ฮิญาบผืนแรกในโรงเรียนใหม่

ช่วงเข้าแถวเราเริ่มรับรู้ได้เลยว่า สายตากว่า 4,000 คู่จับจ้องมาที่เรา พอเริ่มเข้าห้องเรียนแล้วทุกคนเริ่มทำความรู้จักกันก็เริ่มมีคำถามจากทั้งเพื่อนและครูว่า ทำไมต้องคลุม ไม่คลุมไม่ได้หรอ ถ้าเจอคนที่เข้าใจเราเขาจะให้เกียรติในความศรัทธาของเรา แต่สำหรับคนที่ไม่เข้าใจก็จะมีนำไปเปรียบเทียบกับเพื่อนมุสลิมคนอื่นซึ่งเจอคำถามนี้บ่อยมากว่าทำไมเขาไม่คลุมก็ได้ เพื่อความสบายใจทั้งสองฝ่ายเราไม่อยากตอบให้เพื่อนดูแย่ เราเลย ให้เขาไปถามเจ้าตัวเองดีกว่า เพราะถ้าเราตอบแล้วใช้คำพูดไม่ดีก็อาจทำให้เพื่อนดูไม่ดีไปด้วย เพราะสำหรับเรา เราแสดงออกมาแล้วว่าเราแสดงตัวตนอย่างไร ที่เหลือเราคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ที่เราจะต้องตอบ เลยโยนคำถามไปให้เพื่อนคนนั้นตอบดีกว่า

 

ฮิญาบ กับการใช้ชีวิตในโรงเรียน

ในตอนแรกเราขอตอบแบบไม่คิดเลยว่า เราคิดว่าฮิญาบต้องเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตในสังคมใหม่ของเราแน่ๆ เพราะเวลาเข้าหาเพื่อนๆ เราจะกังวลว่าเพื่อนจะโอเคกับเราไหม เพื่อนจะคิดกับเราอย่างไร กลายเป็นว่าเราจะคิดมากกับเรื่องที่เพื่อนจะเข้ามาหาเราหรือเราจะเข้าไปหาเพื่อน ในด้านการเรียนที่เรากังวลอย่างเช่นวิชาพละ เพราะต้องมีวิชากระบี่กระบอง มวยไทย หรือ ลีลาศ ซึ่งเราคิดว่าอย่างไรต้องเป็นอุปสรรคของเราแน่ แต่ในทางกลับกันมันง่ายดายมาก อาจารย์บอกกับเราว่าให้ทำที่เราสบายใจ เพราะมันต้องมีไหว้ครู อาจารย์ก็บอกกับเราว่าไม่ต้องพนมมือไหว้ก็ได้ แค่ทำท่าให้ถูกต้องก็พอ

 

อุปสรรคที่ผ่านมาได้

เราเคยเจอคำพูดต่างๆ นาๆ จากเพื่อนหรือตัวอาจารย์เอง มีครั้งหนึ่งครูคนหนึ่งถามเราว่าทำไมเธอต้องมาเรียนที่นี่ให้เกิดความแตกแยก ในซอยนี้ก็มีโรงเรียนสอนศาสนาทำไมไม่ไปเรียน ซึ่งเป็นคำพูดที่ทำให้เรารู้สึกท้อใจ แต่ในทางกลับกันก็มีอาจารย์อีกหลายๆ คน พูดให้กำลังใจเราว่าครูเห็นเธอคลุมผมแบบนี้ครูชอบมาก ดีแล้วที่เธอกล้ายืดหยัดและแสดงออก ทั้งๆ ที่เขาสองคนสอนวิชาเดียวกัน แต่ทัศนคติของเขาแตกต่างกันมาก เราเลยคิดว่าสุดท้ายแล้วเราห้ามความคิดใครไม่ได้ บางคนเห็นแค่เราคลุมฮิญาบก็ตัดสินเราไปแล้วว่าไม่ชอบเรา ก่อนที่สัมผัสตัวตนของเราจริงๆ แค่มีฮิญาบเขาก็แสดงออกว่าไม่ชอบเราไปแล้ว

 

กว่าจะผ่านจุดของการเริ่มต้น

ต้องยอมรับเลยว่าช่วงแรกของการเปิดเรียน กลับมาถึงบ้านร้องไห้ทุกวัน ร้องเป็นอาทิตย์ แต่ต้องขอบคุณกำลังใจและคำสั่งสอนจากที่บ้านที่ทำให้เราเข้มแข็ง เขาจะบอกเราเสมอว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป นี่คือบททดสอบ ถ้าเราไม่เข้มแข็งแล้วคนอื่นไม่สามารถคลุมฮิญาบได้ เราจะไม่เสียใจหรอ ลึกๆ แล้วมันยังมีสิ่งดีๆ ที่คอยให้เรามีกำลังใจ อย่างเรื่องเพื่อน ส่วนใหญ่เพื่อนจะไม่โอเคกับเราที่เราคลุมฮิญาบ แต่ก็จะมีเพื่อนที่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะอยู่ข้างเรา คอยรับฟัง เขาจะไม่มองเราที่ศาสนาหรือฮิญาบเลย เขาจะมองเราที่การกระทำเขาบอกว่าศาสนามันเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่มีสิทธิที่จะไปก้าวก่ายซึ่งกันและกัน

ความรู้สึกเมื่อมีรุ่นน้องคลุมฮิญาบเพิ่ม

รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมามันไม่สูญเปล่า มีคนเห็นความตั้งใจและดำเนินรอยตามสิ่งที่เราได้เริ่มไว้ เวลาเดินไปไหนละแวกโรงเรียน เคยมีคนถึงขั้นจอดรถถามเราว่า โรงเรียนนี้ให้คลุมฮิญาบแล้วหรอ ดีจังจะได้เอาลูกมาสมัครเรียนบ้าง พอนานวันเข้าก็เริ่มมีคนคลุมฮิญาบขึ้นเรื่อยๆ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ

 

ข่าวดี กำลังใจ และรางวัลตอบแทนจากพระผู้เป็นเจ้า

เมื่อเราเริ่มคลุมมาสักพักก็มีรุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งอยู่ ม.ปลาย ก็เปลี่ยนยูนิฟอร์มเป็นฮิญาบ เขาบอกกับเราว่าตอนแรกก็ไม่กล้าคลุม พอเขาเห็นเราคลุมเขาก็เลยเพิ่งรู้ว่าโรงเรียนอนุญาตให้คลุมฮิญาบได้ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องประทับใจจากฮิญาบผืนแรกของเราในโรงเรียนแห่งนี้ ที่ต้องการยืดหยัดเพื่อที่จะได้แต่งกายถูกต้องตามหลักศาสนา พอมีพี่คนนี้คลุมฮิญาบอีกหนึ่งคนความรู้สึกของเราก็เริ่มอบอุ่นขึ้นอุ่นใจขึ้น

แต่ที่น่าภูมิใจไปกว่านั้นคนถามต่างๆ ที่เพื่อนเคยถามว่าทำไมเราถึงคลุมอีกคนถึงไม่ได้คลุม แล้วเป็นคำถามที่เราไม่เคยตอบ แล้วคำถามนั้นกลับเป็นจุดเปลี่ยนให้กับเพื่อนของเรา คนนั้นเลือกที่จะคลุมฮิญาบเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย โดยไม่ใช่แค่การคลุมแค่ยูนิฟอร์มของนักศึกษามุสลิมเท่านั้น ยังรวมไปถึงยูนิฟอร์มในชีวิตประจำวันของเขาด้วย รวมถึงเขาได้ชวนคนในครอบครัวของเขาให้มาคลุมฮิญาบ ซึ่งอัลฮัมดุลิลลาฮฺ เขาก็พูดกับเราว่าที่เราโยนคำถามไปให้เขาตอบเขาก็จุกเหมือนกัน แต่เราก็เข้าใจเขา ณ ตอนนั้นว่ายังไม่พร้อมจริงๆ  ถือเป็นกำลังใจและของขวัญที่ดีจากอัลลอฮฺที่ส่งมาให้เราได้รับรู้ ว่าสิ่งที่เราทำมาตลอดระยะเวลา 6 ปีนั้นไม่เปล่าประโยชน์

ในส่วนของใครที่กำลังเริ่มต้นคลุมฮิญาบ อย่าคิดว่าฮิญาบคืออุปสรรคให้เรายึดมั่นและตั้งใจ จริงๆ แล้วมันไม่ได้มีอุปสรรคเลยคำว่า “อุปสรรค” ที่จริงมันก็คือ “บททดสอบ” จากอัลลอฮฺ ที่ทดสอบว่าเราจะอดทนกับมันได้นานแค่ไหน แต่ถ้าเราคิดว่ามันเป็นบททดสอบเราก็จะผ่านมันไปง่ายๆ เพราะเราเชื่อว่า อัลลอฮฺจะไม่ทดสอบบ่าวของพระองค์เกินกว่าที่คนๆ นั้นจะรับไหว ลึกๆ แล้วในเรื่องไม่ดีที่เราเจอมา อัลลอฮฺก็จะส่งสิ่งดีๆ ตามมาหลังจากนั้น แต่อยู่ที่เราว่าจะคิดได้หรือเปล่าว่านั่นคือสิ่งที่อัลลอฮฺคอยช่วยเหลือเรา

สุดท้ายแล้วตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา กับฮิญาบผืนแรกในโรงเรียนแห่งใหม่มันเป็นบทพิสูจน์แล้วว่า “ฮิญาบ” ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนและการคบเพื่อนต่างศาสนา พอรวมๆ แล้วเพื่อนทุกคนก็โอเคกับเรา เราก็ไม่ได้รู้สึกน้อยหน้าไปกว่าใครในห้อง แม้จะมีอุปสรรคเป็นบททดสอบ ที่เราต้องปล่อยให้เวลาและการกระทำของเราเป็นเครื่องพิสูจน์

 

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Nada Khongthon

Nada Khongthon