mount rinjani

เรื่องราวของหญิงสาวที่เดินทางไปพิชิต “รินจานี”
ยอดเขาที่สูงเป็นอันดับ 2 ของอินโดนีเซีย

แม้ว่าจะเจ็บตัวร่างพังจนทำให้เดินแทบไม่ได้เป็นสัปดาห์จากทริปปีนเขาคินาบาลูครั้งก่อนก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกเข็ดกับการปีนเขาเลยสักนิด แต่มันกลับจุดประกายการท่องเที่ยวแบบใหม่ให้กับเรา ทำให้จุดหมายปลายทางในการเที่ยวในครั้งต่อๆ ไปเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง การปีนเขาทำให้รสชาติการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทวีคูณ ทำให้เรารู้ว่าร่างกายของเราแข็งแรงขนาดไหน อดทนกับความลำบาก ความสกปรก ความไม่สะดวกสบายได้แค่ไหน และที่สำคัญที่สุดคือจิตใจ ว่าเราจะชนะใจตัวเองเพื่อขึ้นถึงยอด summit ได้หรือไม่

หลังจากทริปคินาบาลูเมื่อเดือนมีนาคมผ่านไป ไฟในการปีนเขายังคงอยู่ทำให้เราค้นหายอดเขาในระดับใกล้เคียงกันเพื่อพิชิตอีกครั้ง “รินจานี” เกาะลอมบอก ประเทศอินโดนีเซีย คือภูเขาลูกต่อไปที่เราเลือก บอกตรงๆ ตอนแรกยังไม่คุ้นหูภูเขาไฟลูกนี้เลย ได้ยินแต่โบรโม่ แต่จากการหาข้อมูลไปเรื่อยๆ ตามเพจท่องเที่ยวแนวผจญภัย มีคนแนะนำที่นี่เยอะพอสมควร เดินทางง่าย แถมความสนุกความโหดก็มากด้วยเช่นกัน เลยตัดสินใจเลือกที่นี่ หลังจากนั้นก็ตามหาสมาชิกผู้สนใจร่วมทริป และครั้งนี้ก็ได้สมาชิกมากกว่าที่คาดไว้คือ 8 คน แถมบางคนก็ยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แค่อยากปีนเขาเหมือนกัน เลยตัดสินใจกันอย่างรวดเร็วมาก

 โฉมหน้าสมาชิกทั้ง 8 คนที่แทบไม่มีประสบการณ์ปีนเขาเลย

“ภูเขาไฟรินจานี” ตั้งอยู่บนเกาะลอมบอก ใกล้เกาะบาหลี มีฉายาว่าราชินีแห่งลอมบอก เป็นภูเขาที่สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศอินโดนีเซีย และเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับอีกด้วย หลังจากหาข้อมูลมาพอสมควรทำให้รู้ว่าการปีนเขาที่นี่ไม่ได้ง่ายเลย แม้ว่าจะมีความสูงแค่ 3,726 เมตรจากระดับน้ำทะเลเมื่อเทียบกับ คินาบาลูที่มีความสูง 4,095 เมตร แต่ความยากในการเดินบอกเลยว่ายากกว่าหลายเท่ามากๆ หลังจากอ่านรีวิวมาหลายๆ เพจ ได้ข้อสรุปว่าถ้าหากมีเวลาและงบถึงควรเลือกทริป 4 วัน 3 คืน จะดีที่สุด เพราะจะได้ดื่มด่ำกับวิวข้างทางให้เต็มอิ่มและไม่หนักจนเกินไป เพราะวันที่เราต้องขึ้นยอดเขาวันที่ 2 จะเป็นวันที่เดินเยอะมากที่สุด นอกจากนี้การเลือกเอเยนต์ทัวร์ก็สำคัญมากเช่นกัน พวกเราตกลงกันว่าจะเลือกเอเยนต์ทัวร์ที่บริการดีเป็นอันดับต้นๆ และต้องมีเต๊นท์ห้องน้ำไม่อย่างนั้นคงต้องกลับคืนสู่วิถีธรรมชาติแน่นอน เราจึงหาข้อมูลจากหลายๆ เพจและหลายๆ กระทู้ท่องเที่ยวต่างก็แนะนำเอเยนต์ทัวร์จาก Rudy Trekker เป็นลำดับต้นๆ พร้อมอ่านรีวิวจาก Trip Advisor ยิ่งมั่นใจ เพราะคะแนนรีวิวสูงมาก แม้ว่าราคาจะสูงไปซักหน่อยถ้าเทียบกับเจ้าอื่น แต่บอกเลยว่าคุ้มค่าสุดๆ ทั้งบริการตลอดเส้นทางตั้งแต่วันแรกที่สนามบินจนวันสุดท้าย (หากใครสนใจแนะนำจริงๆ เลยจากใจ) หลังจากทำการจองเสร็จสรรพพวกเราก็ต้องเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย เพราะทริปนี้จะต้องใช้ร่างกายอย่างหนัก ระยะทางรวมทั้งสิ้นประมาณ 37.5 กิโลเมตร ใครจะไปเที่ยวก็ขอให้ออกกำลังกายล่วงหน้าเตรียมความพร้อมไปเลย 2-3 เดือน หากเป็นคนไม่ค่อยออกกำลังกายนะยิ่งต้องเน้น ไม่งั้น เดี้ยงชัวร์ เห็นตามทางมาหลายคนเลยที่โดนไกด์ทั้งลาก ทั้งดึง บางคนเดินทั้งน้ำตาก็มี ฉะนั้นร่างกายต้องพร้อม อย่าประมาทเด็ดขาด

ออกเดินทาง

การเดินทางไปอินโดนีเซียไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เราเดินทางจากไทยไป KL นั่งเครื่องไปลงที่เกาะลอมบอก แต่!!! ระยะทางจากสนามบินลอมบอกไปถึงบริษัททัวร์ที่หมู่บ้าน Senaru ต้องใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมง ทางคดเคี้ยวมากๆ ใครเมารถต้องควักยาดมกันเลย ไฟลท์บินของเราไปถึงตอนเกือบๆ 1 ทุ่ม ออกจากสนามบินไปถึงที่พักที่บริษัทคืนแรกก็เกือบ 5 ทุ่ม แถมเมื่อไปถึงก็ต้องประชุมย่อยกับทีมงานบริษัทเพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการปีนเขาอีก กว่าจะเข้าพักก็เกือบตี 1 และ 6 โมงเช้าต้องเตรียมตัวออกไปปีนเขา แค่วันแรกก็สะบักสะบอมแล้ว

mount rinjani

รวมพลทำความรู้จักกันครั้งแรก 8 คนที่สนามบิน KLIA

 

mount rinjani

มาถึงบริษัท 5 ทุ่มกว่าก็ยังนอนไม่ได้ ต้องฟังคุณ Rudy เจ้าของบริษัทอธิบายทริปคร่าวๆก่อน

 

วันที่ 1 : Sembalan Village (1,150 ม.) – Sembalan Crater Rim (2,639 ม.) mount rinjani

แชะแรกก่อนออกเดินทาง ยังยิ้มกันหน้าแป้นเชียว

หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จประมาณ 7 โมงเช้าพวกเราก็จัดกระเป๋าที่จะแบกเองและให้ลูกหาบแบก (วันละ 20 us dollar/ 30 กิโล หารๆ กัน) จ้างเถอะนะหากไม่ฟิตพอ เพราะมันเหนื่อยมากจริงๆ หลังจากนั้นพวกเราก็นั่งรถตู้ไปที่จุดเริ่มปีนเขา คือที่หมู่บ้าน Sembalan ใช้เวลาประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง หลังจากลงทะเบียนแล้ว พวกเราก็ฟังคำแนะนำจากไกด์ก่อนเริ่มปีนเขา ทีมของเราประกอบด้วยสมาชิกปีนเขา 8 คน ไกด์ 2 คน ลูกหาบ 8 คน รวมแล้ว 18 คน นับว่าเป็นทีมที่ใหญ่พอสมควรช่วงแรกที่เดินจะเป็นป่าสะวันน่าแต่ยอดเขารินจานีก็ตั้งตระหง่านให้เราเชยชม

mount rinjani

เดินไปเรื่อยๆค่ะ ปลายทางคือภูเขาข้างหน้าเอ๊งงง

เส้นทางช่วงนี้อากาศค่อนข้างร้อนมาก ไกด์จะแจกน้ำดื่มให้คนละ 3 ลิตร/วัน ซึ่งเราต้องแบกเองนะ เดินไปดื่มไป ระหว่างทางไม่มีห้องน้ำถ้าใครเกิดมีธุระด่วนขึ้นมา ก็ต้องกลับสู่วิถีธรรมชาติกันเลย ช่วงแรกๆ ที่เดิน ทุกคนยังคงมีรอยยิ้มที่สดใส ผ่านไปซักชั่วโมง กลุ่มของเราก็แตกกระจายไปตามความเร็วของแต่ละคน สนทนากันน้อยลง รู้สึกเริ่มเหนื่อยแถมอากาศก็ร้อนด้วย ทางเดินเป็นเนินที่ยังคงเดินไม่ยากซักเท่าไหร่มีชันบ้างราบบ้าง แต่ก็เริ่มเห็นคนหยุดพักเป็นระยะๆ เมื่อเดินไปถึงจุดพักแรก POS1 ก็ได้นั่งพัก ดื่มน้ำ พักขาคลายเมื่อยนิดหน่อย มีร้านค้าตั้งเต๊นท์ขายของกิน น้ำอัดลมเป็นเหมือน 7-11 เคลื่อนที่

mount rinjani

ติ๊งต่องงง รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มมั้ยค้า

เมื่อพักเรียบร้อยก็เริ่มเดินทางต่อไปที่ POS2 เพื่อรับประทานอาหารเที่ยงกัน สภาพที่เห็น POS2 ครั้งแรกถึงกับผงะ เพราะสภาพเหมือนค่ายผู้อพยพที่มีคนหลากหลายเชื้อชาตินั่งกระจายกันเต็มพื้นที่ บ้างก็นั่งพื้น บ้างก็นั่งในเต๊นท์ บางบริษัทที่ดีๆ หน่อยก็จะมีโต๊ะทานข้าวกางพร้อมซึ่งก็คือของพวกเราเอง (ฮา) ตอนไปนั่งที่โต๊ะก็จะเห็นลูกหาบทั้ง 8 คนของพวกเรากำลังสาละวนเตรียมอาหารให้ เมื่อถึงเวลาเสิร์ฟก็ทำให้พวกเราอึ้งเพราะอาหารดีมากๆ มีการห่อช้อนส้อมด้วยทิชชู่ และผลไม้ถูกปอกตัดเป็นชิ้นเรียงอย่างสวยงาม

mount rinjani

นี่ไม่ได้มาปิกนิกไฮโซกันนะคะ

หลังจากพักรับประทานอาหารเสร็จก็ต้องรีบออกเดินทางไปพักที่ POS3 แต่ละคนเริ่มออกอาการเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างทางก็เห็นนักท่องเที่ยวสาวเอเชียคนหนึ่งโดนไกด์ทั้งลากทั้งจูงขึ้นเนิน เธอมีเสียงโอดโอยตลอดทาง ซึ่งดูท่าทางแล้วไกด์ก็เหนื่อยไม่แพ้นักท่องเที่ยวสาวคนนั้นเลย เพราะตอนนั่งพัก ทั่งคู่ดูเหนื่อยหอบมาก ใครจะมาต้องฟิตร่างกายให้ดีนะ ระหว่างทางที่เดินขึ้นไปจุดที่ตั้งแคมป์เริ่มมีหมอกมากขึ้นเรื่อยๆ วิวข้างทางสวยงามมาก ยิ่งเห็นหมอกเคลื่อนตัวเร็วในหุบเขาพร้อมไอเย็นๆ ที่กระทบหน้าทำให้รู้สึกสดชื่นจริงๆ

mount rinjani

เห็นวิวแล้วหายเหนื่อยเลยค่ะ

กว่าจะมาถึงแคมป์ที่ Sembalan Crater Rim ก็เป็นเวลาเย็นๆ ที่พระอาทิตย์เริ่มจะตกดิน แสงสีสวยมากๆ ตอนไปถึงมีกลุ่มนักท่องเที่ยวฝรั่งเต็มบริเวณเลย พวกนี้เดินเร็วมากๆๆ พอไปถึงที่กางเต็นท์ของพวกเรา ก็รีบวิ่งเข้าเต๊นท์พักทันที เมื่อยมากๆ แล้วก็นั่งรออาหารเย็น หลังจากนั้นก็รีบเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำเพื่อตื่นอีกทีตี 2 เพื่อขึ้นยอดกัน จะบอกว่านอนบนเขาที่นี่ เห็นทางช้างเผือกทุกคืนเลยล่ะ สวยมาก

mount rinjani

ที่นอนของเราคืนนี้

วันที่ 2 จาก Sembalan Crater Rim (2,639 ม.) – Summit (3,726 ม.)

ทุกคนนอนไม่ค่อยจะหลับ เพราะได้ยินเสียงคนเดินผ่านเต็นท์ตลอดตั้งแต่เที่ยงคืนน่าจะได้ ยิ่งเดินขึ้นเร็วก็มีโอกาสเห็นพระอาทิตย์บนยอดเขาได้ทัน จำวันแรกที่เอเยนต์ทัวร์บอกว่าใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก็ถึงยอด summit(เอ๊ะ!!แต่จากที่อ่านๆ รีวิวมา นั่นเป็นสปีดของฝรั่งจ้า เอเชียขาสั้นแบบพวกเราไม่ทันหรอกนอกจากฟิตสุดๆ จะมีก็แต่น้องชายเราคนเดียวที่สามารถถึงยอดได้ใน 3 ชั่วโมง ทันเห็นพระอาทิตย์ขึ้นด้วย) พวกเราตื่นมาทานอาหารเล็กน้อยเพิ่มพลังงานก่อนเริ่มออกเดินประมาณตี 3 ตอนนี้อากาศหนาวมาก มองขึ้นไป มีคนเดินขึ้นไปกันเยอะแล้ว เดินไปซักพักก็เริ่มเหนื่อย อากาศก็หนาวมากขึ้นเรื่อยๆ แถมมืดมาก บางช่วงทางก็แคบ เดินไปไม่กี่เมตรก็หยุดพักเป็นระยะ แอบดูพวกฝรั่งก้าวยาวมาก เดินกันเร็วสุดๆ แถมไม่ค่อยใช้ไม้ปีนเขากันด้วย (ในขณะที่เราถือไม้ปีนเขาทั้ง 2 มือ) ตอนนี้กลุ่มพวกเราเดินแยกกันแล้ว แต่จะมีไกด์ 2 คน และลูกหาบ 2 คนเดินดูแลพวกเรากระจายๆ กันไปตามความเร็วของแต่ละคน

mount rinjani

เส้นทางของเราในวันนี้ ฮึบๆ

การเดินขึ้นยอดเขาเป็นอะไรที่ทำให้เกือบถอดใจไม่รู้กี่ครั้งเพราะทางเดินเป็นดินทราย เดินลำบากและลื่นมาก ถึงแม้ความสูงจะน้อยกว่าคินาบาลู แต่มันเดินยากกว่ามากๆ แบบเทียบไม่ได้ โดยเฉพาะ 700 เมตรสุดท้ายที่เรียกกันว่าเนินวัดใจ อ่านรีวิวมามากว่าเป็นจุดที่ทำให้คนหลายๆ คนถอดใจมาแล้ว ดูเหมือนเป็นระยะทางสั้นๆ แต่ด้วยความที่เป็นหินภูเขาไฟร่วนๆ ทำให้เดินยากมากที่สุด เพราะเดินไป 2 ก้าว จะไถลกลับมา 1 ก้าว เท้าก็จมหินต้องถอดมาเคาะบ่อยๆ ลื่นล้มกันไม่รู้กี่ตลบแถมต้องระวังเหวข้างๆ อีก เหนื่อยจนบอกไม่ถูก

mount rinjani

ก้าวขึ้น 2 ก้าว จะไถลลงมา 1 ก้าว…..ฮือๆๆ

มองขึ้นไปเห็นแต่ละคนอยู่ในสภาพไม่แตกต่างกัน เดินแล้วพัก เดินแล้วหยุดนั่ง บางคนลงไปนอนเลยตลกมาก เราเดินนับทีละ 20 ก้าวแล้วหยุด มันทรมานสุดๆ ยิ่งพอเห็นพวกฝรั่งกลุ่มใหญ่เดินสวนลงมาแล้วเกือบจะยอมแพ้ เพราะพวกเขากลับลงไปแล้วในขณะที่เรายังไปไม่ถึงไหน ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า จะกี่ชั่วโมงก็จะเดินไปที่ยอด summit ให้ได้ และแล้วในที่สุดเราก็ใช้เวลาเกือบ 5 ชั่วโมงถึงยอดในเวลาเกือบๆ 8 โมงเช้า ซึ่งไม่ทันดูพระอาทิตย์ขึ้นอย่างที่คาดเลย แต่ภูมิใจมากที่อย่างน้อยก็เอาชนะใจตัวเองขึ้นมาได้

mount rinjani

ในทีสุด!!!!

นั่งหนาวบนยอดได้ซักพักก็ได้เวลาลงไปที่แค้มป์ เพราะต้องรีบทานอาหารเช้าและออกเดินทางลงไปจุดพักคืนที่ 2 คือที่ Segara Anak Lake ( 2,008 เมตร) หลังจากทุกคนลงมาทานอาหารเช้ากันครบแล้วก็ได้เวลาเดินกันอีกรอบ คราวนี้ทางเดินจะมีหลายรูปแบบมาก ทั้งหน้าผา ริมเหว ต้องใช้ทักษะการปีนป่ายอย่างสุดความสามารถ เพราะไกด์บอกว่าระหว่างทางเคยมีคนพลัดตกเหวเสียชีวิตแล้ว ไกด์ของเราดูแลดีมากๆ เตือนพวกเราตลอดเวลาว่าห้ามประมาทเด็ดขาด

mount rinjani

เดินเกาะหน้าผาไปค่ะ

ไกด์เราจะมีคนเดินนำและคนปิดท้ายดูแลตลอดทาง ส่วนลูกหาบทั้ง 8 คนจะเป็นพวกที่เดินนำหน้าไปจับจองที่กางเต๊นท์ พวกนี้เดินตัวปลิวมืออาชีพมาก ขนาดเป็นหน้าผาหินแคบๆ ยังสามารถทรงตัวเดินแบบไม่สะทกสะท้านด้วยกับรองเท้าแตะคีบแถมบางคนก็เดินเท้าเปล่าไปเลย พวกเราใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมงมาถึงที่ Lake พักเหนื่อยกันซักครู่ไกด์ก็พาเราไปแช่น้ำคลายกล้ามเนื้อที่ Hot spring ใกล้ๆ กับที่พัก น้ำร้อนๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ดีจริงๆ แต่ทุกคนก็ไม่ได้อาบน้ำกันอยู่ดีเพราะเริ่มชินกับการซักแห้ง ที่จริงจุดตั้งแค้มป์ที่นี่ดีมาก เสียอย่างเดียวที่ขยะเยอะมากจริงๆ ตั้งแต่เริมปีนเขาวันแรกก็เห็นขยะตลอดทางเลย ทำให้รู้สึกเสียบรรยากาศไปพอสมควร นอกจากขยะแล้ว อีกอย่างที่เป็นปัญหาใหญ่มากคือ ห้องน้ำตามธรรมชาติที่มีให้เห็นตลอดทาง หากเป็นคนรักสะอาดสุดๆ อาจมีคลื่นไส้ได้ เพราะตลอดการเที่ยว 4 วันนี้จะเห็นร่องรอยแห่งอารยะธรรมจนชินตาไปเลย

 

วันที่ 3 Segara Anak Lake (2,008 ม.) – Senaru Crater Rim (2,641 ม.)

เนื่องจากว่าเราเลือกทริป 4 วัน 3 คืน วันนี้ก็จะสบายๆ ไม่รีบมาก มีเวลาเดินถ่ายรูปแถว Lake และภูเขาเยอะหน่อย ซึงถ้าไม่ได้พักที่นี่จะเสียดายมาก (ทริปอื่นจะไม่ได้ค้างคืนที่นี่เพราะมีเวลาไม่พอ)

mount rinjani

ตื่นมาได้ถ่ายรูปชิวๆ ไม่ต้องรีบ

ซักพักไกด์มาบอกให้เริ่มออกเดินทางให้เร็วกว่าแผนเพราะกลัวว่าจะไม่มีที่กางเต๊นท์บน Senaru Crater Rim เนื่องจากที่นั่นจะเป็นจุดพักสุดท้ายของเกือบทุกกลุ่ม หลังจากทานอาหารเช้ากันแล้ว พวกเราก็เริ่มออกเดินทางเกือบๆ 10 โมง ทางเดินไปจุดพักลำบากมากเหมือนเคย หลายครั้งต้องเก็บไม้ปีนเขาและใช้ 2 มือ 2 เท้าปีนป่ายไปตามหิน แต่วิวบนบริเวณที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ก็สวยมากจนต้องหยุดถ่ายรูปกันบ่อยๆ ตลอดเวลาที่เดิน ไกด์จะเตือนสติทุกคนให้ระวังตัว ไม่ประมาท ถ้าหากจะคุยกันก็อย่าหันหน้าคุย เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา ทางเดินบางที่ก็แคบเหลือเกินจนต้องเดินตัวลีบเหมือนแพะภูเขา

mount rinjani

ถ้าแปลงร่างเป็นแพะภูเขาได้ก็คงดี

วันนี้เราใช้เวลาไม่นานก็ถึงบริเวณตั้งแคมป์ประมาณบ่ายโมง และได้จุดพักที่ดีที่สุด เพราะฝีมือลูกหาบของพวกเราที่เดินล่วงหน้ามาจับจองพื้นที่ จนกรุ๊ปหลังๆ ที่มาถึงได้แต่มองด้วยความอิจฉา ถ้าหากพวกเราตัดสินใจออกมาช้า อาจจะไม่ได้พักที่นี่และต้องเดินลงไปหาที่พักที่อื่นอีก (โชคดีจริงๆ) วันนี้พวกเราได้พักยาวรอเวลาพระอาทิตย์ตกดิน นั่งพูดคุยกันกลางแดดจ้า 3-4 ชั่วโมงโดยไม่สะทกสะท้านอะไรเลยสงสัยจะชินกับแดดเผาไปแล้วเรียบร้อย บนนี้เราจะสามารถมองเห็นเกาะบาหลีได้ ทิวทัศน์สองฝั่งของสันเขาสวยงามแตกต่างกันมาก เมื่อตกเย็นพระอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำลง เป็นภาพที่สวยงามจริงๆ นักท่องเที่ยวจับจองพื้นที่ถ่ายรูปกันเต็มบริเวณ คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่จะอยู่บนเขาแล้ว รู้สึกใจหายเหมือนกัน

mount rinjani

คืนสุดท้ายบนเขาแล้ว

แม้ว่าร่างกายแต่ละคนจะสะบักสะบอมขนาดไหน สมาชิกบางคนเข่าบิดตอนเดินลงจากยอด บางคนล้มจนได้เลือด นิ้วเท้าพอง เพื่อนคนหนึ่งบอกว่าตอนเดินลงจากยอดลื่นล้มประมาณเกือบ 20 ครั้ง แต่ทุกคนก็มีความสุขและสนุกมากจริงๆ

 

วันที่ 4 Senaru Crater Rim (2,641 ม.) – Senaru Village (601 ม.)

วันสุดท้ายของการเดินทาง วันนี้ตื่นแต่เช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมทานอาหารเช้าก่อนเก็บของทุกอย่างลงเขา พวกเราออกเดินทางประมาณ 7 โมงเช้า และต้องพยายามทำเวลาให้ถึงปลายทางประมาณบ่ายๆ เพราะต้องนั่งรถต่อไปยังที่พักในเมืองประมาณ 4 ชั่วโมง ทางเดินลงเขาก็ยังไม่ง่ายเหมือนเดิม สรุปว่าทั้งทริปแทบจะไม่เจอการเดินที่สบายเลย ทางเดินลงเขาช่วงแรกเป็นเนินที่ค่อนข้างชันและเป็นโขดหินที่ถ้าเหยียบพลาดก็อาจกลิ้งตกเขาได้บางช่วงก็เป็นเนินทรายที่ลื่นมากๆ และฝุ่นคลุ้งกระจาย ฉะนั้นต้องเตรียมผ้าปิดปากให้ดี เพราะตอนที่ลงมามีนักท่องเที่ยวเดินลงมาพร้อมๆ กันเยอะมาก และบางจังหวะต้องวิ่งเรียงแถวกัน ฝุ่นกระจายทั่วพื้นที่เลย ช่วงสุดท้ายของการเดินลงมาเป็นเขตป่าที่มีต้นไม้ใหญ่ค่อนข้างเย็นสบาย พวกเราหยุดพักทานข้าวเที่ยงเป็นมื้อสุดท้ายและเดินอีกไม่นานก็ถึงประตูทางออก ใช้เวลารวมทั้งสิ้นประมาณ 5 ชั่วโมง รถตู้มารอรับพวกเราแล้วเดินทางไปที่บริษัทเพื่อเก็บข้าวของที่ฝากไว้ ก่อนจากพวกเราก็ได้ถ่ายรูปร่วมกับทีมงานทุกคนที่ร่วมทริปด้วยกัน พวกเราทุกคนประทับใจในการบริการมากๆ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย ทุกคนสุภาพเรียบร้อยมาก

mount rinjani

โฉมหน้าทีมปีนเขาของเราค่า

และที่ชอบเป็นพิเศษคือนโยบายของเอเยนต์ทัวร์ที่ให้ไกด์และลูกหาบเก็บขยะทุกชิ้นของพวกเราลงมาทิ้งด้านล่าง ตอนขาลงเห็นไกด์ของเราถือถุงขยะใบใหญ่เก็บขยะตลอดทางเลย นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่เลือกใช้บริการบริษัทนี้เพราะเค้าคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย

สรุป

ทริปนี้เป็นทริปที่โหดมากแต่ได้เตรียมตัวเตรียมใจตั้งแต่ตัดสินใจเลือกปีนเขาที่นี่ แทบจะไม่เจอทางเดินสบายๆ เลย แดดร้อนมากต้องทาครีมกันแดดเยอะๆ เตรียมผ้าปิดปาก แว่นกันแดดและหมวกให้พร้อม รองเท้าปีนเขาและไม้ปีนเขาสำคัญมากมันจะช่วยคุณอย่างยิ่งโดยเฉพาะตอนเดินขึ้นเนินวัดใจ แต่ละวันต้องใช้เวลาเดินค่อนข้างเยอะ ร่างกายต้องฟิตมาให้พร้อม และที่สำคัญจะไม่ได้อาบน้ำเลยตลอดทริป ตอนแรกคิดว่าจะอยู่ได้ยังไง แต่ไปๆ มาๆ ชินซะงั้น ฮ่าๆ

การเลือกเอเยนต์ทัวร์ ควรเลือกแบบ Private Group จะได้การดูแลแบบส่วนตัว ไม่แนะนำการแชร์กรุ๊ปกับนักท่องเที่ยวอื่น ราคาถูกก็จริง แต่คุณอาจต้องร่วมทีมกับแก๊งค์ฝรั่งตัวใหญ่ๆ ที่แข็งแรงกว่าพวกเรา ก้าวเท้ายาวกว่าพวกอาเซียนอย่างพวกเราไม่รู้กี่เท่า เพราะเราอาจไปถ่วงเวลาของเค้าได้ หากไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณอยากให้เลือกเอเยนต์ทัวร์ดีๆ เช่นบริษัทของเรา ราคาอาจสูงไปนิด แต่สิ่งที่ได้กลับมาคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ของว่าง เครื่องดื่ม ที่นอน เต๊นท์ห้องน้ำ ขนาดต้องจ่ายค่าทิปและค่าจ้างหาบของแยกจากราคาทัวร์ก็ยังไม่รู้สึกเสียดายเลยจริงๆ

สิ่งที่ต้องทำใจคือเรื่องความสะอาด จะเจอขยะทุกที่ สกปรกมาก และเรื่องห้องน้ำ อืมมม อย่าพูดถึงเลยดีกว่า ถึงแม้ว่าจะมีแต่ก็ใช้ไม่ได้สภาพเหมือนบ้านผีสิงมากกว่า ฉะนั้นทุกที่คือห้องน้ำหมด ถ้าเดินพลาดอาจเจอกับระเบิดโดยไม่ทันตั้งตัว (T_T)   น่าเสียดายที่เค้ายังไม่มีการจัดการที่ดีเพราะสถานที่ท่องเที่ยวของเขาดีและสวยมากๆ

กลับจากปีนเขาครั้งนี้ ถามว่าเข็ดมั้ยตอบเลยว่าไม่ กลับยิ่งหลงใหลการปีนเขาขึ้นไปอีก เพื่อนๆ ทุกคนในกลุ่มก็ติดใจและอยากหาที่ใหม่ๆ ไปลอง ถึงแม้ว่าจะเจ็บตัว ปวดขา ได้แผลกันบ้าง  เพราะการได้ทำอะไรที่ท้าทายความสามารถเป็นอะไรที่ทำให้การท่องเที่ยวมีสีสันและสนุกมากจนลืมการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ ไปเลย

mount rinjani

 

บันทึกเรื่องราวและภาพโดย : Husna Sulaiman

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts Author website

Halal Life

Halal Life

Halal Life Magazine เว็บไซต์แม๊กกาซีนที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งวิถีชีวิตของมุสลิมที่มีไลฟสไตล์ในแบบฮาลาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การแนะนำร้านอาหารฮาลาล และการเดินทางท่องเที่ยวแบบฮาลาล

ปิดโหมดสีเทา