จากคนที่ไม่ได้รักการอ่านเท่าไหร่นัก กลับกลายมาเป็นคนที่ชอบหนังสือและการเขียนบันทึก ด้วยความที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของยุพิน หะสัน หรือ “จูต้า” อาจารย์สอนวิชาโฆษณาและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ที่ต้องทำการศึกษาด้วยการ “อ่าน” เพื่อต่อยอดความรู้ของตนเองตลอดเวลา การอ่านของจูต้าจึงเสมือนเป็นอาชีพ เป็นหน้าที่ เป็นการงานที่ต้องทำ จนเกิดการหลงรักการอ่านอย่างไม่รู้ตัว

และนี่หนังสือ 5 เล่มที่จูต้ามาแนะนำในวันนี้ นับเป็นหนังสือเล่มแรกๆ ที่เธอเริ่มอ่านจนทำให้เกิดความหลงใหลในตัวหนังสือ และอยากจะบอกต่อไปยังคนอื่นๆ ไม่แน่ว่า…รีวิวสั้นๆ ของเธอนี้ อาจจะเป็นการจุดประกายเล็กๆ ในการรักการอ่านให้กับใครสักคนก็เป็นได้

 

  1. ต้นส้มแสนรัก

หากอ่านเรื่องนี้แล้วทำให้คุณน้ำหูน้ำตาไหลออกมาอย่างพร่างพรู เป็นไปได้หรือไม่ว่า การให้ความสำคัญกับวัยเด็กและประสบการณ์บางอย่างที่เซเซ่พบเจอนั้น อาจคล้ายกับประสบการณ์ที่เราเคยพบเจอมาในวัยเด็กเช่นกัน ตอนเด็กๆ คุณเล่นอะไร เล่นกับใคร ถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร พ่อแม่ทำอาชีพอะไร มีพี่น้องกี่คน ประสบการณ์ในวัยเด็กอาจะเป็นตัวกำหนดบุคลิกภาพ นิสัยใจคอ และทัศนคติที่มีอยู่ในปัจจุบันก็เป็นได้

เมื่ออ่านเรื่องนี้แล้ว ทำให้ผู้ใหญ่อย่างเรามีความละเอียดอ่อนกับความคิดอ่านและจินตนาการของเด็กมากขึ้น เราอาจจะเปิดใจรับฟังในสิ่งที่พวกเขาพูดออกมา และหากเราจะโลดแล่นอยู่ในจินตนาการร่วมกับเด็กๆ นั่นก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะนอกจะช่วยส่งเสริมความใกล้ชิดสนิทสนมกับเด็กในครอบครัวแล้ว เราอาจจะถูกเด็กๆ ปลุกขึ้นมาจากความจริงที่น่าหดหู่ใจ เสมือนดินแห้งๆ ที่ขาดแคลนความชุ่มชื้นจากหยดน้ำเป็นเวลานาน จิตนาการเหล่านี้แหละ ที่ทำให้เรามีจิตวิญญาณและเกิดรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากได้ เหมือนหลานสาวตัวน้อยบอกกับข้าพเจ้าว่า “ดูสิ…ดวงอาทิตย์ยิ้มให้นัสนีนด้วย”

 

  1. เกาะโลมาสีน้ำเงิน

อย่าปล่อยฉันไว้ให้อยู่ลำพัง เหมือนเช่นชีวิตของการานาที่ถูกทิ้งให้อยู่บนเกาะโลมาสีน้ำเงิน        สภาพของคนถูกทิ้ง จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ มันก็เจ็บปวดหัวใจพอๆ กัน แต่จะทำไงได้ ในเมื่อโดนทิ้งแล้ว จะปล่อยให้ชีวิตหมดอาลัยตายอยากแล้วนอนแห้งตายบนเกาะอย่างโดดเดี่ยว ก็คงจะเสียดายที่เกิดมาเป็นมนุษย์ผู้มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเป็นแน่แท้ การานาจึงไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา สามารถใช้ชีวิตอยู่บนเกาะได้นานหลายปี แล้วจึงมีคนมาช่วยออกไป และดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะมีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงด้วยสิ…ยิ่งอ่านก็จะยิ่งได้อรรถรส

การถูกจองจำอยู่ในพื้นที่เล็กๆ วนเวียนว่ายอยู่อย่างนั้น หาทางออกไม่ได้ คิดไปคิดมาก็ย้ำ วนกลับมาที่เก่า ข้าพเจ้าไม่ได้พูดถึงการานาแต่พูดถึงตัวเอง ที่บางครั้งเราเองก็ไม่ได้ต่างจากสาวน้อยการานาสักเท่าไหร่นัก การานาติดเกาะ แต่ตัวเรายึดติดกับปัญหาหรืออะไรสักอย่าง ความโกรธ เกลียด ต่อผู้คนหรือสิ่งใดก็ตาม จะว่าไปแล้วก็คงคล้ายกับการติดเกาะ การยอมรับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจ และพร้อมสู้ต่อไป ตราบที่มีลมหายใจ รู้จักให้อภัย ไม่เคียดแค้นชิงชัง ก็เป็นทางรอดหนึ่งสำหรับภาวะการติดเกาะเล็กๆใ นหัวใจ เมื่อใดที่หัวใจได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระ เมื่อนั้นก็ไม่ถูกจองจำ เอ๊ะ…นี่มันเกาะโลมาสีน้ำเงิน หรือ เกาะตะรุเตากันแน่…

 

3 ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน

คนบางคนบอกว่าระหว่างทางสำคัญกว่าจุดหมาย แต่สำหรับข้าพเจ้า มันสำคัญพอๆ กัน

อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ทำให้ต้องพูดคำนี้ดังๆ อัลฮัมดุลิลลาห์ เส้นทางชีวิตของข้าพเจ้านั้น 100 % ถูกกำหนดโดยพระผู้เป็นเจ้า หลายต่อหลายครั้งที่ชีวิตเดินมาถึงทางแยก สับสนหัวใจ ไม่รู้จะเดินเส้นทางไหนดี การขอดุอาอจากอัลลอฮ เป็นหนึ่งหนทางที่ทำให้เราได้ยินเสียงของหัวใจชัดเจนขึ้น ทำให้เราก้าวเดินได้อย่างมั่นใจ ถูกบ้างผิดบ้าง ล้วนทำให้เกิดการเรียนรู้ และทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจ เราก็จะเป็นคนกำหนดการตัดสินใจนั้นด้วยตัวเอง

ตอนเรียนจบปริญญาโทใหม่ๆ ได้อ่านขุมทรัพย์สุดปลายฝันเล่มนี้ มันช่างเข้ากับสถานการณ์ชีวิตตอนนั้นจริงๆ การออกเดินทางในวัยนั้น เป็นเพียงการออกเดินทางเพื่อศึกษาเล่าเรียน ตั้งแต่มาเรียนที่ปัตตานี และสุดท้ายปลายทางที่กรุงเทพมหานคร สำหรับคนตัวเล็กๆ อย่างเรา ก็รู้สึกว่าโลกกว้างขึ้นแล้ว เมื่อออกเดินทาง

ในปัจจุบันเมื่อมีความพร้อมในหลายด้าน ทำให้เราออกเดินทางได้ไกลขึ้น ทุกครั้งที่เดินทางมีอะไรให้เราได้เรียนรู้เสมอ ทั้งจากวิถีชีวิตผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ (เมื่อได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น) ธรรมชาติอันสวยงามที่อัลลอฮสร้างสรรค์ (เมื่อครั้งได้ไปนิวซีแลนด์) และร่องรอยของเมืองอารยชนและความงามตามธรรมชาติ (ในตอนที่ไปยุโรป) เหลือจุดหมายปลายทางที่สำคัญที่ยังไม่ได้ไป นั่นคือ ฮัจญ์ ซึ่งขอดุอาอกันต่อไป

ลองเก็บกระเป๋ากัน แล้วออกเดินทาง ที่ไหนก็ได้ในโลก ที่เหมาะกับคุณ

 

  1. แฮรี่ พอตเตอร์

คงไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าเด็กใส่แว่น พร้อมไม้กายสิทธิ์ที่มีชื่อว่า แฮรี่ พอตเตอร์

แฮรี่ พอตเตอร์ ทำให้ข้าพเจ้าหวนคิดถึงชีวิตในช่วงวัยรุ่นตอนต้น ณ ปอเนาะแห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานี เป็นความตั้งใจของพ่อแม่ที่อยากให้เราได้เรียนศาสนาและอัลกุรอาน ข้าพเจ้าเลยเข้าเรียนโรงเรียนฮอกวอตด้วยอายุเพียง 13 ปี

เด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ต้องเดินทางไกลจากภูเก็ตมุ่งสู่ปัตตานี มันเป็นการผจญภัยครั้งแรกและครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต การปรับตัวทั้งในเรื่องการใช้ชีวิต สังคม วัฒนธรรม และการใช้ภาษา ทำเอาข้าพเจ้าแทบช๊อก สภาพตอนนั้นคงไม่ต่างอะไรกับแฮรี่เลยจริงๆ

ความกล้า คือสิ่งเดียวที่เราคงมีเหมือนกันนะแฮรี่ หลังจากที่ปรับตัวได้สักระยะหนึ่ง เราก็เริ่มที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว การใช้ชีวิตอยู่ในหอพักที่จำกัดการใช้ไฟฟ้าที่มีเวลาเปิดปิด ตั้งแต่ตีห้า ถึง ห้าทุ่ม ความเป็นอยู่ไม่ได้สะดวกสบายมากนัก ต้องซักผ้าด้วยมือ รีดผ้าด้วยเตารีดที่ใช้เตาถ่าน ต้องสาวน้ำขึ้นมาจากบ่อ ห้องน้ำก็อยู่ไกลจากหอพัก นี่คือชีวิตในบ้านกริฟฟินดอร์ การเรียนศาสนาที่พูดฟังอ่านเขียนเป็นภาษามลายู “ห๊ะ! เจ๊ะครูช่วยแปลให้หนูฟังอีกทีได้มั้ย” การเผชิญหน้ากับทุกปัญหาด้วยความท้าทาย ไม่เข้าใจก็ต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจ ไม่ได้ ก็ต้องทำให้ได้ เพื่อนอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้ แล้วมิตรภาพก็งอกงามขึ้นมา ณ จุดนี้เอง

 

5 สมุดบันทึกไดอารี่

ข้าพเจ้าเขียนสมุดบันทึกเล่มแรกเมื่อตอน ม. 1 นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการรักในงานเขียนของชีวิตเลยก็ว่าได้ อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นว่า ข้าพเจ้าไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่ชอบเขียนหนังสือ เขียนเล็กเขียนน้อย เขียนจริงจัง เขียนโน่นนี่นั่น เขียนไปเรื่อย เมื่อเราเติบโตขึ้น ผลงานเขียนเหล่านั้นมีคุณค่าสำหรับชีวิตเรามาก

อย่างน้อยได้รู้ว่าในช่วงเวลาขณะนั้น เรากำลังคิดอะไร รู้สึกอย่างไร มันเป็นอารมณ์โรแมนติกเล็กๆในชีวิต ที่ทำให้ยิ้มได้

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Azlan

Azlan

กองบรรณาธิการรุ่นเล็ก