sukree

ศุกรีย์ สะเร็ม หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า “ยีติ๊ก” เป็นนักประวัติศาสตร์อิสลามที่หาตัวจับยากคนหนึ่งในบ้านเรา อาจเป็นเพราะเขาเป็นนักประวัติศาสตร์ด้วยความรักและความหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของอดีต องค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ของเขาจึงกว้างขวางครอบคลุมตั้งแต่เรื่องเล็กๆอย่างเหรียญกษาปณ์และตราสัญลักษณ์ ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างความรุ่งเรืองและล่มสลายของอาณาจักรอิสลามต่างๆ เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงอยากชวนคุณผู้อ่านไปสำรวจสภาพสังคมมุสลิมไทยในอดีต เรียนรู้ปัญหาและการแก้ปัญหาของคนยุคก่อน รวมไปถึงบทบาทของมุสลิมในอดีตต่อการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ผ่านการศึกษาของผู้ชายคนนี้

 

มุสลิมไทยในอดีตมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาชาติบ้านเมืองอย่างไรบ้าง?
ที่จริงมันเป็นธรรมชาติของประเทศสยาม คือบุคลิกการต้อนรับคนต่างถิ่นที่มาพร้อมความเชื่อใหม่ และประเทศอยู่ตรงรอยต่อของการเดินทางชนชาติต่างๆ ทั้งจากตะวันออกและตะวันตก ประจวบกับช่องว่างที่ประเทศมีศึกใหญ่และมีการปราบดาภิเษกหลายครั้ง ทำให้สูญเสียบุคคลถิ่น มีความต้องการทรัพยากรและองค์ความรู้ทันสมัยเพื่อการพัฒนาประเทศ ทำให้ประชาคมมุสลิมชาติต่างๆ ทั้ง โมกุล(อินเดีย เอเชียใต้) มลายู จาม เตอร์กี เปอร์เชีย อาหรับและจีนมุสลิม และประชาคมชนต่างชาติอื่นทั้งจากตะวันออกและตะวันตกก็เข้ามาสนองงานสำคัญ รับราชการ แต่งงานกลายเป็นคนพื้นถิ่นแห่งสยามประเทศ ประเทศที่เป็นเบ้าหลอมของประชาคมนานาชาติ นานาความเชื่อที่เรียกว่า”ชาวสยาม” ก่อนจะมาสู่ยุคที่พยายามสถาปนาบุคคล+ชาติพันธ์ประจำประเทศ โดยทำให้ทุกคนในประชาคมนานาชาติสยามเป็น “คนไทย” และพยายามที่จะมีความเชื่อเดียวประจำชาติไทย ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นไปและเติบโตของโลก ลองไปศึกษาดู “ทุกคนในแผ่นดินนี้ เป็นลูกครึ่ง” ทั่งสิ้น ไม่ปนแขกก็ปนจีน เพราะประเทศเราอยู่ระหว่างสองอู่อารยะธรรมนี้ บ้างปนมลายู บ้างมอญ บ้างลาว พม่า เขมร

 

อะไรคือแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดระหว่างสังคมมุสลิมไทยยุคปัจจุบันกับอดีต
การขาดความรู้สึกร่วมในความเป็นไทย เป็นคนชาติเดียวกัน ด้วยมีคณะทำงานในองค์กรมุสลิมบางสำนักที่พยายามทำให้คนมุสลิม(ไทย)เป็นอาหรับโดยการลอกแบบวัฒนธรรม อาหาร การแต่งกาย ฯลฯ ส่วนใหญ่จบการศึกษาจากโลกอาหรับและเอเชียใต้(ทั้งที่ประเทศที่บุคคลเหล่านั้นจบมาก็มิได้เป็นต้นแบบ หรือยอมรับทั้งในโลกมุสลิมหรือสังคมโดยกว้าง) ปฏิเสธวัฒนธรรมถิ่น วัฒนธรรม ร่วมกันของภูมิภาค ทั้งที่มิได้ขัดแย้งกับหลักคิดความเชื่อของอิสลาม “อันเป็นโซ่ข้อกลาง” ของการฝังตัวอยู่ร่วมกัน และไม่เข้าใจ หลักการอยู่ร่วมกันของประชาคมมุสลิมส่วนน้อยในรัฐที่มิใช่อิสลาม

 

อยากให้ลองยกตัวอย่างนักคิดนักพัฒนาคนสำคัญของมุสลิมไทย ที่มีบทบาทชี้นำเปลี่ยนแปลง สังคมมุสลิมไทยในอดีตจนส่งผลถึงปัจจุบัน?
ผมนึกถึง ดร.ปรีดา ประพฤติชอบ ท่านเป็นบุคคลที่นำธงเรื่องอิสลามเป็นหลัก สามารถจัดระดับความสำคัญและสิ่งที่ต้องรักษา เข้าใจหลักการอยู่ร่วมกันของประชาคมมุสลิมส่วนน้อยในรัฐที่มิใช่อิสลาม คือรู้ว่าอะไรคือวาญิบ อะไรคือฟัรดู(สิ่งหลักสำคัญลำดับต้นที่ต้องรักษา ยึดเหนี่ยว) และอะไรเป็นซุนนะฮ์(กิจเสริม) ท่านมีภาวะผู้นำ อดทน สละตัว และสร้างครอบครัวเป็นแบบของการอยู่ร่วมกันของคนในชาติที่มีความหลากหลายในความเชื่อ ท่านยังฝังตัวทำงานในพื้นที่ ประพฤติตนเสมอต้นเสมอปลาย น่าเคารพ ท่านให้เกียรติซึ่งกันและกันกับสังคมทั้งที่ทำงานในมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ท่านเป็นอาจารย์และสังคมของภาคอีสานที่มีมุสลิมน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ จนวันนี้มีมัสยิดเกิดขึ้นจากความพยายามและวางแนวทางจากท่านจนเกือบครบทุกจังหวัดในภาคอีสาน และบางจังหวัดก็เริ่มมีในระดับอำเภอแล้ว ทั้งที่ท่านเป็นเด็ก กทม.โดยกำเนิด บ้านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยากลางกรุงแถวสะพานพุทธ ฝั่งธนบุรี จบมัธยมที่สวนกุหลาบ จบ ป.ตรี ที่ ม.เกษตร ได้ทุนไปจบ ป.โท และเอก ที่ญี่ปุ่น ด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตร สามารถทำงานใช้ทุนได้ที่มหาลัยใหญ่ๆ ใน กทม.แต่ท่านเลือกไป ม.ขอนแก่น สมัยเรียนท่านเป็นนักกิจกรรมตัวยง เป็นกรรมการผู้ก่อตั้งของสมาคมนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิม(สนท.) และเป็นอดีตประธานสภานิสิต ม.เกษตรฯ

 

หากเราจะเปลี่ยนแปลง “ปัจจุบัน” เพื่อ “อนาคต” ที่ดีกว่า เราควรเรียนรู้อะไรจาก “อดีต” ที่ผ่านมาบ้าง?
ควรเรียนรู้ว่าบรรพชนมุสลิมไทยอยู่บนแผ่นดินนี้อย่างมีเกียรติ มีบารมี ยิ่งใหญ่สมภาคภูมิอย่างไร และมุสลิมยิ่งใหญ่ครองโลกมานับพันปีได้อย่างไร ความเป็นผู้ทรงธรรม เป็นมือบน ผู้ผลิตนวัตกรรม องค์ความรู้ในด้านต่างๆต่อโลก

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน Halal Life Magazine ฉบับที่ 26

[bws_related_posts]
อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts Author website

Halal Life

Halal Life

Halal Life Magazine เว็บไซต์แม๊กกาซีนที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งวิถีชีวิตของมุสลิมที่มีไลฟสไตล์ในแบบฮาลาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การแนะนำร้านอาหารฮาลาล และการเดินทางท่องเที่ยวแบบฮาลาล

1 CommentLeave a comment

  • […] นายศุกรีย์ สะเร็ม นักวิจัยเรื่อง “ความสัมพันธ์ สยาม-ออตโตมัน” ให้แก่กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสถาบันเชียศึกษา จุฬาลกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยหลักฐานประวัติศาสตร์ในสยาม-บางกอก ในงานสัมมนาวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ปีที่ 3 อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต : สยาม-ปาตานี ในความสัมพันธ์กับออตโตมัน-ตุรกี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2559 ณ ม.อ.ปัตตานีว่า ฐานคิดสำคัญที่ทำให้เข้าใจและสนใจตุรกีมาจากการที่มีโอกาสเดินทางไปร่วมประชุมที่ตุรกีหลายครั้ง ตุรกีเมื่อ 20 ปีที่แล้วกับตุรกีในวันนี้ภาพพจน์เปลี่ยนไปอย่างมากทำให้มีข้อมูลใหม่หลายอย่างที่ทำให้ตนกลับมามองประเทศไทยและพบว่าตุรกีกับประเทศไทยมีความเหมือนหลายอย่าง จึงทำให้เริ่มสนใจเก็บข้อมูลและค้นคว้าเพิ่มเติมละเอียดมากขึ้น […]

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ปิดโหมดสีเทา