อัลอัค อับดุลมะญีด : เปลี่ยนมุสลิมไทย ด้วยการขับเคลื่อนปัจจุบัน

อัลอัค เป็นนามปากกาและชื่อที่เรียกกันติดปากของ อับดุลมะญีด อุปมา ผู้รู้และนักพัฒนาจากอันดามัน อดีตนายกสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย หรือ ยมท. อัลอัคเป็นนักสร้างนักทำงานอิสลามรุ่นใหม่มาตลอดหลายสิบปี ดังจะเห็นได้จากลูกศิษย์ลูกหาที่กระจายอยู่ทั่วประเทศทั้งในรั้วและนอกรั้วมหาวิทยาลัย และยังเชี่ยวชาญด้านการใช้ภาษาและการเขียน ดังจะเห็นได้จากงานเขียนที่มีต่อเนื่องและได้รับการกล่าวถึงอยู่เสมอ

ด้วยความที่ทำงานด้านสังคมมุสลิมมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษา จวบจนปัจจุบันที่ยังคงมุ่งมั่นสร้างความรู้และความเข้าใจชีวิตให้กับคนหนุ่มสาวแห่งอิสลาม อัลอัคจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่มองเห็นปัญหาจากภาคสนามหาใช่บนหอคอยงาช้างหรือเวทีงานสุเหร่าไม่ เมื่อฮาลาลไลฟ์คิดจะชวนผู้อ่านไปขุดลึกถึงรากปัญหาของสังคมมุสลิมไทย ทัศนะจากอัลอัคจึงเป็นสิ่งที่เราไม่อาจปฏิเสธได้

 

คิดอย่างไรกับสภาพสังคมมุสลิมไทยในปัจจุบัน?

ผมมองว่าตลอดสิบปีที่ผ่านมา มุสลิมไทยเริ่มเข้าสู่กระแสเดียวกับมุสลิมทั่วโลก ผ่านสื่อแบบอินเตอร์เน็ต จะเห็นว่าแนวคิดแบบใดในต่างประเทศก็จะมีตัวแทนแสดงอยู่ในบ้านเราแทบทั้งนั้น … ถ้าจะถามว่าดีไม่ดี ในแง่ดีคือกระแสโลกมันลากเราให้ตื่นเรื่องอิสลามไปด้วย แต่มันก็ลากเอาความขัดแย้งทุกชนิดมากองไว้ที่นี่เหมือนกัน แล้วมันจะเผชิญหน้ากันหนักมากขึ้นเรื่อยๆ …

แต่สิ่งผมผมเป็นห่วงมากขึ้นไปอีกก็คือ มุสลิมเราโดยทั่วไปยังมีปัญหาชีวิต ปัญหาครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหายาเสพติด ปัญหาการศึกษา … อะไรต่างๆ ที่ฝังแน่นอยู่แล้ว ซึ่งมันยังไม่ถูกจัดการอย่างเอาจริงเอาจัง

 

ทุกวันนี้ผมว่า ถึงเรามีอัลกุรอานในมือแต่เรายังห่างไกลจาการเห็นอัลกุรอานปรากฏอยู่ในฐานะ เป็น revelation เป็นวะหยุ เป็นสิ่งที่มาจากผู้สร้าง …

อะไรคือปัญหาสำคัญที่สังคมมุสลิมไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญ แล้วเราจะก้าวข้ามปัญหาเหล่านั้นไปได้อย่างไร?

ผมมักใช้คำว่า “จินตนาการ” ในการพูดถึงรากปัญหาของทุกอย่าง ไม่ว่ามุสลิมที่นี่หรือที่ไหน จะใช่มุสลิมหรือไม่ใช่ คือหมายถึงโลกที่เขามองเห็นมันคืออะไร? เป็นแบบไหน? และตัวเขาเองจะดำรงอยู่ในโลกนี้เช่นไร? ผมเรียกมันว่า “จินตนาการ” ซึ่งมันจะสร้างเป็นแบบแผนชีวิตของคนๆนั้น

ผมมองว่ารากของปัญหาของสังคมมุสลิมไทยคงวนเวียนกับปัญหาเดิมๆ นี้ คือจินตนาการที่ทุกคนมองทั้งแง่มุมชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ซึ่งมันซับซ้อนมาก และที่มันขัดแย้งกันก็เพราะมันมาจากอะไรมากมายที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน แค่พูดคำว่า “ศาสนา” ออกมา ผมว่ามองไม่เหมือนกัน รู้สึกไม่เหมือนกัน หรือคำอื่นๆ คำว่า ซุนนะฮฺ คำว่า บิดอะฮฺ คำว่าสลัฟ คำว่า อุมมะฮฺ วาฮิดะฮฺ อะไรต่างๆ มากมาย ทุกคนแสดงมันออกมาแตกต่างกัน รวมไปถึงทรรศนคติที่มีต่อการเมืองไทยของสีเสื้อต่างๆ พูดแล้วจะยุ่งยากมากขึ้นไปอีก

การฝ่าวิกฤติเรื่องนี้ผมนึกถึงยุคแรกเริ่มของอิสลามที่มีการประทานสิ่งที่เรียกว่า revelation หรือวะหยุ ที่ท่านนบีมุฮัมมัดทะยอยนำออกมาจากพระเจ้า สิ่งนั้นเป็นการสร้างโลกทัศน์แบบใหม่ เป็นการมองโลกในมิติที่กว้างถึงเอกภพ และละเอียดอ่อนถึงตัวตนภายในของมนุษย์ คือทุกวันนี้ผมว่า ถึงเรามีอัลกุรอานในมือแต่เรายังห่างไกลจาการเห็นอัลกุรอานปรากฏอยู่ในฐานะ เป็น revelation เป็นวะหยุ เป็นสิ่งที่มาจากผู้สร้าง …

ผมมองไม่เห็นว่าคำตอบจริงๆของทุกปัญหาจะมีเรื่องอื่น … ผมเรียกวิธีแก้ปัญหานี้ตามที่ในอัลกุรอานบอกว่า “จงยึดสายเชือกของอัลลอฮฺโดยพร้อมเพรียงกันและอย่าแตกแยกกัน” คำว่าสายเชือกของอัลลอฮฺคืออะไร? เรื่องนี้ท่านนบีพูดอธิบายเองว่า “คัมภีร์ของอัลลฮฺ คือสายชือกของอัลลอฮฺที่ถูกลากยาวลงมาจากฟากฟ้าสู่ผืนแผ่นดิน” คือเข้าใจตรงนี้เลยว่ากับอัลกุรอานต้องมีสำนึกว่ามันเป็น revelation หรือการประทานลงมาจากพระเจ้า มันถูกทอดยาวลงมาจากฟากฟ้า …

ผมคิดว่าปัญหาต่างๆ จะตอบได้ง่าย ถ้าเริ่มต้นอย่างถูกทาง… ผมรณรงค์การแก้ปัญหาด้วยกับคำว่า “สายเชือกของอัลลอฮฺ” ด้วยการจับยึด ซึ่งมีความหมายต่อไปอีกมากมาย ไม่ว่าโรงเรียนการอ่านกุรอานสำหรับเด็กๆ การเรียนรู้ความหมายอัลกุรอาน การเรียนรู้ตัวบุคคลที่ถูกอธิบายว่าเป็นอัลกุรอานที่เดินได้อย่างท่านนบีมุฮัมมัด หรือการเรียนรู้กลุ่มชนทีเรียกว่าชนรุ่นกุรอานอย่างเศาะฮาบะฮฺ และรวมทั้งทฤษฏีอะไรอีกมากมายที่มาจากการสร้างขึ้นของความรู้ในอัลกุรอาน … คือผมว่าก่อนจะทะเลาะกันว่าใครยึดกุรอานใครไม่ยึด ก็ต้องช่วยกันทำให้การเรียนรู้ว่า “สายเชือก” นี้คืออะไร มีความสำคัญมากจริงๆ

ใครควรเป็นเจ้าภาพหรือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือชี้นำสังคมมุสลิมไทย?

ผมคิดว่าเจ้าภาพหลักถูกกำหนดในหลักการแล้ว เรียกว่า ดาอียฺ หมายถึง คนทำงานที่ต้องการผู้คนได้อยู่บนเส้นทางของพระเจ้า …  คนที่สำนึกในสถานะนี้ต้องถือว่าเป็นเจ้าภาพของการแก้ปัญหาในทุกระดับ แต่ที่นี่มันก็ต้องมีวีธีการให้คนเหล่านี้เข้าใจวาระต่างๆ ร่วมกัน ไม่ว่าคนในระดับสูงอย่างคณะกรรมการอิสลามจังหวัดต่างๆที่อยู่ในระดับรัฐ มาจนถึงครูสอนอัลกุรอานตามหมู่บ้าน หรือคนในหน่วยงานต่างๆ ในกิจกรรมต่างๆที่หลากหลาย พวกนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย พวกที่ทำงานสื่อต่างๆ สถาบันการศึกษา สถาบันการเงิน … คือคนทุกคนที่มีสำนึกแบบดาอียฺ ไม่สามารถอยู่แบบตัวใครตัวมันได้ … การแสวงหาความร่วมมือระหว่างคนที่มีสำนึกแบบดาอียฺเป็นเรื่องที่ต้องพัฒนาขึ้นบนความจริงใจ

พูดถึงเจ้าภาพแก้ปัญหาอีกอันหนึ่งสำหรับสังคมไทย แม้จะดูยุ่งยากมาตลอด แต่สิ่งที่มีอยู่นี้ช่วยได้อย่างมากมายต่อการอยู่ร่วมกันอย่างดีระหว่างคนต่างความเชื่อในสังคมที่ประเทศจำนวนมากในโลกนี้ไม่มี คือ “สำนักจุฬาราชมนตรี” … คือผมพูดถึงสำนักจุฬาฯ ในฐานะที่เป็นหน่วยหนึ่งที่มีลักษณะเป็นดาอียฺ และยังเป็นหน่วยใหญ่ที่สุดที่รัฐให้การยอมรับ เราปฏิเสธบทบาทตรงนี้ไม่ได้ ถึงจะมีปัญหามากมาย แต่ความจริงคือตราบใดที่เราไม่ร่วมกันพัฒนาสถาบันนี้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพ ปัญหาต่างๆ ก็แก้ไขได้ยากครับ

 

สิ่งที่คนมีสำนึกเรื่องนี้ต้องทำคือ การเปิดพื้นที่ให้กับเยาวชนของเราในรูปแบบที่หลากหลาย ตราบที่ยังเป็นแบบที่หะลาลอยู่ แม้กระทั่งเวทีศีลปะ เวทีนักวรรณกรรม หรืออะไรทำนองนี้ มิใช่แค่มีแต่เวทีตัวบทศาสนา

ด้านหนึ่งสังคมมุสลิมไทยมีปัญหาขัดแย้งภายในกันอย่างหนักและอีรุงตุงนังกันในหลายประเด็น แต่อีกด้านหนึ่ง สังคมมุสลิมก็กำลังถูกตั้งคำถามจากสังคมต่างศาสนิกถึงการเห็นแก่ตัว ห่วงแต่พวกพ้วง และดีแต่เรียกร้องสิทธิ  หรือถึงขั้นถูกผลิตสร้างความเกลียดชังจากสายฮาร์ดคอร์ขององค์กรต่างศาสนิกบางองค์กร ในสถานการณ์เช่นนี้ มุสลิมไทยโดยเฉพาะเยาวชนคนหนุ่มสาวควรทำตัวอย่างไร?

ที่อยากพูดก่อนก็คือเป็นปัญหาวิธีมองอิสลามในกรอบที่ผมคิดว่ามีปัญหามากอย่างหนึ่ง คือการมองเห็นอิสลามเป็นเหมือน “ชาติ” อะไรสักอย่าง การมองเห็นอุมมะฮฺอิสลามเป็นเหมือนชาติหนึ่ง ผมว่าเป็นเรื่องที่เป็นกันแบบไม่รู้ตัวของมุสลิมจำนวนมาก ในความจริงโลกทัศน์จริงๆ ของศาสนาเราถูกวางขึ้นในกรอบที่เน้นความเป็นมนุษย์ ความเป็นพี่น้องของมนุษย์ ที่เรียกว่า “ลูกหลานแห่งอาดัม” ถ้าคุณปรับทรรศคตินี้ได้ คุณจะมองเห็นคนไทย คนลาว ชาวเขาเผ่าต่างๆ เสมอเหมือนกันในฐานะพี่น้องที่มาจากครอบครัวเดียวกัน คือ “ลูกหลานแห่งอาดัม” คือเรื่องนี้ผมคิดว่าสำคัญต่อจากความเชื่อในความเป็นหนึ่งของพระเจ้าที่อิสลามสอนเลยทีเดียว และรากฐานการคิดต่อเพื่อนมนุษย์ในมุมมองเช่นนี้สำคัญมาก มันมาจากความรู้สึกแบบครอบครัว แม้คุณจะต่างความเชื่อกันแค่ไหนก็ตาม

ต่อมาผมคิดว่า การเรียกร้องอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่มาจากหลักการศาสนาไม่ว่าการคลุมหิญาบ ไปจนถึงสถาบันการเงินที่ไม่มีดอกเบี้ยนั้น และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันในมิติของชีวิตมนุษย์ที่สามารถดำรงอยู่บนความแตกต่างกัน คือผมค่อนข้างไม่ค่อยเห็นด้วยกับการดึงเอากฎหมายเสรีภาพทางศาสนาหรือกฎหมายต่างๆ ออกมาตั้งและเรียกร้องสิ่งต่างๆ ผมมองว่าความเป็นมนุษย์ที่เข้าใจกันสำคัญกว่ามาก เหมือนตอนเราเป็นนักเรียน เพื่อนพุทธเราจะชวนไปกินข้าว ก็ช่วยกันหาร้านมุสลิมให้ หรือว่าบางคนจัดที่ละหมาดให้เราเสียด้วยซ้ำ ผมอยากเห็นความสัมพันธ์ที่เป็นแบบนี้มากกว่า คือความเป็นมนุษย์ที่เข้าใจกันสำคัญมากกว่า …

 

ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน เรายังคงฝากความหวังของสังคมมุสลิมไทยไว้กับเยาวชนคนหนุ่มสาวได้อยู่หรือไม่?

จะอยากฝากไว้หรือไม่อยากฝาก คงเลือกไม่ได้ เพราะเยาวชนคนหนุ่มสาวต้องมารับช่วงต่อไปอย่างแน่นอน ผมไม่ได้มองโลกในแง่ดีหรือแง่ร้าย มองตามสภาพที่น่าจะเป็นจริง ผมว่าเยาวชนรุ่นใหม่ตื่นตัวศาสนาสูงกว่าในอดีตอย่างเทียบไม่ได้ แต่ยังไงพวกที่ปล่อยชีวิตไปเช้าชามเย็นชามก็ยังเป็นสัดส่วนที่สูงกว่า … สิ่งที่คนมีสำนึกเรื่องนี้ต้องทำคือ การเปิดพื้นที่ให้กับเยาวชนของเราในรูปแบบที่หลากหลาย ตราบที่ยังเป็นแบบที่หะลาลอยู่ แม้กระทั่งเวทีศีลปะ เวทีนักวรรณกรรม หรืออะไรทำนองนี้ มิใช่แค่มีแต่เวทีตัวบทศาสนา … ผมเห็นว่ากระแสสากลต่อการตื่นตัวอิสลามทุกมุมโลกจะเอื้ออย่างดีต่อการก้าวมาของคนรุ่นใหม่ในบุคลิกภาพแบบอิสลาม … เราต้องเปิดพื้นที่ที่หลากหลายในบริบทของชีวิตที่หะลาล

เผยแพร่ครั้งแรกใน Halal Life Magazine ฉบับที่ 26

อ่านเรื่องอื่นๆ

Comments

comments

Related Articles

About author View all posts Author website

Halal Life

Halal Life

Halal Life Magazine เว็บไซต์แม๊กกาซีนที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งวิถีชีวิตของมุสลิมที่มีไลฟสไตล์ในแบบฮาลาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การแนะนำร้านอาหารฮาลาล และการเดินทางท่องเที่ยวแบบฮาลาล

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *