อาดิ้ล ศิริพัธนะ : เปลี่ยนมุสลิมไทย ด้วยการออกแบบอนาคต

อาดิ้ล ศิริพัธนะ เป็นเด็กหนุ่มชาวไทยจากเมืองคอน นครศรีธรรมราช ที่ไปร่ำเรียนปริญญาโทด้านวิศวกรรมอยู่ที่มหาวิทยาลัย King Abdullah University of Science and Technology ในซาอุดิอารเบีย ประเทศที่คนไทยมักคุ้นกับการร่ำเรียนด้านศาสนามากกว่าด้านวิทยาศาสตร์

ในมหาวิทยาลัยมีมุสลิมจากหลายประเทศมาร่ำเรียน อาดิ้ลจึงได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทัศนคติจากเพื่อนนักศึกษาจากหลายชาติ ด้วยความที่เป็นคนช่างคิดช่างสงสัย อาดิ้ลจึงมักตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัว มุมมองที่เขาได้จากการตั้งคำถามท่ามกลางผู้คนมุสลิมหลากเชื้อชาติหลากภาษาจึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจตัวเองของมุสลิมในประเทศไทยอยู่ไม่น้อย

 

สังคมมุสลิมไทยที่อยากเห็นเป็นแบบไหน แล้วเราจะก้าวไปสู่สังคมแบบนั้นได้อย่างไร?
จริงๆ แล้วผมอยากเห็นสังคมมุสลิมที่มีคุณภาพเหนือกว่าคู่แข่งคือมุชริกีนและชาวยะฮูดีในทุกๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของอีหม่าน อากีดะฮ ความอิคลาส ความเฉลียวฉลาด การวางแผนระยะยาว และความเป็นมืออาชีพความเป็นผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริง คุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยในเชิงรูปธรรมที่ทำให้อิสลามในยุคสลัฟประสบความสำเร็จในการปฏิรูปสังคมสู่การภักดีต่ออัลลอฮ(ซ.บ.)

ในยุคปัจจุบัน สังคมมุสลิมประเทศไทยก็ต้องยอมรับว่า มุสลิมเองโดยภาพรวมก็ไม่ได้มีคุณสมบัติเหล่านี้ในแต่ละมิติอย่างสมดุลและเพียงพอในการที่จะเป็นเลิศเมื่อเทียบกันในเชิงรูปธรรมกับประชาชาติกลุ่มอื่นๆ ผมขอเรียกคุณสมบัติต่างๆเหล่านี้ว่า “คุณภาพ” ในมิติต่างๆ

การจะสร้าง “คุณภาพ” เหล่านี้สู่สังคมในฝันจริงๆ แล้วไม่มีทางลัด สิ่งที่ตัวเราเองทุ่มเทอย่างต่อเนื่องในวันนี้ อาจจะส่งผลที่เหนือความคาดหมายในอนาคตได้ นั่นหมายความว่า ทุกๆ ตัวอักษรที่เราอ่านเขียน ทุกงานการลงมือในงานช่าง ทุกๆ ความอดทนในการทำความเข้าใจและฝึกฝนในงานทางวิศวกรรม หรืออะไรในทำนองนี้เท่านั้นที่จะส่งผลอย่างยั่งยืน หากเยาวชนไม่มีเป้าหมายในเรื่องใดที่จะทุ่มเทให้อย่างเต็มกำลังตั้งแต่ในวัยหนุ่ม ย่อมมีความเป็นไปได้น้อยที่สังคมมุสลิมในอนาคตจะสามารถเป็นสังคมมุสลิมในฝันได้

เราจึงไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากลงมือทำทุกอย่างอย่างจริงจัง ลดเวลาการผ่อนคลาย ความบันเทิง และความไร้สาระทิ้งเสีย แล้วเอาเวลาเหล่านั้นมาทุ่มเทต่องานที่จะส่งผลระยะยามต่อสังคมมุสลิมจริงๆ

พึงรำลึกว่า เราไม่ใช่ศูนย์กลาง เราอาจจะผิดจะถูกเป็นเพียงเรื่องเล็ก ที่สำคัญคือเราจะตอบคำถามต่ออัลลอฮในเรื่องวายิบบนตัวเราอย่างไร เมื่อเรากลับไปสู่คืนพระองค์ต่างหาก

อะไรคือปัญหาสำคัญของสังคมมุสลิมไทย และเราจะเอาชนะปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร?
ผมมองว่าปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของมุสลิมประเทศไทยคือปัญหาอีโก้(อัตตา) เราทุกคนทราบกันดีว่าอิสลามนั้นแปลว่า สันติด้วยการยอมจำนนโดยสิ้นเชิงต่ออัลลอฮ ซึ่งหมายความว่าเราจะไม่เอาตนเองเป็นศูนย์กลางในการตัดสินในเรื่องต่างๆ อย่างไรก็ตามในสังคมมุสลิมไทย เราก็ยังคงเห็นการแสดงภาพของการเอาตนหรือกลุ่มเป็นศูนย์กลางในทุกๆประเด็นอยู่หลายครั้ง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานร่วมกัน นั่นเพราะต่างกลุ่มต่างๆก็เห็นว่าวิถีการทำงานของตนเองนั้นดีกว่า มีความเป็นอิสลามมากกว่า ซึ่งก็จริงบ้างไม่จริงบ้าง แทนที่จะมองว่า ธรรมชาติของกลุ่มตนมีจุดเด่นตรงไหน มีประโยชน์ต่อกลุ่มอื่นๆอย่างไร และสามารถหยิบยื่นความสามารถด้านไหนของตนแก่กลุ่มอื่นๆได้บ้าง อย่างเปิดเผย นับถือกันในความสามารถจริงๆ

ประเด็นส่วนใหญ่ในที่สาธารณะของแวดวงมุสลิมประเทศไทย ยังคงเต็มไปด้วยการแข่งขัน การเอาชนะกันทางด้านแนวคิด อาจจะเพื่อดึงมวลชนหรืออะไรก็ตามแต่ ถึงแม้จะมีคนเบื้องหลังจำนวนมากที่ทำงานเพื่ออิสลามอย่างเงียบๆและได้ผลดี แต่บรรยากาศในที่สาธารณะเหล่านี้ ก็ได้ฉายภาพที่ทำให้คนมุสลิมเองเสียกำลังใจ รู้สึกแตกแยก เป็นการบิดเบือนความเป็นจริงในสังคมมุสลิมด้วยการนำเสนออยู่ไม่กี่เรื่อง บรรยากาศเหล่านี้ทำให้คนมุสลิมสูญเสียโฟกัส คือการพัฒนาศักยภาพตนเองเพื่ออัลลอฮและการแข่งขันในเชิงคุณภาพ ไปสู่การแข่งขันในเชิงอีโก้ซึ่งไม่ก่อเกิดประโยชน์ และอาจส่งผลเสียทั้งในดุนยาและอาคีเราะฮอีกด้วย

การแก้ปัญหานี้ไม่ซับซ้อนครับ เตือนตัวเองบ่อยๆ เข้าหาอัลลอฮ ลดอีโก้ และทำงานให้หนักขึ้น คิดให้เยอะ แต่แสดงความคิดเห็นในประเด็นละเอียดอ่อนต่างๆให้น้อยลง พึงรำลึกว่า เราไม่ใช่ศูนย์กลาง เราอาจจะผิดจะถูกเป็นเพียงเรื่องเล็ก ที่สำคัญคือเราจะตอบคำถามต่ออัลลอฮในเรื่องวายิบบนตัวเราอย่างไร เมื่อเรากลับไปสู่คืนพระองค์ต่างหาก

 

ใครควรเป็นเจ้าภาพหรือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือชี้นำสังคมมุสลิมไทย
ในส่วนตัวแล้วผมมองว่า ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงทั้งเสมอมาและตลอดไป ก็ยังคงเป็นเหล่าอุลามาอหรือผู้ที่มีความรู้อย่างหนักแน่นในศาสนานั่นเอง ปัญหาตอนนี้คงเป็นเรื่องของทัศนคติในการทำงานของบรรดาอุลามาอ ที่ไม่สามารถร่วมมือทำงานสู่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์เดียวกันได้ทั้งหมด รวมถึงการยังไม่เปิดพื้นที่ให้กับอิสระทางความคิดในการขับเคลื่อนสังคมมุสลิมโดยรวมมากเพียงพอ จึงค่อนข้างยากที่อุลามาอจะสามารถเข้ามาเป็นผู้ในการขับเคลื่อนประชากรมุสลิมอย่างแท้จริง ซึ่งขณะนี้ผมมองว่าทุกๆฝ่ายกำลังอยู่ในกระบวนการการเรียนรู้ ปรับวิธีคิดละยุทธศาสตร์ ซึ่งคงต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าทุกๆกลุ่มจะมาสู่ความเข้าใจร่วมกันครับ

 

ในฐานะที่คลุกคลีกับมุสลิมจากหลายหลายประเทศ อะไรบ้างที่เป็นปัญหาร่วมของสังคมมุสลิมทั่วโลก และเราควรจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้อะไรจากกันและกันได้บ้าง?
ครั้งหนึ่งผมได้มีโอกาสไปทำฮัจย์ครับ ผมคาดหวังว่าฮัจย์จะเต็มไปด้วยบรรยากาศของความร่มเย็น เกื้อกูลต่อกันอย่างชัดเจนในหมู่ประชาชาติมุสลิม แต่หลายๆครั้งที่ผมเห็นกลับเป็นการแก่งแย่ง ความโกรธเคือง ใจร้อน และการแสดงออกถึงความเห็นแก่ตัวเหนือความคาดหมายของผมมาก ฮัจย์สามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดสภาพจิตใจของประชาชาติมุสลิมยุคปัจจุบันได้ระดับหนึ่ง และผมมองว่าปัญหาที่พวกเรามีก็ยังคงเป็นปัญหาโดยพื้นฐานที่เราเข้าใจกันโดยทั่วไป คือพวกเราไม่ได้เอาโองการในอัลกุรอ่านหรือจริยวัตรของท่านรอซู้ล(ซ.ล.) มาใคร่ครวญทบทวน และนำมาประยุกต์ใช้อย่างแท้จริง เราอาจจะนำมาพิจารณาและใช้แค่ส่วนที่เราคิดว่าจำเป็น และละเลยมิติอื่นๆไป ซึ่งอันที่จริงแล้วทุกมิติมีจุดเชื่อม ที่หากขาดจุดเชื่อมเหล่านี้ มุสลิมอาจจะไม่เข้าถึงสภาวะความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ และแน่นอนว่านั่นย่อมเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันกับประชาชาติอื่นๆ เราต้องการทีมเวิร์คมากกว่านี้ครับ จะมีทีมเวิร์คที่ดีได้ เราต้องเริ่มจากการคิดถึงแต่ตนเองให้น้อยลง

 

อะไรคือข้อแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่างมุสลิมไทย กับมุสลิมในประเทศอื่นๆ?
ผมคงจะไม่พูดถึงว่า มุสลิมไทยแตกต่างกับมุสลิมต่างชาติอย่างไร เนื่องจากคนในทุกๆชาติก็มีความหลากหลายและมีหลายวงการมาก ตัวผมเองก็มีลักษณะใกล้เคียงกับเพื่อนๆมุสลิมต่างชาติหลายคนที่อยู่ในวงการเดียวกัน ผมจะขอพูดในมุมของโอกาสที่มุสลิมไทยมี แต่มุสลิมต่างชาติอาจจะไม่มี

มุสลิมในประเทศไทย เป็นกลุ่มคนที่มีโอกาสและความท้าทายที่น่าสนใจกว่าในต่างชาติครับ ประเทศไทยยังคงมีพื้นที่ว่างให้พวกเราได้ไปเติมเต็มอีกมาก ไม่มีการกดขี่ที่รุนแรง และมีเสรีภาพให้เราสามารถคิดสร้างสรรค์ สร้างนวัตกรรมทางความคิดหรือทางเทคโนโลยีใหม่ๆได้มากมาย โดยไม่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลเสียก่อน โจทย์ที่เราต้องเผชิญก็มีความท้าทายน่าสนใจ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ความคิดของคนยังไม่อิ่มตัว ยังไม่ถูกล็อคโดยปรัชญาที่มีการพัฒนาจนเข้มข้นเช่นในโลกตะวันตก ยังมีช่องที่มุสลิมสามารถนำเสนอแนวคิดอย่างผู้เป็นมือบนได้มากเช่นเดียวกับยุคของท่านนบี(ซ.ล.) คำถามที่สำคัญก็คือ มุสลิมประเทศไทยจะสามารถขึ้นมาเป็นชนชั้นนำในด้านต่างๆได้เร็วกว่าแนวคิดอื่นๆหรือไม่ ซึ่งนั่นต้องอาศัยการบ่มเพาะคุณภาพที่เข้มข้นกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ในขณะเดียวกันมุสลิมไทยก็ต้องมีความรู้อย่างลึกซึ้งถึงประวัติศาสตร์และบริบทของประเทศไทย เพื่อที่จะสามารถเชื่อมโยงกับพี่น้องชาวไทย เอื้อประโยชน์ และแข่งขันกันโดยสันติ และไม่เพียงคิดหยุดอยู่ที่ประเทศไทยเท่านั้น แต่คิดต่อไปถึง AEC และประชาคมโลก เป้าหมายร่วมกันของมุสลิมประเทศไทยในเวลานี้ จึงควรจะเป็นการรีบขึ้นไปยืนอยู่ ณ จุดนั้นให้เร็วที่สุด

Sometimes, Islam goes without saying.

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน Halal Life Magazine ฉบับที่ 26

Comments

comments

Related Articles

About author View all posts Author website

Halal Life

Halal Life

Halal Life Magazine เว็บไซต์แม๊กกาซีนที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งวิถีชีวิตของมุสลิมที่มีไลฟสไตล์ในแบบฮาลาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การแนะนำร้านอาหารฮาลาล และการเดินทางท่องเที่ยวแบบฮาลาล

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *