การเป็นพ่อแม่ไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่เพียงสิ่งเดียว แต่หากมันคือหนึ่งล้านสิ่งเล็กๆ มารวมกัน การเป็นพ่อแม่คือหนึ่งในภารกิจที่ยิ่งใหญ่ คือหนึ่งในหน้าที่รับผิดชอบที่ใหญ่หลวง ที่มีองค์ประกอบหยิบย่อยร้อยแปดประการจากหลายแง่มุม บางแง่มุมก็อาจสำคัญมากกว่าอีกบางมุม หรืออาจเป็นสิ่งที่ควรจับตามองมากกว่าสิ่งอื่นใดเมื่อเทียบกับทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น ความเจริญสมบูรณ์ทางกายของลูกอาจเป็นประเด็นที่ควรได้รับความสนใจมากกว่าผลการเรียนของเขา เหล่านี้เป็นต้น

ความสุขสมบูรณ์ทางอารมณ์และความมั่นคงทางจิตใจของลูก หรือที่เราเรียกกันว่าการสร้างสุขนิสัยและบุคลิกภาพที่ดีนั้น ควรจะเป็นแง่มุมที่สำคัญที่สุดในบทบาทของการเป็นพ่อแม่ บางคนอาจสงสัยว่าทำไม ก็เพราะว่าการดูแลลูกที่มุ่งเน้นด้านความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจนั้นจะส่งผลดีต่อเด็กให้เกิดความจริงใจ ความมีเมตตา ความสามัคคีให้ความร่วมมือ และความสดใสร่าเริงมากยิ่งขึ้น มันจะช่วยปกป้องลูกรักให้อยู่รอดปลอดภัยจากภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล ความเสี่ยงต่อการรับประทานอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ พฤติกรรมต่อต้านการเข้าสังคม และปัญหายาเสพติดในอนาคตได้ ด้วยเพราะจิตวิญญาณของเรานั้นมีความเกี่ยวพันโดยตรงกับความมั่นคงทางอารมณ์ ฉะนั้นยิ่งพ่อแม่รู้จักบ่มเพาะศาสนาให้ลูกมากขึ้นเท่าใดก็จะยิ่งมีโอกาสที่ลูกจะมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่ดีมากขึ้นเท่านั้น

เคล็ดลับหกข้อต่อไปนี้จะช่วยให้คุณสามารถเลี้ยงดูและฟูมฟักลูกรักให้เป็นเด็กที่มีความมั่นคงทางอารมณ์ในอนาคตได้ บิอิซนิลลาฮ

1. เลี้ยงดูลูกรักด้วยการให้เกียรติ พูดกับลูกด้วยความสุภาพอ่อนโยน เคารพในความคิดเห็นของลูกและใส่ใจเมื่อลูกพูดกับคุณ ลองฝึกเป็นพ่อแม่ที่ใจดีกับลูก เพราะเด็กมักจะปฏิบัติตัวต่อผู้อื่นเช่นเดียวกับที่พ่อแม่ได้เคยปฏิบัติต่อตัวเขา ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับลูกจะกลายเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับผู้อื่น หากคุณแข็งกร้าวกับลูกแล้ว ก็มีแนวโน้มสูงว่าเขาจะแข็งกร้าวกับคนรอบข้างเมื่อเขาโตขึ้นเช่นเดียวกับคุณ

2. สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำให้ลูกได้ก็คือ การบอกให้ลูกได้รู้ว่าคุณรักเขามากเพียงใด ยิ่งคุณทำให้รู้สึกว่าเขาเป็นที่รักและมีค่าสำหรับทุกคนในบ้านมากเพียงใด เขาก็จะยิ่งมีทักษะในการรับมือกับปัญหาในชีวิตมากขึ้นเท่านั้น หากคุณอยากให้ลูกเป็นคนที่ไม่สิ้นหวังในชีวิต เคล็ดลับง่ายๆ คือคุณต้องรักเขาและสร้างความมั่นใจให้กับเขามากๆ แทนที่จะวิจารณ์ลูกเวลาที่เขาทำผิดหรือเลือกใช้คำพูดเชิงลบเพื่อแดกดันและบั่นทอนความรู้สึกของลูก ลองเปลี่ยนมาใช้คำพูดเชิงบวกที่จรรโลงจิตใจจะดีกว่า เช่นอาจจะพูดว่า “แม่รู้ว่าครั้งนี้ลูกอาจไม่ได้ทำอย่างเต็มที่ แต่แม่มั่นใจว่าลูกสามารถทำให้ดีกว่านี้ได้ในรอบหน้า อินชาอัลลอฮนะคะ/ครับ”

3. สอนลูกให้รู้จักวางเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต และอย่าสอนให้ลูกจำกัดเป้าหมายแค่ให้ชีวิตได้มีโอกาส “แต่งงาน” หรือ “มีอาชีพการงานดีๆ” เพียงอย่างเดียว พยายามสอนลูกให้รู้จักจัดวางความสำเร็จในโลกหน้าให้เป็นเป้าหมายสำคัญในชีวิต แล้วอย่าลืมให้กำลังใจลูกด้วยคำพูดดีๆ เช่น “หากลูกทำสิ่งนี้ ลูกจะได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮนะ” หรือ “ลูกจะต้องตั้งใจเรียนเพื่อจะได้เข้าใจศาสนามากขึ้นนะ จะได้ทำตัวให้ดียิ่งขึ้นทุกวันไงล่ะ ”

4. เป็นพ่อแม่ที่ใจดีมีเมตตากับลูกเสมอ แต่กระนั้นในขณะเดียวกันคุณก็ต้องรู้จักแยกแยะด้วยว่าเมื่อไหร่ควรใจดีและเมื่อไหร่ควรจริงจัง เพราะการใช้ไม้อ่อนกับลูกไม่ถูกจังหวะและเวลานั้นอาจทำให้ลูกเสียคนได้ เช่นการไม่ปลุกลูกตื่นละหมาดศุบฮ์เพราะกลัวลูกจะเหนื่อยนั้นไม่ใช่วิธีการแสดงความรักที่ถูกต้อง เป็นต้น หากคุณอยากให้ลูกของคุณมีจรรยามารยาทที่ดี คุณก็จะต้องปรับมาตรฐานและปรับปรุงตัวคุณเองให้ดีเสียก่อน เพราะเด็กมักจะชอบทำตามพฤติกรรมของพ่อแม่ เราจึงจำเป็นต้องมอบแบบอย่างที่ดีให้ลูกได้เลียนแบบ พยายามบอกตัวเองให้มีสติอยู่เสมอ ลองวางแผนกับคู่สมรสของคุณว่าเราจะใช้ถ้อยคำสุภาพอ่อนโยนเท่านั้น ตัดทิ้งการใช้คำพูดหยาบคายที่ฟังดูแล้วไม่ไพเราะเสนาะหู ภายในบ้านจะไม่มีใครพูดโกหกหรือแม้กระทั่งแต่งกายไม่สุภาพเกิดขึ้น เหล่านี้เป็นต้น

เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ลูกรักด้วยการสอนให้เขารู้จักเชื่อมั่นในอัลลอฮ สิ่งเหล่านี้สามารถปลูกฝังแม้กระทั่งในเด็กเล็กก่อนวัยเรียนก็ทำได้ สอนลูกให้รู้สึกลึกซึ้งกับฮาดิษต่อไปนี้:

รายงานจากท่านอบูอับบาส อับดุลลอฮ บิน อับบาส (ร.ฎ.) กล่าวว่า “วันหนึ่งฉันนั่งอยู่ข้างหลังท่านนบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.) บนม้าตัวหนึ่ง ท่านนบีได้พูดให้ฟังว่า “โอ้พ่อหนุ่ม ฉันจะสอนเจ้าถึงถ้อยคำ(แห่งโอวาท)หนึ่ง ความว่า : จงรำลึกถึงอัลลอฮ แล้วอัลลอฮจะปกป้องเจ้า จงระลึกถึงอัลลอฮ แล้วเจ้าพบว่าพระองค์นั้นทรงอยู่ข้างหน้าเจ้า หากเจ้าอยากร้องขอ ก็จงวิงวอนร้องขอจากอัลลอฮเพียงองค์เดียว และหากเจ้าอยากขอความช่วยเหลือ ก็จงขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮเพียงองค์เดียว และพึงทราบเถิดว่า หากแม้นจะมีคนทั้งประเทศรวมตัวกันสร้างคุณความดีบางอย่างให้เจ้า พวกเขาจะไม่สามารถยังประโยชน์ใดแก่เจ้าได้เลย เว้นเสียแต่อัลลอฮได้กำหนดสิ่งนั้นไว้ให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว  และหากแม้นว่าจะมีคนทั้งประเทศรวมตัวกันเพื่อทำร้ายเจ้า พวกเขาจะไม่สามารถทำร้ายเจ้าได้เลย เว้นเสียแต่อัลลอฮได้กำหนดสิ่งนั้นไว้ให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว (ด้วยเพราะว่า)ปากกา(พจนารถ)ได้ถูกยกขึ้นและแผ่นกระดาษก็ได้แห้งเหือดไปแล้ว”

หากต้องการให้ลูกเติบโตบนหนทางแห่งเตาฮีด ปราศจากความหวาดกลัวต่อสิ่งถูกสร้างใดๆ บนโลกนี้ จงสอนให้เขารู้จักยำเกรงต่ออัลลอฮและเกรงกลัวพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น

6. “เด็กอะไรขี้เกียจชะมัด ไม่รู้จักรับผิดชอบ ซุ่มซ่านสิ้นดี”

คำพูดที่คุณใช้ตราหน้าลูกนั้นสามารถส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงและฝังลึกในจิตใจของลูกได้ยาวนาน บางครั้งลูกอาจได้ยินในสิ่งที่เราพูดกับคนอื่นเช่น “ลูกคนนี้เป็นเด็กไม่มีเหตุผลและขี้โมโหตลอดเลย” เด็กเล็กๆ มักจะเชื่อในสิ่งที่พวกเขาได้ยินโดยปราศจากการซักถามใดๆ แม้ว่าคำพูดเหล่านั้นจะหมายถึงตัวเขาเองก็ตาม พวกเขามักจะจำฝังใจในสิ่งที่คุณตราหน้าพวกเขาอยู่ตลอดเวลา เด็กที่ได้ยินแต่คำพูดเชิงลบจากพ่อแม่ของตนเองมักจะไม่ค่อยเชื่อว่าตนเองนั้นก็สามารถทำอะไรดีๆ ในชีวิตได้เช่นกัน คุณต้องรู้จักไฮไลต์และเน้นย้ำถึงพฤติกรรมเชิงบวกในตัวลูก มีงานวิจัยค้นพบว่า ยิ่งคนๆ หนึ่งรับรู้ถึงนิสัยที่ดีในตัวของเขาเองมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งสามารถฟื้นฟูตนเองเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาและสถานการณ์พลิกผันได้ดีมากขึ้นเท่านั้น

ยิ่งพ่อแม่แสดงให้เห็นถึงการกระทำเชิงบวกมากขึ้นเท่าไหร่ ลูกก็จะยิ่งรับรู้ว่าพ่อแม่ของเขาเป็นคนที่รักใคร่และเอ็นดูตัวเขามากขึ้นเท่านั้น โดยทั่วไปการเลี้ยงดูลูกควรจะมีอัตราของอุดมคติเชิงบวกและอุดมคติเชิงลบที่ระดับ 80:20 โดยประมาณ นั่นหมายความว่า ในทุกๆ การกระทำเชิงบวกที่พ่อแม่ทำกับลูก 4 ครั้งควรจะมีพื้นที่ว่างพอสำหรับการกระทำเชิงลบเพียง 1 ครั้งเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น หากคุณกอดลูกสามครั้งและหอมแก้มหนึ่งครั้งแล้ว คุณจะสามารถตำหนิลูกเบาๆ ได้เพียงหนึ่งครั้ง ในทางตรงกันข้าม หากคุณแสดงการกระทำเชิงลบมากเกินไปจนลูกมองไม่ค่อยเห็นการกระทำเชิงบวกจากตัวคุณเลย ลูกก็จะค่อยๆ เริ่มมองเห็นและเข้าใจว่าคุณเป็นพ่อแม่ที่ไม่รักไม่แคร์ความรู้สึกของเขาเลย …

 

เพราะลูกคืออามานะห์ที่ยิ่งใหญ่จากอัลลอฮ คือหนึ่งความไว้วางใจที่ใหญ่หลวงที่ถูกมอบให้เราโดยพระผู้เป็นเจ้าเอง เราจึงไม่สามารถทำเล่นๆ กับภาระหน้าที่และอามานะห์ที่ยิ่งใหญ่ตรงนี้ได้เลย

แปลและเรียบเรียงโดย : Andalas Farr
ที่มา :  6 Tips to Raise Emotionally Strong Children

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Andalas Farr

Andalas Farr

คุณแม่ลูกสามผู้หลงใหลงานแปลภาษาเป็นชีวิตจิตใจ และรักงานเขียน งานสอนที่เชิญชวนสู่เส้นทางแห่งความดี ไม่ได้เป็นลูกครึ่งแต่รู้สึกผูกพันกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ชนิดเห็นประโยคแล้วสมองต้องประมวลภาษาโดยอัตโนมัติ Andalas จบการศึกษาระดับปริญาตรีและโทคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับครอบครัว ลูก และตัวอักษร