สัปดาห์ที่ผ่านมาคือสัปดาห์ส่งเสริมสุขภาพจิตในประเทศอังกฤษและอีกหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก การดูแลสุขภาพจิตของตัวเราเองนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง ที่แม้ว่าบางครั้งอาจดูเหมือนเป็นเรื่องท้าทาย แต่มันก็เป็นประโยชน์ต่อตัวเราทุกครั้ง

ในบรรดาหลายๆ สิ่งที่ท่านศอฮาบะห์หรือมิตรสหายแห่งท่านศาสดามูฮัมหมัด (ซ.ล.) ได้มอบให้เรานั้น มีภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าอยู่มากมาย ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลป้องกันและปรับปรุงสุขภาพจิตของตัวเรา และนี่คือบางส่วนบางตอนที่เหล่าศอฮาบะห์ได้เคยแบ่งปันไว้กับสาวกของท่าน อันสามารถหยิบยกขึ้นมาใคร่ครวญเพื่อปรับปรุงและพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของเราในทุกวันนี้ได้

 

1 – อบูบักร์ อัศศิดดี๊ก 

นักจิตวิทยา Jeffrey Lohr เปรียบเทียบให้ฟังว่าการระเบิดความโมโหนั้นไม่ต่างอะไรกับการผายลมในลิฟต์สาธารณะ ที่ส่งผลกระทบด้านลบไม่ใช่แค่กับคนที่ผายลมเท่านั้น แต่ยังไม่ดีต่อคนรอบข้างที่ได้ยินอีกด้วย  Steven Parton ได้เน้นย้ำถึงผลเสียของการบ่นซ้ำๆ ที่สามารถส่งผลต่อสุขภาพจิตของเรา เขาอธิบายว่าอันดับแรก “รอยประสานเส้นประสาทในสมองของเรานั้นเชื่อมต่อกันเหมือนสายไฟ” หรือพูดกันง่ายๆ ในภาษาชาวบ้านก็คือ ยิ่งเรานึกคิดถึงความคิดใดบ่อยๆ ความคิดนั้นก็ดูท่าว่าจะปรากฏขึ้นมาให้เราจำซ้ำแล้วซ้ำอีก การหมกมุ่นอยู่กับการพร่ำบ่นจึงทำให้เรามีแนวโน้มว่าจะพร่ำบ่นซ้ำอีกในอนาคต จนมันกลายเป็นนิสัยติดปากในที่สุด แต่เราสามารถเชื่อมต่อเส้นประสาทในสมองใหม่เพื่อจัดการกับนิสัยขี้บ่นของตัวเองได้ แม้ว่าการพร่ำบ่นจะเป็นอีกหนึ่งวิธีในการปลดปล่อยพลังงานออกมาได้ในบางครั้ง แต่หากเราบ่นกันบ่อยเกินไปมันก็จะส่งผลเสียต่อตัวเราเอง

Parton ดึงเอาหลักปรัชญาแห่งตะวันออกมาเน้นย้ำถึงอันตรายของการพร่ำบ่นด้วยการศึกษาถึงเบื้องลึกของความคิดที่ซุกซ่อนอยู่ในแต่ละการพร่ำบ่นของคนเราว่า มันคือการปฏิเสธที่จะยอมรับความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้น การปฏิเสธอาจเป็นการตอบสนองเชิงบวกในบางกรณี แต่การปฏิเสธมากเกินไปนั้นสามารถทำให้เราตกอยู่ในสภาวะที่ไม่พอใจอยู่ตลอดเวลาบางครั้งการยอมรับความจริงและเรียนรู้ที่จะสงบจิตใจไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราพึงกระทำ

ในแง่ของผลกระทบของการพร่ำบ่นที่มีต่อคนรอบข้าง Parton พูดถึงกระจกสะท้อนของเซลประสาทซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่หนุนนำให้สมองของเรา “ทดลอง” รู้สึกอารมณ์ที่คนรอบตัวของเราประสบอยู่ หากเราได้ยินใครพร่ำบ่นด้วยความโมโห ด้วยความเศร้าหรือความเสียดาย เราก็มีแนวโน้มที่จะมีอารมณ์เช่นนั้นร่วมไปด้วย แม้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเป็นกุญแจสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้การเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น แต่การถูกรายล้อมด้วยคำพร่ำบ่นบ่อยๆ อาจทำร้ายสวัสดิภาพทางจิตของเรา และการใช้เวลาอยู่กับคนที่มีกรอบความคิดด้านลบอยู่เสมอก็สามารถบั่นทอนชีวิตของเราได้เช่นกัน

 

2 – อุมัร อิบนุ คอฏฏอบ

ความสำคัญของการไว้เนื้อเชื่อใจที่ท่านอุมัรกล่าวถึง ณ ที่นี้มีคุณประโยชน์ด้านกระบวนการรับรู้เป็นอย่างยิ่ง ความไม่สอดคล้องกันของกระบวนการรับรู้คือคำนิยามที่นักจิตวิทยาใช้เพื่ออธิบายถึงความตึงเครียดที่เกิดขึ้น เมื่อสมองของเราอยู่ในสภาวะที่พยายามแบกรับสองความคิดที่ย้อนแย้งในเวลาเดียวกัน และมันจะมีการแสดงออกมาของพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับหนึ่งในสองความคิดดังกล่าวนั้น นักจิตวิทยา Leon Festinger ได้พัฒนาทฤษฏีเหล่านี้ในช่วงปี ค.ศ.1950 และมันได้สร้างอิทธิพลขึ้นมามากมายนับแต่นั้นเป็นต้นมา หนึ่งในตัวอย่างทั่วไปที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ คือกรณีของคนที่ยังสูบบุหรี่ทั้งๆ ที่ต้องการจะเลิกและรู้ทั้งรู้ถึงโทษทัณฑ์ของบุหรี่ที่มีต่อตนเอง

ผลกระทบของความไม่สอดคล้องกันของกระบวนการรับรู้นั้นมีความแตกต่างกันออกไป คนที่หมกมุ่นอยู่กับกรอบความคิดหลายแบบจะพยายามรับมือกับความไม่สบายใจที่แถมมากับสิ่งนั้น เราสามารถคิดถึงช่วงเวลาหนึ่งหรือบางสิ่งที่เรากำลังประสบอยู่ขณะนี้ แล้วในขณะเดียวกันเราให้สมองของเราแบกรับความคิดนั้นไว้โดยไม่ได้ลงมือทำอะไรกับมัน หรือพยายามทำอะไรที่ตรงข้ามกับความคิดดังกล่าว การกระทำเช่นนี้จะทำให้เรารู้สึกเหนื่อยและท้อแท้ได้ง่าย อีกทั้งยังบั่นทอนประสิทธิภาพของตัวเราเอง หรือในบางรายอาจบั่นทอนถึงคุณค่าในตัวเองกันเลยทีเดียว

นักจิตวิทยาได้อธิบายถึงแนวทางในการจัดการกับสิ่งเหล่านี้ด้วยวิธีการพยายามทำให้เรื่องราวต่างๆ ดูเล็กน้อยไม่หนักหนาสาหัสอะไร แต่กระนั้นวิธีที่ได้ผลที่สุดในการจัดการกับสิ่งเหล่านี้ ก็คือการทำให้พฤติกรรมของเราสอดคล้องกับความคิดของเรา คนที่ลงมือทำอะไรด้วยความเชื่อมั่นบวกกับความแน่วแน่ของตนเองจะมีสุขภาพจิตที่ดีกว่าคนที่ประสบกับภาวะความไม่สอดคล้องในระดับสูง

 

3 – อุษมาน บินอัฟฟาน

คำสอนอันมีค่าของอุษมานนี้สามารถให้ข้อคิดในแง่จิตวิทยาได้หลายประเด็น คุ้มค่าต่อการหยิบยกมาใคร่ครวญ ความสำคัญของการมีชีวิตที่มีเป้าหมายนั้นเป็นสิ่งที่เรารู้กันดี เป็นสิ่งที่ได้รับการหยิบยกให้เป็นประเด็นฉุกคิดมาหลายยุคกาลในอดีต ตั้งแต่อริสโตเติ้ลไปจนถึงท่านอิหม่าม al-Ghazali การที่คนหนึ่งจะรู้จักเป้าหมายของตนเองได้ คนนั้นจำเป็นต้องรู้จักตัวเองเสียก่อน การให้เวลากับตนเองได้ใคร่ครวญในคำถามเหล่านี้จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าต่อสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของตัวเราเอง

เพื่อให้มองเห็นมากกว่าความสำคัญด้านปรัชญาและจิตวิญญาณของสิ่งนี้ เรามารู้จักหนึ่งชิ้นงานวิจัยที่เผยแพร่ในปี 2014 จากวารสาร “วิทยาศาสตร์แห่งจิตวิทยา” ที่ระบุว่า การมีเป้าหมายชีวิตนั้นสามารถทำให้คนคนหนึ่งมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ในขณะที่อีกหนึ่งชิ้นงานวิจัยก็ระบุเช่นกันว่า คนที่มีเป้าหมายในชีวิตมักจะใช้เวลาและอุทิศความสนใจของตนเองไปกับคนที่รักและสังคมที่เขาใช้ชีวิตอยู่ เช่นกันนั้น นักจิตวิทยา Ed Diener ได้ค้นพบประโยชน์ของการมีเป้าหมายชีวิตในงานวิจัยของเขาว่า มันสามารถช่วยให้เรารับมือกับจังหวะขึ้นลงของชีวิตได้ดียิ่งกว่า นักจิตวิทยาหลายคนมองเห็นพ้องกันว่าศักยภาพของพลังเข้มแข็งทางจิตใจนั้น ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สามารถบ่งบอกถึงระดับของการมีสวัสดิภาพความเป็นอยู่ที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดี นอกเหนือไปจากการมีเป้าหมาย

คำพูดของอุษมานข้างต้นทำให้เราได้ตระหนักถึงความเชื่อมั่นในสิ่งดีๆ ที่ตนเองมีและการมองการณ์ไกลถึงความสำเร็จของเป้าหมายที่เราได้วางไว้ นักจิตวิทยาชื่อดัง Albert Bandura ใช้คำว่าศักยภาพในตัวเองในการอธิบายถึงความมั่นใจในตัวเอง และความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองในการปฏิบัติหน้าที่การงานอย่างหนึ่งอย่างใด และความสำคัญของการจัดวางเป้าหมายนั้นจะต้องมีการก่อร่างที่ดี การคิดไปเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดหมายที่ชัดเจนหรือการมีความคิดที่คลุมเครือจะไม่สามารถทดแทนเป้าหมายบางอย่างได้ และมันได้พิสูจน์กันมาแล้วว่าสามารถส่งอิทธิพลต่อการได้มาซึ่งความสำเร็จได้น้อยกว่าการมีเป้าหมายชีวิตที่ดีและชัดเจน

 

4 – อาลี บิน อะบีฏอลิบ

หนึ่งในงานวิจัยล่าสุดปี 2016 จากวารสารจิตวิทยาหัวข้อ “เวชศาสตร์กายจิต” ค้นพบว่าการช่วยเหลือผู้อื่นนั้นสามารถช่วยให้เราเก็บเกี่ยวคุณประโยชน์ด้านกระบวนการคิดได้มากมาย โดยในงานวิจัยนี้กลุ่มผู้เข้าร่วมจะถูกทดสอบให้เจอกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป พวกเขาจะต้องรับบทบาทเป็นผู้ให้หรือผู้ได้รับกำลังใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ผลการทดสอบด้วยเครื่องมือ fMRI neuroimaging ค้นพบว่ากลุ่มผู้เข้าร่วมที่รับบทบาทเป็นผู้ให้กำลังใจนั้น

  1. มีการทำงานของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความตึงเครียดลดลง เช่นส่วน cingulate cortex และ amygdala ทางขวา
  2. มีการทำงานของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้รางวัลเพิ่มขึ้นหลายระดับ เช่นส่วน ventral striatum ทั้งด้านซ้ายและขวา
  3. มีการทำงานของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเอาใจใส่เพิ่มมากขึ้น เช่นในบริเวณผนังกั้นสมอง

ประโยชน์ด้านกระบวนการรับรู้เหล่านี้นั้นสามารถค้นพบในกลุ่มผู้เข้าร่วมที่รับบทบาทเป็นผู้ให้กำลังใจ แต่กลับไม่พบในกลุ่มผู้รับกำลังใจ ดูเหมือนว่าการให้ความช่วยเหลือผู้อื่นนั้นสามารถส่งผลดีต่อตัวผู้ให้เอง และการวิจัยชิ้นนี้จึงเป็นผลงานที่พิสูจน์ได้ถึงประโยชน์ของการช่วยเหลือผู้อื่น แต่กระนั้นก็น่าเชื่อว่าเราทุกคนคงรู้สึกได้เองว่า เวลาที่เรายื่นมือช่วยเหลือผู้อื่นนั้นเราจะรู้สึกได้ถึงความจริงจัง และมันสามารถยกระดับจิตใจของเราได้มากขึ้นจริงๆ

 

แปลและเรียบเรียงโดย : Andalas Farr
ที่มา : 4 Pearls of Wisdom From the Sahaba to Protect Your Psychological Wellbeing

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts

Andalas Farr

Andalas Farr

คุณแม่ลูกสามผู้หลงใหลงานแปลภาษาเป็นชีวิตจิตใจ และรักงานเขียน งานสอนที่เชิญชวนสู่เส้นทางแห่งความดี ไม่ได้เป็นลูกครึ่งแต่รู้สึกผูกพันกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ชนิดเห็นประโยคแล้วสมองต้องประมวลภาษาโดยอัตโนมัติ Andalas จบการศึกษาระดับปริญาตรีและโทคณะมนุษย์ศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับครอบครัว ลูก และตัวอักษร

ปิดโหมดสีเทา