thanai-somchai

กรุงเทพฯ, 12 มีนาคม 2547 — ฮอนด้า ซีวิค สีเขียวคันหนึ่งวิ่งอยู่บนถนนย่านรามคำแหงมุ่งหน้าสู่ลำสาลี สักพักรถของเขาก็จอดลง พร้อมๆ กับรถเก๋งสีดำอีกคันหนึ่งที่มาจอดต่อท้าย เขาลงจากรถฮอนด้าสีเขียวมาพูดคุยกับเจ้าของรถคันข้างหลัง จากนั้นก็ถูกดึงตัวขึ้นรถไป — เขาขึ้นรถคันนั้นไป แล้วเขาก็ไม่กลับมาอีกเลย

เขามีชื่อว่า สมชาย นีละไพจิตร เป็นประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม เป็นรองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และเป็นคณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย สภาทนายความ

ใครที่รู้จักสมชาย นีละไพจิตร ต่างก็รู้ว่าทนายสมชายเป็นคนทำงานจริงจัง รักความเป็นธรรม มีภรรยา อังคณา นีละไพจิตร และลูกๆ อีก 5 คน คือ สุดปรารถนา ประทับจิต กอปร์กุศล ครองธรรม และกอร์ปธรรม เป็นครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังการทำงานอย่างเสียสละของสมชาย

สมชาย นีละไพจิตร เป็นทนายความมาตลอดชีวิต แม้ชื่อของเขาอาจไม่เป็นที่คุ้นหูคนส่วนใหญ่ แต่เขาคือเบื้องหลังของคดีสำคัญหลายคดี โดยเฉพาะคดีทางภาคใต้ที่ประชาชนถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับ “การก่อการร้าย” ทนายสมชายสามารถทำความจริงให้ปรากฏจนจำเลยพ้นจากข้อหาได้เกือบทุกคดี เช่น คดีกูเฮงเผาโรงเรียนเมื่อปี ๒๕๓๗ คดีหมอแวพัวพันกลุ่มก่อการร้ายเจไอ

นอกจากคดีทางภาคใต้ที่ทนายสมชายเข้าไปทำงานในฐานะชมรมนักกฎหมายมุสลิมแล้ว ยังมีคดีด้านสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ที่นายสมชายรับผิดชอบ อาทิ คดียัดยาบ้า 1 เม็ดนิสิตจุฬาฯ ฯลฯ เกือบทุกคดี ทนายสมชายต้องเป็นทนายที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลายคดีสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นคดีช็อตไข่นายเอกวัต ศรีมันตะ หรือคดีวิสามัญฆาตกรรมโจด่านช้าง

การทำงานของทนายสมชายหลายคดี เปิดโปงพฤติกรรมของตำรวจ หลายฝ่ายเชื่อกันว่าผลงานในอดีตของเขาเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาถูกทำให้หายไป และฟางเส้นสุดท้าย คือการออกมาเปิดโปงเจ้าพนักงานทรมานผู้ต้องหาปล้นปืน-เผาโรงเรียน 5 นายเพื่อให้รับสารภาพ

ตัวอย่างคดีที่ทนายสมชายรับผิดชอบ

ส่วนใหญ่เป็นคดีที่เข้าไปเปิดโปงพฤติกรรมของตำรวจ และเป็นคดีด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งประชาชนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจละเมิด

คดีหนึ่งคือ คดีช็อตไข่ เอกวัต ศรีมันตะ ซึ่งถูกตำรวจสภอ.พระนครศรีอยุธยา ใช้ไฟฟ้าช็อตอวัยวะเพศ เพื่อให้รับสารภาพในคดีชิงทรัพย์ เป็นคดีที่มีความโด่งดังเป็นที่สนใจของสังคมอย่างมาก ทั้งยังเป็นกรณีที่ถูกหยิบยกเข้าไปในที่ประชุมของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งองค์การสหประชาชาติ เมืองเจนีวา เมื่อเดือนมีนาคม 2548
คดีนี้ทนายสมชายเป็นทนายให้ แต่สุดท้ายนายเอกวัตถอนฟ้องด้วยสาเหตุว่า “เข้าใจผิด”

อีกคดีหนึ่งคือ คดีวิสามัญฆาตกรรม โจด่านช้าง เจ้าหน้าที่ตำรวจจับคดียาเสพติดที่จังหวัดสุพรรณบุรี มีการจับตัวเอาผู้ต้องหาใส่กุญแจมือเดินออกมาจากบ้าน แต่ตำรวจบอกให้ผู้ต้องหาทั้งหมดเดินกลับเข้าไปใหม่เพื่อทำแผน ไม่กี่นาทีจากนั้น เสียงปืนก็ดังลั่น มีควันตลบบ้าน ปรากฏว่าผู้ต้องหาทั้งหมดเสียชีวิต ทุกคนเสียชีวิตทั้งที่มือยังใส่กุญแจมือ เจ้าหน้าที่บอกว่าผู้ต้องหาพยายามต่อสู้ ก็เลยเป็นการ “วิสามัญฆาตกรรม”

นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาทนายสมชาย เล่าว่า คดีนั้นทนายสมชายเข้าไปเป็นทนายให้ แล้วก็พบว่า หลังเกิดเหตุ 2-3 วัน บ้านที่เกิดเหตุถูกรื้อไปหมด ไปทำศาลาวัด คุณสมชายต้องไปรื้อศาลาวัดเพื่อมาตรวจวิถีกระสุนและหาหลักฐาน แล้ววันหนึ่งคุณสมชายนั่งดูโทรทัศน์อยู่ มีข่าวว่าญาติผู้เสียหายไปถอนแจ้งความ

คดีนี้เป็นคดียาเสพติด ซึ่งถ้าได้ตัวผู้ต้องหามาน่าจะมีการสอบ มีการขยายผล เพื่อให้ได้เบาะแสมากขึ้น แต่ทุกคนเสียชีวิตหมด เมื่อญาติมาร้องที่สภาทนายความ คุณสมชายก็ไปเป็นทนายให้ แต่เรื่องก็จบลงเมื่อญาติไปถอนฟ้องหมด พอเขาถอนฟ้อง ทุกอย่างจึงต้องยุติ เพราะทนายไม่ใช่ผู้เสียหาย

“แต่เราก็ไม่ไปโทษเขา เพราะวันนี้เราอยู่ตรงนี้เราก็รู้ว่ามีความกดดันมากขนาดไหนในการที่จะออกมาต่อสู้กับอำนาจ คุณเอกวัตฟ้องตำรวจ มีความสุขไหม ก็คงไม่มีความสุข ถูกคุกคามไม่เว้นแต่ละวัน แต่ถ้าคุณเอกวัตรับความช่วยเหลือก็อาจมีชีวิตที่ดีขึ้น” นางอังคณากล่าว

ในปี 2547 เป็นปีที่เกิดความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ขึ้นหลายเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นคดีปล้นปืน เผาโรงเรียน ลอบวางระเบิด โดยเฉพาะเหตุการณ์ในวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่มีคนลอบวางระเบิดโรงเรียนกว่า 20 แห่ง และในเวลาเดียวกันก็มีการบุกล้อมกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จ.นราธิวาส ปล้นปืนไปมากกว่า 400 กระบอก

จากคดีดังกล่าว ในเวลาต่อมาได้ตัวผู้ต้องหา 5 นาย โดยทนายสมชายเข้าไปเป็นทนายให้ แต่เมื่อทนายสมชายไปพบผู้ต้องหาทั้ง 5 ที่กองปราบปรามและสถานที่ควบคุมที่ตัวโรงเรียนตำรวจนครบาล จึงพบว่าผู้ต้องหาถูกตำรวจทำร้ายร่างกายอย่างน่าสังเวช ทั้งยังถูกขู่บังคับให้รับสารภาพ

ในฐานะของทนายที่ติดตามคดีทางภาคใต้ และได้เห็นการกระทำที่เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติต่อประชาชน สมชาย นีละไพจิตร จึงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎอัยการศึก ทั้งยังล่า 50,000 รายชื่อ เพื่อขอแก้ไขกฎหมายนี้ และออกมาเปิดโปงการทรมานผู้ต้องหาในคดีปล้นปืนเผาโรงเรียน ทั้งเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีส่งคณะแพทย์เข้าไปดูอาการของผู้ต้องหา

เขายังขอให้มีการย้ายผู้ต้องหาทั้ง 5 ให้พ้นจากการควบคุมของตำรวจที่ต้องการขยายระยะเวลาการควบคุมออกไป ให้เข้าไปในเรือนจำแทน ซึ่งศาลอาญาเห็นด้วยคำคัดค้านของคณะทนายความ และมีคำสั่งให้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปควบคุมไว้ในเรือนจำ ยังผลให้เจ้าพนักงานสอบสวนคดีนี้และผู้เกี่ยวข้องบางคน แสดงความไม่พอใจ เพราะถือว่าเป็นการเสียหน้า เนื่องจากถูกหักหน้ากลางศาลต่อหน้าสาธารณชน

ระหว่างการออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ลูกความผู้บริสุทธิ์ซึ่งถูกบังคับให้สารภาพนั้น ทนายสมชายและครอบครัวต้องเผชิญกับภาวะที่ถูกข่มขู่ ทนายสมชายเองยังออกปากเตือนเพื่อนทนายความด้วยกัน ให้ระวังตัวว่าจะถูกเจ้าหน้าที่อุ้ม

ข้อความต่อไปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือที่ทนายสมชายเขียนขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2547 เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากหน่วยงานต่างๆ ให้แก่ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน โดยได้อธิบายสภาพผู้ต้องหาเอาไว้ว่า

“ผู้ต้องหาที่ 1 ถูกใช้ผ้าผูกตาทั้งสองข้าง และถูกเตะบริเวณปากและใบหน้า ผลักให้ผู้ต้องหาที่ 1 ล้มลงและใช้เท้าเหยียบหน้า และมีคนปัสสาวะใส่หน้าและปาก ใช้ไฟฟ้าช็อตบริเวณลำตัวและบริเวณอวัยวะเพศถึง 3 ครั้ง

ผู้ต้องหาที่ 2 ถูกใช้ผ้าปิดตาทั้งสองข้าง และเตะบริเวณลำตัว ใช้รองเท้าตบหน้าและบังคับให้นอนแล้วให้คนปัสสาวะรดหน้า

ผู้ต้องหาที่ 3 ถูกใช้ผ้าปิดตาทั้งสองข้าง ถูกเตะบริเวณลำตัวหลายแห่ง ใช้มือตบบริเวณกกหูทั้งสองข้าง ใส่กุญแจมือไพล่หลัง ใช้เชือกมัดข้อเท้าทั้งสองข้าง และใช้ไฟฟ้าช็อตตามลำตัวและหลัง

ผู้ต้องหาที่ 4 ถูกใช้ผ้าปิดตาทั้งสองข้าง บีบคอ ใส่กุญแจมือไพล่หลัง และใช้ไม้ตีด้านหลังจนศีรษะแตก ได้ใช้เชือกแขวนคอกับประตูห้องขัง ใช้มือทุบบริเวณลำตัวและได้ใช้ไฟฟ้าช็อตด้านหลัง

ผู้ต้องหาที่ 5 ถูกใช้ผ้าปิดตาทั้งสองข้าง และถูกตบด้วยเท้าบริเวณหน้าและปาก ตบบริเวณกกหู ต่อยท้อง และใช้ไฟฟ้าช็อตหลายครั้ง”

วันที่ 12 มีนาคม ทนายสมชายเดินทางไปทำธุระที่ศาลล้มละลายกลางและศาลแพ่งกรุงเทพฯ ใต้ ในเวลากลางวัน และเข้าไปทำงานที่สำนักงานย่านรัชดาในเวลาเย็น จากนั้นทนายสมชายได้นัดเพื่อนทนายที่ร้านอาหารย่านรามคำแหงในช่วงค่ำ ก่อนจะแยกย้ายกันในเวลาประมาณ 2 ทุ่ม โดยทนายสมชายขับรถจากถนนรามคำแหงมุ่งไปทางลำสาลี

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้ติดต่อกับทนายสมชายอีก ในวันที่ 13 มีนาคม 2547 ทนายสมชายไม่ได้ร่วมประชุมชมรมนักกฎหมายมุสลิม และในวันที่ 14 ทนายสมชายขาดนัดว่าความให้จำเลยที่ศาลจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น ผิดกับนิสัยของทนายสมชายซึ่งรับผิดชอบและเอาจริงเอาจังกับเรื่องงาน

แม้สมชาย นีละไพจิตร จะเป็นทนายความเล็กๆ มีวิถีชีวิตเรียบง่าย สมถะ มิได้มีตำแหน่งใหญ่โต แต่ความมุ่งมั่น มานะ และซื่อสัตย์ ในวิชาชีพของเขา มีความหมายยิ่งต่อคนเล็กๆ มากมาย ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และยังถือเป็นประวัติศาสตร์ด้านสิทธิมนุษยชนอีกหน้าหนึ่งของประเทศไทยด้วย

ที่มา : จากหนังสือ “สมชาย นีละไพจิตร ผู้เชื่อมั่นในระบบยุติธรรม” เนื่องในโอกาสครบรอบสองปีที่ถูกทำให้หายตัว

อ่านเรื่องอื่นๆ

Comments

comments

Related Articles

About author View all posts Author website

Halal Life

Halal Life

Halal Life Magazine เว็บไซต์แม๊กกาซีนที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งวิถีชีวิตของมุสลิมที่มีไลฟสไตล์ในแบบฮาลาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การแนะนำร้านอาหารฮาลาล และการเดินทางท่องเที่ยวแบบฮาลาล

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *