abdulqahar

(หมายเหตุ)  บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกใน Halal Life magazine ฉบับมีนาคม 2557 ในวาระครบรอบ 10 ปีที่ถูกทำให้หายไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร

หากเหตุผลหนึ่งในการถูกทำให้หายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร คือการตัดกำลังการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมของชาวบ้านในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาถึงวันนี้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำอันอำมหิตต่อทนายสมชายคงจะได้เห็นแล้วว่าพวกเขาคิดผิด เพราะไม่นานหลังทนายสมชายถูกทำให้หายตัวไป ทนายความกลุ่มหนึ่งได้ลุกขึ้นมาสานต่ออุดมการณ์และเดินไปบนเส้นทางที่ทนายสมชายได้หักร้างถางพงไว้ให้ก่อนหน้า

ทนายความกลุ่มนั้นรวมตัวกันในชื่อศูนย์ทนายความมุสลิม มีภารกิจหลักคือการช่วยเหลือชาวบ้านที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยและผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

อนุกูล อาแวปูเตะ ประธานศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดปัตตานี หรือที่ใครหลายคนเรียกกันติดปากว่า “แบฮา” คือหนึ่งในทนายความกลุ่มนั้น

ในวาระ 10 ปีที่ผู้ถางเส้นทางยุติธรรมในภาคใต้อย่าง “ทนายสมชาย” ถูกทำให้หายไป เราจึงอยากชวนผู้อ่าน Halal Life มาพูดคุยกับผู้เดินตามอย่าง “แบฮา” ว่า ผ่านมาแล้ว 10 ปี ถนนสายยุติธรรมที่ทนายสมชายบุกเบิกเอาไว้เส้นนี้ราบเรียบหรือขรุขระและไปถึงจุดหมายปลายทางแล้วหรือยัง

ในแต่ละวันของศูนย์ทนายความมุสลิมทำอะไรบ้าง?

ในแต่ละวันเราก็จะต้องมานั่งดูว่า มีเรื่องที่มาร้องเรียนถึงการไม่ได้รับความธรรมกี่เรื่อง โดยจะมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้สอบข้อเท็จจริง แล้วนำข้อสรุปมาดูกันว่าคดีที่มาร้องเรียนนี้เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบหรือไม่ ขบวนการก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนหรือเปล่า ถ้าเช็คแล้วเข้าข่ายคดีก่อการร้ายแล้วเราจะถือเป็นคดีของศูนย์ฯที่เราต้องให้ความช่วยเหลือโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย อันนี้เราถือว่าเราสานต่ออุดมการณ์ที่ทนายสมชายได้วางไว้

คนที่มาร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นคน 3 จังหวัดที่มักเกิดจากคดีที่ถูกจับตามกฏอัยการศึก และพรก.ฉุกเฉิน  ซึ่งการจับในลักษณะแบบนี้เป็นการจับโดยที่ยังไม่มีข้อหา คือแค่ต้องสงสัยเท่านั้น เจ้าหน้าที่ก็มีอำนาจจับได้โดยไม่ต้องใช้หมายศาล แล้วพอจับไปก็พาไปที่ที่ไม่ใช่โรงพัก เป็นค่ายทหาร  หรือ ฉก.ของทหารในพื้นที่ ซึ่งบ่อยครั้งมากที่คนเหล่านี้จะถูกซ้อมถูกทรมานระหว่างที่อยู่ใน ฉก. เพราะญาติก็ได้เยี่ยมในเวลาที่จำกัด บางครั้งไปเจ้าหน้าที่ก็ไม่ให้เยี่ยม ทนายเองก็ไม่สามารถเข้าไปพบได้ มันก็เลยเป็นช่องว่างให้เจ้าหน้าที่สามารถที่จะรีดข้อมูล หรือว่าใช้วิธีการทรมานเพื่อให้เขารับสารภาพ

ถ้าเราได้ข้อเท็จจริงแล้วว่าโดนซ้อมทรมาน อันดับแรกเราก็จะสรุปและยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังองค์กรที่ดูแลในเรื่องของสิทธิมนุษยชน อย่างเช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กอรมน. ศอบต. บางคนถึงขนาดมีบาดแผลเราก็ทำหนังสือเพื่อให้แพทย์เข้าไปตรวจสอบบาดแผล เพราะว่าระยะเวลาในการควบคุมตามกฏอัยการศึกมัน 7 วัน ในพรก.ทั้งหมด 30 วัน รวมเป็น 37 วัน ตรงนี้เขาถูกขังฟรีๆโดยไม่มีข้อหา คือยังไม่รู้ว่าผิดอะไร แต่บางคนถูกซ้อมทรมานจนรับสารภาพแล้วเอาเอกสารจากคำรับสารภาพไปฟ้องคดีเขาอีกทีหนึ่ง เราก็มีหน้าที่ในการตั้งทนายความอาวุโสให้ดูแลคดี ซึ่งจะมีทนายความที่คอยช่วยเหลือเราที่ถือว่าอาสามาทำงานให้ความช่วยเหลือ

อันนี้เป็นสิ่งที่เราคิดว่าเราสามารถเป็นที่พึ่งของคนในพื้นที่ได้ในแง่ที่ว่า ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติ สามารถที่จะอยู่ร่วมในสังคมนี้ได้ โดยมีกระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งพิงได้ ไม่ใช่หันหลังให้กับกระบวนการยุติธรรมแล้วไปต่อสู้นอกแนวทางนอกระบบของกฏหมาย ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก

ทำงานในพื้นที่พิเศษแบบนี้มีอุปสรรคที่ทำให้การทำงานยากขึ้นบ้างไหม?

เราประสบปัญหามากในเรื่องจำนวนของทนายความ ในช่วงประมาณ ปี 49 -50 ช่วงที่ปฏิวัติใหม่ๆเลย นโยบายตอนนั้นเป็นนโยบายของทหาร เพื่อต้องการแยกปลาออกจากน้ำ เขามีข้อมูลว่ามีคนอยู่จำนวนหนึ่ง ผมจำตัวเลขไม่ได้ว่ากี่พันคนที่อยู่ในรายชื่อของเจ้าหน้าที่ว่าเป็นคนที่อยู่ในกลุ่มของกระบวนการ เลยต้องกันคนเหล่านี้ออกไปจากพื้นที่ พาไปอบรมในค่ายทหารที่ ชุมพร ระนอง สุราษฏร์ โดยไม่ยอมให้พวกเขากลับบ้านแม้กระทั่งเดือนรอมฏอนหรือวันอีด แต่ตอนหลังศาลก็สั่งให้ว่าไม่สามารถทำแบบนี้ได้เพราะขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพ คนเหล่านั้นจึงได้กลับบ้าน แต่กลับมาก็อยู่ต้องตกอยู่ในสายตาของทางการตลอด

ในช่วงปี 50 เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับคนกลุ่มนี้ ออกหมายจับทีเดียวหมู่บ้านหนึ่ง 30 – 40 คน ถึงแม้จะรู้ว่าไม่มีหลักฐานในการดำเนินคดี แต่ก็ใช้กระบวนการต่างๆ เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พวกเราสู้คดีมาใช้เวลา 3 – 4 ปี บางคนต้องถูกขังอยู่ในเรือนจำ บางคนพอรู้ว่ามีหมายจับก็ไม่อยู่ก็หนีไปมาเลย์ ปัญหาอย่างนี้ผมถือว่าเป็นนโยบายผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ ทำให้คนหันหลังให้กับกระบวนการยุติธรรม สุดท้ายวันนี้คดียกฟ้องหมดในเรื่องคดีกลุ่ม หลายอำเภอที่เราสู้กันมา เพราะว่าหลักฐานไม่มีอะไรเลย มันมีแต่รายงานการสืบสวน ข้อมูลทางการข่าวทั้งนั้น ก็เลยเป็นบาดแผลใหญ่ของกระบวนการยุติธรรม

ทุกคดีที่เราทำเราจะมีสถิติ มีข้อมูลตลอด คดีที่ฟ้องหลักฐานไม่มีมันก็เลยมีผลต่อภาพลักษณ์ของกระบวนการยุติธรรมไทยที่มีต่อคนมลายูมุสลิมในพื้นที่ จนต่างประเทศให้ความสนใจ เราก็โชว์ตัวเลขซึ่งก็เป็นข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง  ภาพอย่างนี้เป็นภาพที่ออกมาแล้วไม่ค่อยดีเท่าไร งานวิจัยระบุว่าคดีความมั่นคงใน 3 จังหวัดที่ฟ้องศาลและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ศาลยกฟ้องไป 80% ก็คือ 100 คนที่จับมา 80 จะหลุด นี่คือสิ่งที่มันปฏิเสธไม่ได้ เมื่อผลออกมาอย่างนี้จนอยู่ในความสนใจของทั้งหน่วยงานสิทธิมนุษยชน หรือองค์กรระหว่างประเทศอย่าง OIC

ในปัจจุบันมีคนมาทำงานที่อาจเรียกได้ว่าสานต่ออุดมการณ์ของทนายสมชายแบบนี้มากน้อยขนาดไหน?

เรื่องนี้ต้องยกประโยชน์ให้ทนายสมชาย  ก่อนที่ทนายสมชายจะถูกอุ้ม ตอนเป็นชมรมนักฏหมายที่กรุงเทพฯ เขามีโครงการหนึ่งก็คือโครงการรับอมรมทนายความที่จบใหม่ๆ มาเป็นอาสาสมัครทนายความที่จะมาช่วยในการทำคดีภาคใต้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาจากภาคใต้แต่ไปเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะรามคำแหง ซึ่งชุดนั้นก็มีหลายคนเหมือนที่ลงมาทำงานอยู่ด้วยกัน แต่หลังจากทนายสมชายหายตัวไป กิจกรรมทั้งหมดก็ลงมาอยู่ที่นี่(สามจังหวัดภาคใต้)

พอมาทำที่ใต้ก็มีปัญหาอย่างหนึ่งคือนักศึกษากฏหมายไม่มี มันไม่เหมือนในกรุงเทพ ในขณะที่คนใต้แต่ไปเรียนที่กรุงเทพ มันก็ไม่สะดวกที่จะลงมาทำกิจกรรมในพื้นที่ เราก็เลยเปิดโครงการอบรม “ผู้ช่วยทนายความ” หรือว่า “พาราลีกัล” (paralegal) ในพื้นที่โดยเอาทั้งคนที่จบกฏหมายและไม่จบกฏหมายมายำรวมกัน แต่เราจะเน้นไปที่กฏหมายพิเศษ กฏอัยการศึก พรก.ฉุกเฉิน สิทธิของผู้ต้องหา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาจะต้องรู้เป็นอันดับแรก ปัจจุบันเรามีพาราลีกัล ทั้ง 3 จังหวัด อยู่ที่ประมาณ 100 ถึง 200 คน ซึ่งคนเหล่านี้เป็นต้นทุนอย่างหนึ่งที่เราให้ทั้งความรู้และให้ความคิดกับเขา ถึงแม้เขาไม่ได้อยู่ที่ศูนย์ทนายความมุสลิม หรือไม่ได้เป็นทนายความ แต่เขาก็ได้ความรู้ด้านกฎหมาย และได้อุดมการณ์ไปจากเรา เวลาเราทำกิจกรรมในพื้นที่เราก็จะประสานกับเขาว่าให้ลงไปที่ไหน เขาจะเป็นคนดูแลในพื้นที่ของเขาอีกทีหนึ่ง  นั่นคือรูปแบบของการสร้างคนของศูนย์ทนายความมุสลิม

ผมไม่ใช่โจร ผมไม่ได้ช่วยเหลือคนผิด ผมพยายามที่จะสร้างกระบวนการในพื้นที่นี้ให้มีทางออก ภารกิจในการให้ความเป็นธรรมเป็นหน้าที่ของรัฐไม่ใช่ของผม

ทำไมถึงมาทำงานช่วยเหลือแบบนี้ ทั้งๆที่อาชีพทนายความน่าจะเป็นอาชีพที่สร้างฐานะได้?

ตอนที่ผมอยู่กับทนายสมชาย เวลาอยู่ด้วยกันเขาจะพูดถึงแต่เรื่องการให้ความช่วยเหลือทางกฏหมายตลอด ตรงนั้นเป็นหัวใจของเขาเลย แต่ว่าเราเป็นทนายใหม่เราไม่เข้าใจ เราสับสนว่า แล้วเราจะกินอะไร  ผมจะรู้สึกแบบนั้นตลอด แต่หลังจากที่ทนายสมชายหายตัวไป มันมีความรู้สึกว่าเราต้องสานต่อทั้งๆที่เราเองก็ยังลังเลว่ามันจะไปรอดหรือเปล่า มันจะไปได้หรือเปล่า บางครั้งเรารู้สึกกลัว เราไม่กล้า แต่ทุกครั้งที่คิดอัลลอฮฺก็จะตอบแทนในทางอื่นเข้ามา

ผมเชื่อว่าถ้าผมไม่ได้อยู่กับทนายสมชายผมก็ไม่ได้รับอุดมการณ์อย่างนี้ ผมไปอยู่กับสำนักงานทนายอื่นที่มีวิธีอีกแบบหนึ่งในการฝึกคน ผมก็จะไม่ได้แบบนี้ ผมก็จะเป็นทนายที่ขึ้นลงศาล เสร็จแล้วกลับมาอยู่กับครอบครัว แต่ว่าพอผมมาทำตามแบบอย่างของทนายสมชาย ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า สิ่งเหล่านี้แหละคือความมั่นคงในวิชาชีพของผมจริงๆ ผมอาจจะมีรายได้จากทนายความไม่เท่าไร แต่ผมสามารถที่จะสร้างความสูงส่งให้กับตัวเองได้ ผมสร้างเกียรติยศให้กับตัวเองได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราจะหาซื้อมาด้วยเงินเท่าไรก็ไม่ได้ แต่เราก็ไม่ใช่ว่าอยากจะทำเพื่ออวดใคร  คือผมคิดอย่างหนึ่งว่าการทำเพื่ออวดเราต้องหวังผล แล้วเป็นความอ่อนแอของเรา คนที่ทำงานเพื่อให้คนอื่นเห็น ให้คนอื่นเขาดูว่าเราช่วยเหลือ โดยเราหวังผล ไม่ว่าเป็นผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ผมว่าคนนั้นเป็นคนอ่อนแอและไม่เชื่อมั่นในความศรัทธา

งานอย่างนี้ส่วนหนึ่งมันคืออุดมการณ์ และส่วนหนึ่งคือความศรัทธาด้วย ผมถามว่า คุณจะมีอุดมการณ์อย่างเดียวไม่ได้ถ้าคุณไม่ศรัทธา ไม่ศรัทธาว่าสิ่งที่คุณทำอัลลอฮฺเห็น คุณจะได้รับการตอบแทน ผมว่าถึงแม้จะมีอุดมการณ์แค่ไหนคุณก็ไปได้ไม่ไกล แต่ถ้าคุณคิดในแบบอย่างของอิสลามก็คือ คุณมีความศรัทธามีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์นี้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แล้วอัลลอฮฺรู้อัลลอฮฺเห็น แล้วพระองค์จะตอบแทนในวันแห่งการตอบแทน แล้วคุณจะไปท้อตรงไหน ไม่มีอะไรที่ต้องท้อ คนอื่นจะมองยังงัยก็แล้วแต่ แต่เราก็มีอัลลอฮฺที่เข้าใจเราอยู่ แม้แต่ทางเจ้าหน้าที่เขายังมองผมเป็นทนายโจรเลย แต่ผมพิสูจน์ตัวผมเองได้ว่าผมไม่ใช่โจร ผมไม่ได้ช่วยเหลือคนผิด ผมพยายามที่จะสร้างกระบวนการในพื้นที่นี้ให้มีทางออก ภารกิจในการให้ความเป็นธรรมเป็นหน้าที่ของรัฐไม่ใช่ของผม

ทำคดีผู้ก่อความไม่สงบมาหลายปี คิดว่าอะไรคือปัญหาสำคัญของที่นี่?

ผมมองว่าความไม่เป็นธรรมคือหัวใจสำคัญของทีนี่  เราเริ่มคิดถึงความไม่เป็นธรรมก่อน อย่าไปใส่ร้าย อย่าไปกล่าวหา ฟิตนะห์เขา ตรงนี้คนที่ได้รับฟิตนะห์เราต้องช่วยเหลือ มันไม่ใช่ว่าฝ่ายขบวนการเป็นโจร คือบางคนมีแต่แนวความคิดแต่ไม่ได้ไปก่อเหตุรุนแรงก็มี ในขณะที่รัฐเองประเภทที่คุมไม่ได้ก็มี อันนี้คือปัญหา แต่เวลาคนของรัฐทำ รัฐต้องกล้าแสดงความรับผิดชอบ กล้าแสดงว่า ใช่ ลูกน้องผมไม่ดี  ไม่ใช่ช่วยกันปิด กระบวนการยุติธรรมก็เอาผิดคุณไม่ได้อย่างนี้มันไม่ใช่ระบบที่เป็นธรรม แล้วก็หาสันติภาพในพื้นที่ไม่ได้

ความจริงแล้วการที่เจ้าที่รัฐอุ้มทนายสมชายนั่นแหละคือตัวทำลายกระบวนการยุติธรรมอันใหญ่เลยใน 3 จังหวัด ทำให้ระบบของรัฐเสีย เพราะหลักสิทธิมนุษยชนหาย ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น เกิดความไม่เท่าเทียมทางสังคม ผู้ปกครองกดขี่มากขึ้น อิสลามถึงต้องบอกว่าคุณต้องพูดความจริงต่อหน้าผู้ปกครองที่อธรรม นั่นคือการต่อสู้ในแนวทางอิสลามนะครับ ไม่ใช่การจับอาวุธปืนต่อสู้อย่างเดียว  ณ วันนี้ ผมใช้หลักอันนี้แหละมาเป็นจุดยืนในการทำงานของผม ผมว่าถ้าทุกคนคิดได้อย่างนี้ เราไม่ต้องกลัว มันจะไม่มีความเสียใจไม่มีความกลัวเลยกับการทำงาน เพราะทุกครั้งคุณจะมีความหวังตลอด

ถามว่าชีวิตผมเสี่ยงไหม ลูกๆผมตั้งหลายคน ผมก็เสี่ยง ผมวิ่งไปมาทุกวัน มันไม่มีใครคุ้มครองผมได้หรอก และไม่ใช่ผมคนเดียว ทุกคนใน 3 จังหวัดนี้ ครึ่งชีวิตก็เหมือนตายไปแล้ว เพราะความรุนแรงมันเกิดขึ้นตลอดเวลาโดยไม่รู้ว่าใครทำ ถูกยิงโดยไม่รู้สาเหตุ  ถามว่าเรายังอยากจะอยู่ในสังคมอย่างนี้หรือ ถ้าเราไม่ช่วยกัน มันก็ต้องทนกับสภาพอย่างนี้

[bws_related_posts]
อ่านเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ?

Related Articles

About author View all posts Author website

Halal Life

Halal Life

Halal Life Magazine เว็บไซต์แม๊กกาซีนที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งวิถีชีวิตของมุสลิมที่มีไลฟสไตล์ในแบบฮาลาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การแนะนำร้านอาหารฮาลาล และการเดินทางท่องเที่ยวแบบฮาลาล

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ปิดโหมดสีเทา